Saturday, May 23, 2026

'พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' ห่วงคนไทย 65.8 ล้านคนต้องร่วมแบกรับหนี้ใหม่ 4 แสนล้าน ชี้รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย-ไม่ใช่ตามความรู้สึก

(23 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้

“คนไทย 65.8 ล้านคนต้องร่วมแบกรับหนี้ใหม่ 4 แสนล้าน… รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความรู้สึก”
.
พ.ร.ก. เงินกู้เพื่อวิกฤตพลังงาน พ.ศ. 2569 มาตรา 5 (1) กำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เงินกู้ดังกล่าวมีไว้ “เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” แต่ตัวบทกฎหมายไม่ได้มีข้อความใดกำหนดให้รัฐบาลนำเงินกู้ไปใช้กับ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ซึ่งมีผู้มีสิทธิใช้งานจริงประมาณ 13.18 ล้านคน ตามฐานข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการคลัง (ปี 2569)

ขณะที่ข้อมูลสถิติจำนวนราษฎรจากกรมการปกครอง ระบุว่าประเทศไทยมีประชากรสัญชาติไทยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรประมาณ 65.8 ล้านคน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีหน้าที่ตามกฎหมายในการร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอนาคตอย่างถ้วนหน้า

ในฐานะที่ผมยึดมั่นในหลักนิติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เห็นว่าเงินกู้ 4 แสนล้านบาท รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามความรู้สึก หรือ “ความสงสาร” และไม่ใช่ตามอำเภอใจ โดยมีข้อพิจารณาสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบคำถามต่อสังคมอย่างน้อย 3 ประเด็น ดังนี้

1. รัฐบาลกำลังใช้เงินกู้โปะรายจ่ายประจำ ส่อขัดวินัยการเงินการคลัง
       เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 300 บาทต่อเดือน เป็น “รายจ่ายประจำ” ที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องจัดสรรงบประมาณรองรับตามปกติอยู่แล้ว ภายใต้กรอบกฎหมายสวัสดิการแห่งรัฐ เห็นได้จากในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ได้รับงบประมาณจำนวน 30,000 ล้านบาทต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 อนุมัติงบกลางเพิ่มเติมอีก 1,667.68 ล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่องให้กองทุนดังกล่าว

แต่เมื่อรัฐบาลยอมรับว่างบประมาณปกติไม่เพียงพอ แล้วกลับนำเงินกู้พิเศษตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ มาใช้เป็นวงเงินประมาณ 18,800 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงมีเหตุอันควรตั้งข้อสังเกตว่า อาจขัดต่อมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุหลักการว่า การตรากฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องดำเนินการโดยเร่งด่วนและต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน และต้องระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา แผนงาน/โครงการ วงเงิน และหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน ดังนั้นจึงไม่ควรนำเงินกู้ไปใช้แทนรายจ่ายประจำ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นตามกฎหมาย

หากรัฐบาลเห็นว่างบประมาณด้านสวัสดิการไม่เพียงพอจริง ก็ควรเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย นำเงินกู้พิเศษตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฯ เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือรายเดือนแก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับ หรืออาจถูกมองว่าเป็นการใช้งบประมาณตามอำเภอใจ

2.ฐานข้อมูลล้าหลัง และยังมีคนจนที่อาจตกหล่น/เข้าไม่ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.33 ล้านคน เป็นฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังอ้างอิงข้อมูลคัดกรองจากหลายปีก่อน และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่ามีทั้งปัญหาคนจนตกหล่น “จำนวนผู้มีบัตร” ไม่ใช่ “จำนวนคนจน” ทั้งหมด เพราะผู้ถือบัตรบางส่วนอาจไม่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนตามนิยามของ สศช. แสดงว่าผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงแต่กลับได้รับสิทธิ
 
คนจนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แรงงานนอกระบบ เกษตรกรรายย่อย และประชาชนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ยังไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้ ขณะที่ประชาชนอีกประมาณ 51 ล้านคนที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่างก็ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานไม่แตกต่างกัน
 
