Thursday, May 1, 2025

“พิพัฒน์” นำขบวนวันแรงงาน68 มอบของขวัญ เปิดทางเข้าถึง “ทุนอาชีพ”ดอกเบี้ยต่ำ วงเงิน 1.2แสนล้าน สร้างอาชีพ ลดหนี้นอกระบบ–เสริมสภาพคล่องธุรกิจ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน วันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ.2568 โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวรายงาน นายพนัส ไทยล้วน ประธานคณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2568 พร้อมรับข้อเรียกร้องจากผู้ใช้แรงงาน 9 ข้อ โดยย้ำว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม และในปีนี้ได้เตรียม “ของขวัญวันแรงงาน” ชิ้นใหญ่ เพื่อช่วยแรงงานไทยประกอบอาชีพ เดินหน้ากิจการอย่างมั่นคงต่อเนื่อง
ช่วงเช้า เวลา 7.30น.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ โดยมีพระพรหมวชิรมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ณ ลานคนเมือง ก่อนจะนำขบวนเทิดพระเกียรติ และริ้วขบวนผู้บริหารกระทรวงแรงงาน รวมถึงผู้ใช้แรงงาน เคลื่อนจากแยก จปร. สู่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อหน้าแรงงานหลายพันคนที่มาร่วมงานว่า กระทรวงแรงงานไม่เคยนิ่งนอนใจต่อข้อเรียกร้องของพี่น้องแรงงาน โดยข้อเรียกร้องในแต่ละปี มีคณะทำงานดำเนินการเดินหน้า อาทิการผลักดันร่างกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 การศึกษารูปแบบกองทุนประกันความเสี่ยงกรณีเลิกจ้าง การปรับปรุงระบบประกันสังคมให้ทันสมัย มีฐานบำนาญที่เพียงพอ และขยายอายุผู้ประกันตน การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างเคร่งครัด และรวมถึงการยกระดับงานด้านความปลอดภัยแรงงาน เป็นต้น
พร้อมระบุนโยบายแรงงานในปัจจุบันมุ่งพัฒนาอย่างรอบด้านใน 3 มิติ ได้แก่ 1. ทักษะทันอนาคต – จัดอบรม Reskill–Upskill ฟรีทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศในตำแหน่งรายได้สูง 2. งานมีคุณภาพ – ดำเนินการผ่านการจัด Job Expo, ขับเคลื่อน “หนึ่งตำบล หนึ่งกลุ่มอาชีพอิสระ” และเปิดแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” 3.หลักประกันชีวิตแรงงาน – ปรับปรุงสิทธิประกันสังคม และเร่งผลักดันสินเชื่อเพิ่มโอกาส ช่วยแรงงานพึ่งพาตนเอง

นายพิพัฒน์  กล่าวต่อว่า กระทรวงแรงงานมอบ “ของขวัญวันแรงงาน” ให้แก่ นายจ้าง และลูกจ้าง ผู้ประกันตน ทั่วประเทศ ผ่านโครงการ เพิ่มโอกาส เข้าถึงแหล่งเงิน “ทุนอาชีพ”ดอกเบี้ยต่ำ คือนโยบายที่กระทรวงแรงงานเตรียมผลักดันร่วมกับธนาคารพันธมิตร เพื่อเปิดทางนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ 1.กลุ่มลูกจ้าง- ที่ต้องการพัฒนาอาชีพเสริมหรือตั้งต้นธุรกิจ โครงการ ”ทุนอาชีพ“ วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน สามารถเข้าถึงทุนได้จริง ที่สำคัญที่สุดคือ เพิ่มจากการ “คุ้มครอง” ให้เป็น “โอกาส” เพื่อสร้างอาชีพใหม่ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้ครอบครัว
2.กลุ่มนายจ้าง ที่ต้องการสภาพคล่อง เพื่อประคองกิจการและรักษาการจ้างงาน โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 วงเงิน 20,000 ล้านบาท เป็นของขวัญสำหรับสถาน
ประกอบการ ให้สามารถ “รักษาการจ้างงาน” ได้ต่อเนื่อง ด้วยเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำมาก เริ่มต้นเพียง 2.35% ต่อปี คงที่3ปี 
 “นี่ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือรายบุคคล แต่เป็นการ จุดประกายระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ฐานราก ให้ทั้งแรงงานและนายจ้างสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

