Wednesday, May 20, 2026

อบจ.พิษณุโลก ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร
โดย นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก นำคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก หัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมประกอบพิธีทางศาสนาตามลำดับพิธีการภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยการร่วมพิธีในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบศาสนกุศลที่พสกนิกรและองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศ ได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์.

กมธ.การทหารฯ ร่วมมือ 3 ภาคีเครือข่ายจัดเสวนา “22 ปี จชต. : ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน”

มุ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันแบบสันติ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.35 นาฬิกา ณ ห้องประชาธิปก ชั้น 5 สถาบันพระปกเกล้า อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร่วมกับ (1) สถาบันพระปกเกล้า (2) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ (3) มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “22 ปี จชต. : ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ หน่วยงานฝ่ายบริหาร หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง องค์กรด้านวิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เข้าร่วมทั้งส่วนกลาง และออนไลน์ไปยังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีสำหรับผู้เข้าร่วมในพื้นที่ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
1.  รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ประธานในพิธีได้กล่าวว่า ความมุ่งหมายที่สำคัญของการเสวนาในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อย้อนมองความเจ็บปวดในอดีต แต่คือการถอดรหัสแห่งสันติสุขที่ยั่งยืนผ่านวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน 3 ประการได้แก่ หนึ่ง คือ การบูรณาองค์ความรู้ : เราต้องการหลอมรวมความมั่นคงด้านการทหารเข้ากับอัตลักษณ์ และหมายรวมถึงการคำนึงถึงมิติความมั่นคงด้านอื่น ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของประชาชนในพื้นที่ เพราะสันติสุขจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากประชาชนยังมีความยากจน ไม่อิ่มท้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม และขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สอง คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่พูดคุย : เพื่อเปลี่ยนเสียงของความขัดแย้งให้เป็นเรื่องของการพูดคุย เปลี่ยนความหวาดระแวงให้เป็นความไว้วางใจ สาม คือ การส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย : เพื่อให้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีเข็มทิศ หรือทิศทางที่แม่นยำในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกำหนดอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่คาดหวังจากการเสวนาในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เอกสารสรุปผลการประชุมเสวนาในวันนี้เท่านั้น แต่หากสิ่งที่พวกเราคาดหวังต้องการไปยิ่งกว่านั้นคือ ข้อสรุปในวันนี้จะนำไปสู่การกำหนดทิศทางในการนำพาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติสุขอย่างเป็นรูปธรรม “จุดเปลี่ยน” ที่จับต้องได้ที่ผมอยากจะเห็นก็คือ “ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ที่จะได้นำผลการระดมสมองร่วมกันในวันนี้ให้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ ” เป็นนโยบายที่มีความเข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้การขับเคลื่อนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เกิดมรรคผล ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติทุกภาคส่วน ต้องเข้าใจเนื้อหาที่จะต้องแปลงไปสู่การปฏิบัติอย่างเข้าใจในเจตนารมณ์ของนโยบาย จึงจะส่งผลให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เป็นอย่างมีเอกภาพ สุดท้ายนี้ ขอฝากข้อคิดว่า “ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และเราเป็นจุดเริ่มต้นของวันนั้น”
2.  การกล่าวบรรยายหรือปาฐกถาพิเศษโดย
      2.1 รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการ ในหัวข้อ “ก้าวย่างสำคัญ สู่สันติสุขที่ยั่งยืน” 
      2.2 พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทเรียน 22 ปี จชต. : ความท้าทายและโอกาสสู่สันติสุขที่ยั่งยืน” 
     2.3 พลเอก อักษรา เกิดผล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในหัวข้อ “การพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ฝ่ายทหาร”
      2.4 พลเอก บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีบทบาทสำคัญในวิกฤตการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พ.ศ. 2568 ในหัวข้อ”การเข้าถึงชุมชนและความมั่นคงชายแดน”
3.  การเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ “ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน” ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ การพัฒนาแนวคิดพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) การส่งเสริมกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข (Dialogue Space) และการบูรณาการนโยบายความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย พลโท ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติและหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขคนแรก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้กำกับดูแลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ดร.น้ำแท้ มีบุญสร้าง อัยการพิเศษฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด และนายกัณวีร์ สืบแสง ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ผู้ลี้ภัยความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในฐานะผู้แทนภาคประชาสังคม จัดขึ้นเพื่อทบทวนสถานการณ์ด้านความมั่นคงและบทเรียนที่ได้รับ อีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจด้านความมั่นคงแบบบูรณาการ สนับสนุนบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ ส่งเสริมพัฒนาแนวคิดเรื่องพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เจรจาเพื่อยุติความรุนแรง และร่วมกันกำหนดข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการพัฒนาในระยะต่อไป นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการเสวนา ณ ห้องประชุมประชาธิปก สถาบันพระปกเกล้า และออนไลน์ ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  ได้สอบถามและแสดงความคิดเห็นร่วมกับวิทยากรพื้นที่ปลอดภัยและสันติของประชาชนกับการทำงานของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริงอย่างไม่หวดกลัว
ในโอกาสนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ ได้กล่าวสรุปการถอดบทเรียน 22 ปี อย่างรอบด้าน ซึ่งถือว่าได้ร่วมกันทบทวนสถานการณ์ความมั่นคง วิเคราะห์แนวโน้ม และนำประสบการณ์จริงจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาสังเคราะห์สู่แนวทางที่จับต้องได้ ตลอดจนเวทีนี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงที่แท้จริง ไม่ได้จากัดอยู่เพียงมิติทางทหาร แต่เชื่อมโยงถึงเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่กันไป โดยที่การเสวนาครั้งนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างหมุดหมายใหม่ให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ใน 3 ประเด็นหลัก คือ
 