หากรัฐบาลจริงใจต่อการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ควรเลือกใช้กลไกที่ลดปัญหาการตกหล่นและการเลือกปฏิบัติ เช่น
 
* สวัสดิการถ้วนหน้าตามช่วงวัย
* เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า
* การลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนพลังงานให้ประชาชนทุกครัวเรือน
* หรือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและชุมชนร่วมคัดกรองผู้เดือดร้อนจริงในพื้นที่

3. ต้องอยู่บนหลักนิติธรรม และ “เป็นสิทธิเสมอกัน” ตามกฎหมายกำหนด

เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินของรัฐบาล แต่คือหนี้สาธารณะที่ประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันรับผิดชอบในอนาคต เมื่อวิกฤตพลังงานส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ มาตรการเยียวยาจึงควรถูกออกแบบให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม

รัฐบาลต้องนำเงินจำนวน 18,800 ล้านบาท ไปใช้ตาม พ.ร.ก. อย่างเคร่งครัด เช่น การลดค่าไฟฟ้า การลดต้นทุนเชื้อเพลิง สนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ และช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เป็นต้น

การใช้จ่ายต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม และ “เป็นสิทธิเสมอกัน” ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เพราะรัฐแจกเงินเก่ง แต่เพราะประชาชนเชื่อมั่นว่า รัฐใช้อำนาจและงบประมาณด้วยความเป็นธรรม รัฐต้องไม่ปล่อยให้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ร่วมกันของคนทั้งชาติ กลายเป็นเครื่องมือตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ และบ่อนทำลายหลักนิติธรรมของประเทศอีกต่อไป

"เรารักพัทยา“ ลุยหาเสียงทันทีหลังครบวาระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา ในนามกลุ่มเรารักพัทยา พร้อมทีมงาน ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อหาเสียงเลือกตั้งเมืองพัทยาที่มีในวันที่ 28 มิ.ย.69 นี้ ในทันทีอย่างต่อเนื่อง 
โดยนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีตนายกเมืองพัทยา พร้อมว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 1 กลุ่ม "เรารักพัทยา" ลงพื้นที่พบปะประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าขายและร้านขายของทะเลสด ที่ตลาดลานโพธิ์-นาเกลือ เมืองพัทยา ซึ่งได้รับการตอบรับจากพ่อค้า-แม่ค้าและประชาชนที่เดินจับจ่ายใช้สอยได้เป็นอย่างดี
และที่บริเวณชุมชนรุ่งเรือง สุขุมวิท 43 เมืองพัทยา ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมทำบุญกลางบ้าน ประจำปี 2569 สืบสานประเพณีไทย เสริมความสามัคคีในชุมชน มีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ อดีตนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย ทีมงานกลุ่ม"เรารักพัทยา" เข้าร่วมอย่างคึกคัก
กิจกรรมทำบุญกลางบ้าน ถือเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวบ้านในชุมชนได้ร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชุมชนและครอบครัว ตลอดจนเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชน
ต่อมานายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ พร้อมด้วย ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา เขต 2 กลุ่ม "เรารักพัทยา" ลงพื้นที่หาเสียงพบปะพี่น้องประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่เขตชุมชนต้นกระบก เมืองพัทยา พร้อมรับฟังข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อยู่อย่างมั่นคงในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากประชาชนผู้พักอาศัยเป็นอย่างดีเช่นกัน 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

สุพรรณบุรี รมว.“วราวุธ”พูดคุย-ขอคำชี้แนะ-แลกเปลี่ยนความเห็น จากจองชัย อดีต รมช.กระทรวงแรงงาน ก่อนล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ สส.-ผู้บริหารท้องถิ่นในสุพรรณบุรีอย่างเป็นกันเอง

เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินทางมายังสำนักงานนายจองชัย เที่ยงธรรม ณ บ้านกล้วย ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อพบปะพูดคุยกับนายจองชัย อดีตสส.สุพรรณบุรีหลายสมัย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีนายจองชัยและนางมุกดา เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ภริยา ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง 
โดยนายวราวุธได้มีการพูดคุย ขอคำชี้แนะ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความเห็นกับนายจองชัยซึ่งเป็นนักการเมืองอาวุโสที่มีประสบการณ์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมาหลายตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ยังได้แวะสวัสดีผู้หลักผู้ใหญ่ ทักทายผู้บริหารท้องถิ่นและพี่น้องประชาชนที่สำนักงานนายจองชัย รวมถึงถ่ายรูปร่วมกันอย่างเป็นกันเอง
นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายจองชัย นางมุกดา โดยมีนายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย นายเสมอกัน เที่ยงธรรม สส.สุพรรณบุรี เขต 4 พรรคภูมิใจไทย และนายบารมี เที่ยงธรรม นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกร่าง บุตรชายของนายจองชัย รวมถึงผู้นำท้องถิ่นในหลายตำบลและหลายอำเภอในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อาทิ อำเภอด่านช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช อำเภอหนองหญ้าไซ และนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันอย่างเป็นกันเอง
//ภัทรพล  พรมพัก สุพรรณบุรี//

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานดินฝังศพ “ด.ต.มะยากี ดีเยาะ” อย่างสมเกียรติ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ร่วมพิธี พร้อมมอบป้ายหินฝังหลุมศพ (บาตูแนแซ) ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัวและประชาชน

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น.  ณ  สุสานหลังมัสยิดนูรุลอิสลามปาว์มานีส (มัสยิดบ้านม่วงหวาน) หมู่ที่ 2 ตำบลสาคอบน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ได้มีพิธีพระราชทานดินฝังศพเป็นกรณีพิเศษแก่ ดาบตำรวจ มะยากี ดีเยาะ อายุ 50 ปี ผู้บังคับหมู่ (ทำหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม) สถานีตำรวจภูธรราตาปันยัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ โดยมี พลตำรวจโท ปิยวัฒน์  เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย พลตรี ชาคริต  อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 / รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมในพิธี และเป็นผู้แทนมอบป้ายหินฝังหลุมศพ (บาตูแนแซ) ให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งมี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เข้าร่วมในพิธี ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ครอบครัวผู้เสียชีวิต ญาติพี่น้อง ผู้นำศาสนา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
สำหรับเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.00 น. ขณะ ดาบตำรวจ มะยากี  ดีเยาะ ตำแหน่งผู้บังคับหมู่ (ทำหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม) สถานีตำรวจภูธรราตาปันยัง จังหวัดปัตตานี กำลังเดินทางกลับที่พักในพื้นที่อำเภอมายอ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจราชการ โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวออกจากสถานีตำรวจภูธรราตาปันยัง ระหว่างทางได้มีคนร้ายจำนวน 4 คน ปลอมตัวเป็นช่างไฟฟ้า ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์จากด้านหน้าและด้านข้าง เป็นเหตุให้ ดาบตำรวจมะยากีฯ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมาระหว่างนำส่งโรงพยาบาลมายอ จังหวัดปัตตานี โดยเหตุเกิดบริเวณสี่แยกม่วงหวาน บ้านม่วงหวาน หมู่ที่ 2 ตำบลสาคอบน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี
ภายในพิธีเป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม โดยมีอีหม่ามและคอเต็บประจำมัสยิด ประกอบพิธีอ่านซูเราะห์จากอัลกุรอาน และกล่าวดุอาอ์ พร้อมทั้งมีการอ่านประวัติและคำไว้อาลัยจากครอบครัว สะท้อนถึงความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานดินฝังศพเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดาบตำรวจ มะยากี ดีเยาะ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและกล้าหาญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อผู้วายชนม์และครอบครัว อีกทั้งยังสะท้อนถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งอุทิศตนเพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศ
ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมแสดงความอาลัยต่อการสูญเสีย พร้อมยืนยันเดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วน ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลัง และให้การช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสงบสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
23 พฤษภาคม 2569

#ปาตานีไม่มีจริง
#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#แม่ทัพภาคที่4
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

เจ้าคณะภาค ๕ มอบตราตั้ง "เจ้าคณะอำเภอวังทอง - รองเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก" ณ พระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช


พิษณุโลก – วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ พระวิหารหลวง พระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ได้มีพิธีมอบตราตั้งเจ้าคณะอำเภอวังทอง และรองเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก โดยมี พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค ๕, กรรมการมหาเถรสมาคม, แม่กองบาลีสนามหลวง และเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) เมตตาเดินทางมาเป็นประธานในพิธี
​บรรยากาศภายในพิธีเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา ๑๒.๓๐ น. มีคณะพระสังฆาธิการ พระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชน เดินทางมาร่วมต้อนรับและพร้อมเพรียงกัน ณ พระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราช จนกระทั่งเวลา ๑๓.๐๐ น. พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค ๕ ได้เข้าสู่พระวิหารหลวง จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ก่อนจะเมตตาให้ผู้แทนเข้าถวายสักการะ ประกอบด้วย พระรัตนโมลี (ไพรินทร์ ทนฺตจิตฺโต) รก.เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก / ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร, นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิษณุโลก
จากนั้น นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ พระพี่นางสุพรรณกัลยา และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระปิยมหาราช) ก่อนเข้าสู่ช่วงพิธีการอ่านตราตั้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้อ่านตราตั้งเจ้าคณะอำเภอวังทอง และอ่านตราตั้งรองเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก
ในการนี้ พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี ได้มอบตราตั้งให้แก่พระสังฆาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งทั้งสองรูป โดยมีพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถาเพื่อความเป็นสิริมงคล ต่อมาประธานในพิธีได้กล่าวสัมโมทนียกถา (คำพูดแสดงความชื่นชมและให้โอวาท) แก่ผู้เข้ารับตำแหน่งใหม่และผู้มาร่วมพิธี
ในช่วงท้ายของพิธี พระสังฆาธิการที่เข้ารับตราตั้งได้เข้าถวายสักการะพระเดชพระคุณพระพรหมโมลี ขณะที่ข้าราชการและแขกผู้มีเกียรติร่วมเข้าถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา พระสงฆ์ทั้งนั้นอนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี

มรภ.เพชรบูรณ์ เบรกอนุมัติป.โท 49 นศ.จีน! อธิการฯ ตั้งโต๊ะเคลียร์ปมร้อน "เรียนง่าย จบเร็ว" ยันโปร่งใส

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุมอินทผาลัม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา ศรีเรืองฤทธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของโครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ รวมถึงกระบวนการอนุมัติคุณวุฒิการศึกษาของนักศึกษาชาวจีน ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ยืนยันว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อกังวลของสาธารณชน พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญ 3 ประเด็นหลัก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม
ประเด็นแรก มหาวิทยาลัยยืนยันว่า โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ และการจัดการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติทั้งหมด ดำเนินการภายใต้กฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นคุณภาพทางวิชาการ ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นที่สอง กรณีการประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีวาระเสนออนุมัติปริญญามหาบัณฑิตให้แก่นักศึกษาชาวจีนจำนวน 49 คน อธิการบดีชี้แจงว่า เป็นการเสนอเรื่องตามรอบวาระปกติของสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความรอบคอบ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม สภามหาวิทยาลัยจึงมีมติ “เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน” เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบรายละเอียดทุกมิติ โดยไม่ฝืนกระแสสังคม และยึดหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ
ส่วนประเด็นที่สาม มหาวิทยาลัยยืนยันพร้อมน้อมรับการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน และขอให้สาธารณชนติดตามข้อมูลจากช่องทางทางการของมหาวิทยาลัย เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์ซึ่งอาจไม่ครบถ้วน
ผศ.ดร.ปรีชา กล่าวว่า ข้อสงสัยที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด คือกรณี “เปิดเรียนก่อนหลักสูตรผ่านอนุมัติ” โดยข้อเท็จจริงคือ นักศึกษาชาวจีนทั้ง 49 คน เริ่มต้นเรียนในหลักสูตรบริหารการศึกษาของบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแล้ว ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะพัฒนาหลักสูตรใหม่ภายใต้โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ เพื่อเปิดการเรียนการสอนนอกสถานที่ตั้งในจังหวัดชลบุรี

ต่อมานักศึกษาจึงย้ายและเทียบโอนรายวิชาเข้าสู่หลักสูตรใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติ ซึ่งมหาวิทยาลัยยืนยันว่า ทุกขั้นตอนดำเนินการตามระเบียบ และมีหลักฐานทางการศึกษารองรับอย่างครบถ้วน

สำหรับกรณีการใช้พื้นที่วัดศรีมหาราชา จังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนนั้น อธิการบดีชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมอย่างถูกต้อง โดยทำสัญญาเช่าพื้นที่ระยะเวลา 3 ปี เพื่อใช้เป็นศูนย์การศึกษานอกสถานที่ตั้ง ภายใต้โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ ปัจจุบันมีการเปิดการเรียนการสอนรวม 8 หลักสูตร ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ทั้งด้านบุคลากร อาจารย์ประจำหลักสูตร และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้

ส่วนข้อครหาว่า นักศึกษาชาวจีน “มาเรียนเพียง 2 เดือนแล้วหายไป” นั้น อธิการบดีอธิบายว่า นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นครูในประเทศจีน ซึ่งมีช่วงปิดภาคเรียนปีละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 เดือน มหาวิทยาลัยจึงจัดการเรียนการสอนแบบเข้มข้น หรือ Block Course ควบคู่กับระบบออนไลน์ แต่ยังคงต้องเรียนครบตามเกณฑ์มาตรฐาน 15 สัปดาห์ หรือจำนวนชั่วโมงเรียนตามหน่วยกิตที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า หลักสูตรไม่ได้เป็นลักษณะ “เรียนง่าย จบเร็ว” ตามที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนักศึกษาทุกคนต้องผ่านเงื่อนไขทางวิชาการอย่างครบถ้วน ทั้งการเรียนครบ 36 หน่วยกิต การสอบภาษาอังกฤษ การสอบประมวลความรู้ การจัดทำค้นคว้าอิสระ (IS) และการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย

ผศ.ดร.ปรีชา ยังชี้แจงถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำ IS และการสอบสำเร็จการศึกษาในช่วงเวลาใกล้กันว่า นักศึกษาไม่ได้เริ่มทำงานวิจัยภายใน 4 วันตามที่ถูกกล่าวหา แต่มีการเตรียมหัวข้อและดำเนินการมาตั้งแต่ภาคเรียนก่อนหน้า ผ่านรายวิชาวิจัยเพื่อการศึกษา ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษาและอนุมัติหัวข้อในภาคเรียนสุดท้าย

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังปฏิเสธข้อครหาเรื่อง “จ่ายครบ จบแน่” หรือการใช้สถานะนักศึกษาเป็นช่องทางพำนักในประเทศไทย โดยยืนยันว่า นักศึกษาทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการเรียนการสอนและเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดไทม์ไลน์การเรียนอย่างครบถ้วน

อธิการบดีกล่าวว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษาไทย และกระทบต่อขวัญกำลังใจของนักศึกษาชาวจีนทั้ง 49 คน ที่ยังรอการอนุมัติปริญญา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สภามหาวิทยาลัยยังไม่มีมติอนุมัติปริญญาให้แก่นักศึกษากลุ่มดังกล่าว โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเชิญบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการ เพื่อสร้างความชัดเจนและความเชื่อมั่นแก่สังคม ก่อนนำผลกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยอีกครั้ง

ทั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ขอข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดส่งประกอบการตรวจสอบ โดยมหาวิทยาลัยยืนยันพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ผศ.ดร.ปรีชา กล่าวทิ้งท้ายว่า มหาวิทยาลัยจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมาย ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงมาตรฐานทางวิชาการสูงสุด เพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบัน คุ้มครองผลประโยชน์ของนักศึกษา และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาไทยโดยรวม.
//นที บุญรอด เพชรบูรณ์ รายงาน//

'พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง' ห่วงคนไทย 65.8 ล้านคนต้องร่วมแบกรับหนี้ใหม่ 4 แสนล้าน ชี้รัฐต้องใช้จ่ายตามกฎหมาย-ไม่ใช่ตามความรู้สึก

(23 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส. บั...