ในช่วงท้าย รมว.แรงงาน พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหาร ได้พบปะแรงงานหลายพันคนที่มาร่วมงาน แม้จะมีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว แต่บรรยากาศยังคงคึกคัก งานวันแรงงานในปีนี้ยังเปิดโอกาสให้แรงงานทุกกลุ่มเข้าถึงบริการของรัฐอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการสมัครงานกว่า 174,000 อัตรา ตรวจสุขภาพ ฝึกอาชีพ เรียนออนไลน์พร้อมใบรับรอง รับวัคซีนฟรี รวมถึงรับสมัครผู้ประกันตน ม.40 และซื้อสินค้าฝีมือแรงงานได้โดยตรง
นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า วันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันที่สะท้อนความสำคัญของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน ทั้งอุตสาหกรรม เกษตร บริการ และธุรกิจ
กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านกฎหมาย ทักษะอาชีพ และสวัสดิการที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ พร้อมสร้างระบบแรงงานที่เป็นธรรมและยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้แรงงานไทยมีอนาคตที่มั่นคงและได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงในทุกมิติ

กองทัพภาคที่ 3 เปิดบ้านต้อนรับทหารใหม่และญาติอย่างอบอุ่น พร้อมดูแลตามวิถีปฏิบัติใหม่ของกองทัพบก

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ บริเวณสโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี ชายแดน กฤษณสุวรรณ รองแม่ทัพภาคที่ 3 และคณะ ให้การต้อนรับทหารใหม่ ผลัดที่ 1 / 2568 และญาติทหารใหม่ ที่เข้ามารายงานตัว หลังได้รับการตรวจเลือก และผู้สมัครเข้าเป็นพลทหารกองประจำการ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัว และญาติทหารใหม่ เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ รวมถึงระบบการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก 
ทั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นหน่วยรับผิดชอบในการแบ่งสรรทหารใหม่ ผลัดที่ 1 / 2568 ลงหน่วยในพื้นที่ ประกอบด้วย ทหารออนไลน์ จำนวน 624 นาย และทหารกองประจำการ จำนวน 566 นาย รวม 1,190 นาย 

ในการนี้ รองแม่ทัพภาคที่ 3 ได้พบปะทักทายพร้อมกับกล่าวต้อนรับทหารใหม่และผู้ปกครองทหารใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และชี้แจงข้อสั่งการของผู้บัญชาการทหารบก   ในการดูแลน้องทหารใหม่ 10 ข้อ สร้างความเข้าใจกับกำลังพลทุกระดับชั้น ผู้ปกครองและทหารใหม่ โดยยึดถืออย่างเคร่งครัด
กองทัพบกได้มีการปรับหลักสูตรการฝึกทหารใหม่เหลือ 6 สัปดาห์ มุ่งเน้นการฝึกพื้นฐานที่จำเป็น มีมาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากโรคลมร้อน และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 จัดให้มีรถพยาบาล พร้อมเจ้าหน้าที่พยาบาล ตลอดจนเครื่อง ช่วยชีวิต ประจำหน่วยฝึกทหารใหม่ ตลอด 24 ชั่วโมง และในระหว่างที่น้องทหารใหม่รับราชการจะได้รับสิทธิต่างๆ เช่นเครื่องแต่งกาย เบี้ยเลี้ยงเงินเดือน ตลอดจนสิทธิในการรักษาพยาบาล การศึกษาต่อระหว่างประจำการ การฝึกอาชีพเสริม การพัฒนาสมรรถภาพร่างกาย โดยเฉพาะนโยบายของกองทัพบกที่เพิ่มโอกาสให้ทหารกองประจำการได้ต่อยอดสู่การเป็นทหารอาชีพมากยิ่งขึ้น เช่น การสอบบรรจุเข้ารับราชการทหาร การสอบคัดเลือกเป็นนักเรียนนายสิบ ที่สำคัญในระหว่างประจำการจะมีการส่งเสริมให้เข้าศึกษาหลักสูตรส่งทางอากาศเพื่อได้สิทธิ์เข้าศึกษาต่อ เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกต่อไป

อบจ.พิษณุโลก ร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย ครั้งที่ 1 ภาคเหนือ

วันที่ 30 เมษายน 2568 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก มอบหมายให้ นายเอกพงษ์ กุลเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย ครั้งที่ 1 ภาคเหนือ ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (KNECC) มหาวิทยาลัยนเรศวร ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม
สำหรับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในวันนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการบรรเทาปัญหาน้ำแลัง น้ำท่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคคลากรของกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม และสารสนเทศเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจในการบริหารสถานการณ์ และจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับต่าง ๆ เน้นการวิเคราะห์ และติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ซึ่งสอดรับกับแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564-2570 และกำหนดจัดฝึกอบรมให้บุคลากรจากหน่วยงานต่างๆ จาก 76 จังหวัด โดยจะจัดขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ จำนวน 6 ครั้ง 
โดยในการฝึกอบรมครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก โดยจัดในพื้นที่ภาคเหนือ มุ่งหวังเพื่อให้ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมและสารสนเทศ และนำมาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการปฏิบัติงานในการให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีต่อไป