(1) เราต้องสร้างและยกระดับพื้นที่ปลอดภัยให้ทั่วถึงทั้งพื้นที่จังหวัดชำยแดนภาคใต้ 
(2) เราต้องหนุนเสริมกระบวนการเจรจาพูดคุยเพื่อสันติสุข 
(3) มาตรการด้านความมั่นคงที่สำคัญเข้ามาดำเนินการควบคู่กันไป คือ เรื่อง การสถาปนาความมั่นคงพื้นที่ 
ดังนั้น จากข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้จากการระดมสมองในวันนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงในห้องประชุมนี้ คณะกรรมาธิการจะรวบรวมและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อส่งต่อไปยังฝ่ายบริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนภาคปฏิบัติให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นรูปธรรมกับจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้วุฒิสภานำไปใช้กำหนดแนวทางด้านการแก้ไขกลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบ ตลอดจนการเสนอแนะมาตรการด้านนิติบัญญัติต่อฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

กาญจนบุรี ชุดเฉพาะกิจสังขละบุรี ! สกัดจับผู้นำพาชาวไทย ลอบขน 11 แรงงานเถื่อนซุกรถยนต์

     เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับพลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 / ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์  พลตำรวจตรี พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี  นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี  นายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี และพันตำรวจเอก สันติ พิทักษ์สกุล ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขละบุรี พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 136, สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี, และฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ร่วมตั้งจุดตรวจหน้าหมวดทางหลวงสังขละบุรี ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย
       เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจพิเศษ จังหวัดกาญจนบุรี ขณะปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจหน้าหมวดทางหลวงสังขละบุรี ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมกันทำการสกัดจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ได้ผู้ต้องหารวม 12 ราย พฤติการณ์ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจฯ ได้ตรวจพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าต้องสงสัย ขับขี่มาจากทางอำเภอสังขละบุรี มุ่งหน้าไปยังอำเภอทองผาภูมิ จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดตรวจเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบและควบคุมตัว ผู้นำพาชาวไทย: จำนวน 1 คน (ทำหน้าที่ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าว) และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย: จำนวน 11 คน
      จากการตรวจสอบเบื้องต้น บุคคลต่างด้าวทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัว หนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงสิทธิการเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 12 คน พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลาง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้นำพาชาวไทยและแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง และจะทำการสืบสวนขยายผลถึงขบวนการลักลอบนำพาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายรายนี้ต่อไป
  /////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

เพชรบูรณ์ สั่งจับตา 24 ชม. หลังน้ำป่าหลากท่วม ต.บ้านโตก 5 หมู่บ้าน ล่าสุดน้ำเริ่มลดแต่ยังเสี่ยงฝนสะสม

ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากเข้าพื้นที่ตำบลบ้านโตก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่เร่งแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 19 พฤษภา คม 2569 กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ (กอปภ.จ.เพชรบูรณ์) ได้รับรายงานจากอำเภอเมืองเพชร บูรณ์ ว่าเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ ส่งผลให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนริมลำคลองในตำบลบ้านโตก ได้แก่ หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 5 หมู่ 12 และหมู่ 13 สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่บางส่วน
เบื้องต้นทางอำเภอได้ประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ พร้อมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถกระจายเสียงออกประชาสัมพันธ์ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนเร่งขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งของขึ้นไว้ในที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหายจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก
ล่าสุดระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงแล้วบางส่วน แต่เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังคงมีความเสี่ยงจากฝนตกสะสมและน้ำหลากในพื้นที่ต้นน้ำ
ทั้งนี้ หากประชาชนพบเหตุฉุกเฉินหรือได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งหน่วยงานในพื้นที่เพื่อเข้าช่วยเหลือได้ทันที
//ปภ.เพชรบูรณ์ / เลขานุการ กอปภ.จ.เพชรบูรณ์
รายงาน ณ เวลา 20.53 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2569//

อบจ.สงขลา พร้อมรับ "ครม.สัญจร" มิ.ย. นี้ ดันโครงการยุทธศาสตร์พัฒนาภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 มิถุนายน 2569 พร้อมติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อผลักดันแนวทางการพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
การประชุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อจัดเตรียมข้อเสนอประเด็นสำคัญและวาระการพัฒนาของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเน้นโครงการที่มีความพร้อม สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ได้กำหนดลงพื้นที่สำรวจความพร้อมของโครงการสำคัญในพื้นที่จังหวัดชุมพร พัทลุง นครศรีธรรมราช และสงขลา ระหว่างวันที่ 18 – 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาศักยภาพและความพร้อมของแต่ละโครงการ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

สำหรับจังหวัดสงขลา ได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสภา ชั้น 1 เทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อร่วมกันจัดเตรียมข้อมูลโครงการที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณและเชิงนโยบาย พร้อมอำนวยความสะดวกในการลงพื้นที่สำรวจความพร้อมของโครงการต่าง ๆ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดสงขลา ในการผลักดันโครงการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และขับเคลื่อนภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เคลียร์ดราม่าคลิปหลุด! นายกหาดใหญ่ยันรัฐบาลช่วยตลอด รับสื่อสารคลาดเคลื่อน จ่อชงแผนกันน้ำท่วมเข้า ครม.สัญจร

ชี้แจงข้อเท็จจริง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ยืนยันรัฐบาลให้การช่วยเหลือเยียวยาแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ขอประชาชนเข้าใจ คลิปหลุดวานนี้ ยอมรับสื่อสารคลาดเคลื่อน เตรียมดันแผนป้องกันอุทกภัยระยะยาวเข้า ครม.สัญจร 8-9 มิ.ย.นี้
จากกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและคลิปวิดีโอในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณฟื้นฟูและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ จนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในวงกว้าง ล่าสุด วันนี้ (19 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.00 น. นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา มอบหมายให้นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมแถลงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน พร้อมด้วยนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่จังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง 

นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ชี้แจงว่า ประเด็นที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เป็นเพียงการหารือภายใน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม สำหรับโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในอนาคต ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเทศบาลนครหาดใหญ่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินเยียวยาผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 9,000 บาท และเงินช่วยเหลือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ตามเกณฑ์สูงสุดไม่เกิน 49,500 บาทต่อครัวเรือน พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความคลาดเคลื่อนด้านการสื่อสาร ซึ่งอาจสร้างความไม่สบายใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่
พร้อมกันนี้ เทศบาลนครหาดใหญ่ยังได้เตรียมแผนงานและโครงการสำคัญ เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดสงขลาในระหว่างวันที่ 8 - 9 มิถุนายนนี้ เพื่อยกระดับระบบป้องกันอุทกภัยและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างยั่งยืน