"เจือ ราชสีห์"ลุยพื้นที่ต่อเนื่อง"สร้างสงขลาโมเดล" คนไทยต้องไม่ตายเพราะถูกตัดไฟ

 ผนึกกำลัง กกพ.-อสม. สร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้ใช้ไฟ ณ รพ.สต.ควนหิน ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
26 เมษายน 2568 นายเจือ ราชสีห์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วย นางชญานุตม์ อินทรรัตน์ตัวแทนผู้อำนวยการเขต สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประจำเขต 12 (สงขลา) นายพิเชษฐ์ สุขทรเครือข่ายสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่จัดเสวนาย่อยร่วมกับพี่น้องอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ณ รพ.สต.ควนหิน ตำบลพะวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา  เพื่อสานต่อและขยายผลโครงการสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งต้องพึ่งพาไฟฟ้าในการรักษาชีวิต
การเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการคุ้มครองผู้ป่วยติดเตียงให้ปลอดภัยจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการงดจ่ายกระแสไฟฟ้า สืบเนื่องจากความกังวลของครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียงเกี่ยวกับปัญหาไฟฟ้าดับและการถูกตัดไฟ ซึ่งในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดที่จังหวัดนครพนมเมื่อเดือนตุลาคม 2567
นายเจือ ราชสีห์ กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาในพื้นที่ พบว่าครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของกระแสไฟฟ้า การนำร่องโครงการ "ไม่ตัดไฟฟ้าในครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง" ในจังหวัดสงขลา จึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดภาระและความกังวลของครอบครัวเหล่านี้ได้เป็นอย่างมาก โดยขอความร่วมมือจาก อสม. ในการเป็นผู้ประสานงานระหว่างครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียงกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุด
"หากมีการดับไฟที่ทราบล่วงหน้า ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีการเตรียมเครื่องปั่นไฟสำรองไว้ให้ใช้งาน และในกรณีที่มีการค้างชำระค่าไฟฟ้า ก็จะไม่มีการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและเห็นใจเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง" นายเจือ ราชสีห์ กล่าว
โครงการนี้นับเป็น "สงขลาโมเดล" ที่มุ่งหวังให้ผู้ป่วยติดเตียงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยจากความเสี่ยงที่เกิดจากปัญหาไฟฟ้า โดยจะมีการประเมินผลและขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วทั้งจังหวัดต่อไป สร้างความหวังให้กับครอบครัวที่มีผู้ป่วยติดเตียงให้สามารถดูแลคนที่รักได้อย่างไร้กังวล

"คนไทยต้องไม่ตายเพราะถูกตัดไฟ" ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่กำลังถูกทำให้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดสงขลา และอาจกลายเป็นต้นแบบขยายไปทั่วประเทศในอนาคต



#นายเจือราชสีห์ 
#ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 
#พรรครวมไทยสร้างชาติ 
#สู้ให้ทุกปัญหาพึ่งพาได้ทุกเรื่อง

ปลัดฯ บุญสงค์ ห่วงใยผู้ประกันตน เหตุก้อนปูนหล่นใส่รถเสียชีวิต ใต้ทางต่างระดับพระราม 2 มอบประกันสังคมช่วยเหลือเยียวยาทายาทโดยเร็ว

                      จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 07.40 น. เกิดอุบัติเหตุก้อนปูนขนาดใหญ่ตกลงมาใส่กระจกรถกระบะขณะขับขี่ในช่องทางด่วนใต้ทางต่างระดับ ถนนพระราม 2 ทำให้คนขับรถเสียชีวิต 1 ราย โดย ปลัดกระทรวงแรงงาน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกำชับให้สำนักงานประกันสังคมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทันที
                 นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้สั่งการให้ ประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความช่วยเหลือทันที โดยในวันเดียวกันนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายนริศ นิรามัยวงศ์ พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรสาคร ได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงาน 5 เสือกระทรวงแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจญาติผู้บาดเจ็บ คือ นายอำนาจ อายุ 46 ปี เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ขณะเกิดเหตุมีอาการสาหัส ได้รับบาดเจ็บแผลฉีกขาดใต้คาง ศีรษะ หน้าอก และบริเวณหน้าท้อง หลังเกิดเหตุถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลวิภาราม สมุทรสาคร ซึ่งเป็นโรพยาบาลตามสิทธิรักษาพยาบาลประกันสังคมที่ผู้ประกันตนเลือกไว้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เบื้องต้นแพทย์สงสัยมีเลือดออกในช่องท้อง ได้ทำการผ่าตัดด่วน และได้ส่งตัวไปยังโรงพยาบาลสมุทรสาครที่มีศักยภาพสูงในการรักษาพยาบาล และเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 29 เมษายน 2568 นายอำนาจ ได้เสียชีวิตลง
                นางมารศรี กล่าวต่อไปว่า สำหรับการช่วยเหลือทายาทของนายอำนาจ ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม โดยจะได้รับค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต เงินบำเหน็จชราภาพ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 3 แสนบาท ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตให้กับญาติผู้ประกันตนให้ได้รับทราบแล้ว สำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลผู้ประกันตนให้ได้รับความคุ้มครองช่วยเหลือในยามเดือดร้อนทันที เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประกันสังคมและเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิต

.........................................................
“ ประกันสังคม คุ้มครองทุกวัย ใส่ใจทุกคน ”
ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

พิษณุโลก ชาวบ้านหมู่บ้านนาพราน-บ้านกลาง อ.วังทอง ฮือบุกอำเภอ จี้ ให้ ปลดผู้ใหญ่บ้าน พูดออกเสียงตามสาย-หอกระจายข่าว ชวนชาวบ้านเล่นไฮโล ตั้งบ่อนในงานศพ อ้างเคลียร์ตำรวจแล้ว

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2568 ชาวบ้านนาพราน ต.บ้านกลาง อ.วังทอง เกือบ 20 คนเดินทางมาร้องเรียนกับนายอำเภอวังทอง/หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมวังทอง เพราะไม่สามารถทนพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้านได้ว่า มีประพฤติตัวไม่เหมาะสม โดยหนังสือระบุ เรื่อง ร้องเรียนพฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 บ้านนาพราน พร้อมแนบสิ่งที่ส่งมาด้วย คลิปเสียง(แฮนดี้ไดฟ์)
1. รับสินบนจากเจ้ามือไฮโลโดยประกาศออกทางเสียงตามสายในงานศพ
  2. ทะเลาะวิวาทกับชาวบ้าน
3. แสดงอำนาจที่ไม่ถูกต้องในที่ประชุมประจำเดือนในหมู่บ้าน
เนื่องด้วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านนาพราน ตำบลบ้านกลาง อำเภอวังทอง ประพฤติตัวไม่เหมาะสมดังนี้
1. ปล่อยให้มีการเล่นการพนันในหมู่บ้านและมีการเรียกเก็บเงินกับผู้ที่มาเล่นการพนัน
2. ดื่มสุราทุกวันทำให้บกพร่องต่อหน้าที่ บางครั้งก็มีการทะเลาะวิวาทกับชาวบ้าน ทำให้ไม่มีความเคารพยำเกรง หมดความเลื่อมใสศรัทธา
3. ชอบวางอำนาจว่าตัวเองใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน
ดังนั้นชาวบ้านนาพรานจึงขอให้ทางนายอำเภอวังทองได้พิจารณาปลดผู้ใหญ่บ้านนาพรานออกจากตำแหน่ง จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา ซึ่งที่ผ่านมามีตัวแทนชาวบ้าน 2 คนทำหนังสือยื่นเรื่องต่อนายอำเภอวังทอง ในฐานะหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมอำเภอวังทองเมื่อวันที่ 25 เมษายน 68 แต่หวั่นว่า เรื่องจะเงียบหายไป ทำให้ชาวบ้านเกือบ  20 คนมาทวงถามว่า จะดำเนินการต่ออย่างไร
น.ส.ฟ้าอรุณ ฤทธิ์ศักดิ์ ตัวแทนชาวบ้านหมู่ 5 ระบุว่า ผู้ใหญ่บ้านพูดออกเสียงตามสาย หอกระจายข่าวทุกงาน โดยเฉพาะงานศพที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน อ้างว่า ให้เล่นการพนันได้ เพราะมีการเก็บส่วยแล้ว หากใครเป็นเจ้ามือ จะต้องเก็บ 500 บาทต่องาน แถมระบุอีกว่า ให้จัดสถานที่ตั้งบ่อนไฮโลบริเวณใดของวัดอีกด้วย และมีการเคลียร์หรือจ่ายตำรวจไปแล้ว  ลักษณะเชิญชวนชาวบ้านให้มาเล่นได้ ไม่ต้องกลัวตำรวจอ้างว่าเคลียร์แล้ว หลักๆ คือ จ่ายตำรวจ 500 เจ้าภาพ 500 จ่ายผู้ใหญ่บ้าน 500 บาท ส่วนจะจ่ายจริงไหมนั้นไม่ทราบ ชาวบ้านไม่สามารถทนพฤติกรรมผู้ใหญ่บ้านคนนี้ได้  เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งมา 12 ปีแล้ว อ้างว่าไม่มีใครจะปลดเขาได้ กว่าจะเกษียณอายุก็อีกนาน 8 ปี จึงรวมตัวมาเรียกร้องให้นายอำเภอปลดผู้นำคนนี้ออกได้แล้ว  
ต่อมา นาย สมมิตร ชินกลาง ปลัดอำเภอวังทอง ฝ่ายความมั่นคง เดินทางมารับหนังสือและเชิญกลุ่มชาวบ้านขึ้นไปให้ข้อมูลและชี้แจงขั้นตอนดำเนินการของรัฐ  ปลัดอำเภอวังทองกล่าวว่า จะเชิญผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวมาสอบสวนข้อเท็จจริงว่า มีมูลหรือไม่ ถ้าไม่มีมูลก็จบไป หากมีมูลจะรายงานไปยังจังหวัด และถ้เรื่องที่ชาวบ้านร้องเป็นจริง จะตั้งคณะกรรมสอบสวนทางวินัยหรือวินัยร้ายแรง และเชิญชาวบ้านมาเป็นพยานในขั้นตอนต่อไป หากผิดวินัยร้ายแรงก็พิจารณาถึงขั้นปลดออก  
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

ประจวบคีรีขันธ์ _ สว.พบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) เปิดเวทีเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันพุธที่ 30 เมษายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมพระเทพสิทธิวิมลเมตตา โรงเรียนประจวบวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) นำโดย พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี ประธานกรรมการ นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ รองประธานกรรมการคนที่ 1 น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน น.ส.นิชาภา สุวรรณา สมาชิกวุฒิสภา จ.ประจวบคีรีขันธ์ และคณะสมาชิกวุฒิสภา  ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมี นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ นายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล นายสินาทร โอ่เอี่ยม รอง ผวจ.ประจวบฯ  ผู้แทนส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมโครงการฯ
หลังจากรับชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา พล.ต.ท. ยุทธนา ไทยภักดี ประธานกรรมการ ได้กล่าวเปิดโครงการฯ และวัตถุประสงค์ของการลงพื้นที่ของโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคกลาง (ตอนล่าง) จากนั้นคณะสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมพูดคุยถึงบทบาทหน้าที่และอำนาจ รวมถึงผลงานสำคัญของวุฒิสภาที่ผ่านมา 
เวลาประมาณ 10.00 น. คณะสมาชิกวุฒิสภาร่วมรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อย ได้แก่ 
1. ด้านเกษตรกรรม  เช่น ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ต้นทุนการผลิต ปัญหาศัตรูพืชระบาด การระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว ปัญหาเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินในเขตนิคมสหกรณ์ ปัญหาช้างป่ากัดกินพืชผลทางการเกษตร ปัญหาของชาวประมง และปัญหาด้านโคเนื้อตกต่ำ
2. ด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนาท่องเที่ยว การพัฒนาชุมชนไม่สอดคล้องกับการท่องเที่ยว การคมนาคมไม่เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะระบบรถสาธารณะ
3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม  ได้แก่ ปัญหาฝุ่น pm 2.5 ปัญหาสารเคมีไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ปัญหาจากกการให้อนุญาติสัมปทานเหมืองหินในพื้นที่ตัวเมืองประจวบฯ
4. ปัญหาสังคม ได้แก่ ปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่และยาเสพติด  ปัญหากลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มเปราะบางถูกทอดทิ้ง และเข้าไม่ถึงระบบทางภาครัฐ ปัญหาการไม่มีไฟฟ้าใช้ของประชาชนในพื้นที่ ต.บึงนคร ในเขตปลอดภัยทางทหาร
5. ด้านโลจิสติกส์ การขอสร้างสถานีขนส่งรถโดยสารของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การงดใช้รถตู้โดยสารให้หันมาใช้รถแบบมินิบัส การขนส่งสาธารณะถึงแหล่งท่องเที่ยว การหันมาใช้รถสาธารณะระบบรถไฟฟ้า ( EV )
การลงพื้นที่โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ พี่น้องประชาชน และวุฒิสภา โดยเปิดเวทีให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวุฒิสภาได้โดยตรง ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจะได้นำข้อมูลและข้อเสนอแนะในทุกประเด็นที่ได้รับนำไปสู่การดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาต่อไป
 ////////////////
ข่าว    ณัฐธภพ พันสาย    /    จ.ประจวบคีรีขันธ์    0649646443