. สำหรับแผนงานสำคัญในการรองรับสถานการณ์น้ำหลากในอนาคต ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงระบบกักเก็บน้ำหรือแก้มลิง โดยเตรียมพัฒนาคันดินเดิมให้เป็นโครงสร้างคอนกรีตที่มีความแข็งแรง พร้อมขยายศักยภาพการกักเก็บน้ำเพื่อชะลอน้ำก่อนเข้าสู่เขตเมือง การฟื้นฟูยานพาหนะและเครื่องจักรกลบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยกว่า 150 คัน โดยเฉพาะรถดูดโคลนและรถดับเพลิงที่เหลือใช้งานได้เพียงบางส่วน รวมถึงการซ่อมแซมระบบสูบน้ำและสถานีไฟฟ้าควบคุม ซึ่งขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ โดยใช้งบประมาณฟื้นฟูกว่า 60 ล้านบาท เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดขุดลอกคูคลองและระบบระบายน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยคลองเตยดำเนินการแล้วเสร็จกว่าร้อยละ 80-90 ขณะที่คูระบายน้ำรอบเมืองดำเนินการขุดลอกแล้วประมาณ 200 กิโลเมตร จากระยะทางรวม 430 กิโลเมตร และตั้งเป้าให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 1 เดือน ก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก

. นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางมาประชุม ครม.สัญจร ของรัฐบาลครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่คณะผู้บริหารระดับประเทศจะได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและพิจารณาแนวทางสนับสนุนงบประมาณเพื่อวางระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว

. ด้านนายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า รัฐบาลและจังหวัดสงขลาได้บูรณาการความช่วยเหลือในหลายด้านนับตั้งแต่เกิดอุทกภัย ทั้งการระดมกำลังพลและอาสาสมัครเข้าฟื้นฟูพื้นที่ การบริหารจัดการขยะ การซ่อมแซมสาธารณูปโภค ถนน สถานศึกษา และโรงพยาบาลที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณด้านการขุดลอกคูคลองและระบบระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

. สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะนี้การจ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี ดำเนินการครบถ้วนแล้ว คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเกือบ 700,000 ครัวเรือน ส่วนเงินสนับสนุนค่าซ่อมแซมบ้านเรือนสูงสุดไม่เกิน 49,500 บาท ดำเนินการช่วยเหลือแล้วกว่า 100,000 ครัวเรือน วงเงินรวมกว่า 1,800 ล้านบาท และในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ จะมีการโอนเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมให้ผู้ประสบภัยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่อีกกว่า 10,000 ครัวเรือน โดยส่วนที่เหลือจะทยอยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

. ทั้งนี้ จังหวัดสงขลายังเตรียมนำเสนอโครงการสำคัญต่อที่ประชุม ครม.สัญจร ซึ่งผ่านการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้า และภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้น 2 เป้าหมายหลัก คือ การป้องกันอุทกภัยระยะยาว และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของพื้นที่ ทั้งโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงข้อเสนอด้านภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยลดภาระและสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ต่อไป

Tuesday, May 19, 2026

พิษณุโลก ชวนเที่ยวงานแสง-เสียง “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ” พร้อมกิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม 27-31 พ.ค. นี้

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น. ณ บริเวณวัดวิหารทอง พระราชวังจันทน์  อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงานแสดงแสง เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ” และกิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม “เลียบวัด เคียงวัง” ร่วมกับนางสาวนิภาวรรณ กาญจนพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก นางสาวศรัณยา โพธิ์ขาว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพิษณุโลก และ ผศ.ดร.สุพจน์ พฤกษวัน ประธานที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด รูปแบบการจัดงาน และความพร้อมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้
สำหรับการแสดงแสง เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ ชุด “สองแควน้อมรำลึกกตัญญุตา เทิดไท้ศรัทธา พระบรมไตรโลกนาถ” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ บริเวณวัดวิหารทอง พระราชวังจันทน์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระราชกรณียกิจสำคัญของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการรวมอาณาจักรสุโขทัยเข้ากับกรุงศรีอยุธยา และทรงยกฐานะเมืองพิษณุโลกให้เป็นราชธานีฝ่ายเหนือ อันเป็นรากฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมถนนสายวัฒนธรรม “เลียบวัด เคียงวัง” ระหว่างวันที่ 27–31 พฤษภาคม 2569 โดยภายในงานรวบรวมการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาหารพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก กระตุ้นการท่องเที่ยว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์วิถีวัฒนธรรมของเมืองสองแควอย่างใกล้ชิด

อบจ.พิษณุโลก ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศล...