Monday, August 17, 2026

ปชป.เปิดเวที อภิปราย นักเรียนยิงในโรงเรียน ย้ำครอบครัวโรงเรียนต้องเป็นหนึ่งเดียว

สุราษฎร์ธานี-พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีอภิปรายเรื่อง “นักเรียนยิงในโรงเรียน ปัญหานักเรียน – นักศึกษา”  การป้องกันและทางออก ย้ำ สถาบันครอบครัว การศึกษา ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ชี้ นโยบายการศึกษาไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน
วันนี้ (16 ส.ค. 69 ) ณ  ห้องศรีวิชัย CD  โรงแรมวังใต้ อ.เมืองสุราษฎร์ธานี มีการเปิดเวทีอภิปราย เรื่อง “นักเรียนยิงในโรงเรียน ปัญหานักเรียน – นักศึกษา”  จัดโดยนายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต1 สุราษฎร์ธานี  ร่วมกับกรรมการสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 สุราษฎร์ธานี (ไม่ได้ใช้งบประมาณของพรรคหรือราชการ)โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ประกอบด้วยวิทยากรหลักๆ และส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู อาทิ ผอ.สุนิตย์ พิมาน,ผอ.เกรียงไกร แก้วมีศรี ,ผอ.มุตตา กาญจนอักษร,อ.มนพัทธ์ สินธนามราพันธ์ และนายเศกสิทธิ์ อินทร์พรหม นายกสโมสรนักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (เยาวชนคนรุ่นใหม่) ดำเนินรายการโดยนายกิตติชัย ใสสะอาด หรือผู้พันจ๊อด
สำหรับประเด็นหลัก ๆ ของการอภิปรายมีการหยิบประเด็นเหตุการณ์นักเรียนยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี และสภาพสังคมไทยในอดีตกับปัจจุบันที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของยุคสมัย เทคโนโลยี สภาพเศรษฐกิจ โดยวิทยากรส่วนใหญ่ต่างมุ่งเน้นไปในเรื่องของสถาบันครอบครัว,การศึกษา ต้องเป็นครอบครัวเดียวกัน ตลอดจนคนในครอบครัว ต้องให้ความสำคัญกับลูกหลานในทุก ๆวัย  และในโรงเรียน ครู อาจารย์ต้องรับฟัง รับรู้ ความเป็นตัวตนของเด็กขณะเดียวกันปัญหาหลักๆของระบบการศึกษาไทยคือความไม่ต่อเนื่องของนโยบายการศึกษา เปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย เกินไป


ผอ.สุนิตย์ พิมาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาหลักๆของเยาวชนไทย จุดเริ่มต้นต้องแก้จากสถาบันครอบครัว ให้ความรัก ให้ความเมตตา และโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่ 2 ของนักเรียน ผู้บริหาร ครูประจำชั้น ครูผู้สอน ต้องให้ความรัก ความเมตตา เช่นกัน ตราบใดที่ความรัก ความเมตตาเกิดขึ้นที่ไหน ที่นั่นมีแต่ความสุข ความขัดแย้งต่าง ๆ ก็จะไม่มี ซึ่งการแก้ปัญหาจะต้องแก้ที่จิตใจเป็นอันดับแรก ถ้าจิตใจดี คนนั้นก็จะเป็นคนดีได้ในโอกาสต่อไป ที่สำคัญการเมืองมีบทบาทมากกับเรื่องการศึกษา การเมืองเป็นผู้กำหนดนโยบาย ให้สถาบันการศึกษานั้นเป็นการปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่นโยบายที่เป็นจินตนาการ


ด้าน ผอ.เกรียงไกร แก้วมีศรี กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญกว่านโยบายคือเริ่มที่วิธีคิดที่เป็นแบบอย่างให้กับเยาวชน สิ่งที่คิดควรกำหนดก่อนนโยบาย คือนักการเมืองทั้งหลายที่ถูกเลือกควรเป็นแบบอย่าง เป็นไอดอลที่ดีของเยาวชน สัมผัสได้ ว่าเขาเป็นผู้นำของประเทศ ส่วนเรื่องกำหนดนโยบายนั้น โดยเฉพาะนโยบายเรื่องการศึกษา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก กำหนดนโยบายหลัก ทั้งการพัฒนาโรงเรียน องค์ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม “ไม่ใช่เป็นนโยบายรายวัน เป็นนโยบายจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องกลับไปดูยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ข้อใดบ้างที่มีตัวชี้วัดยังไปไม่ได้ในเรื่องการศึกษา ต้องกลับไปทบทวนเรื่องกลยุทธ์ เรื่องยุทธศาสตร์เหล่านั้น ต้องไปดูว่านโยบาย 20 ปี ซึ่งจะครบ 20 ปีแล้ว มันตอบโจทย์หรือยัง หรือมันล้มเหลว หรือมันจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ เพราะนโยบายการศึกษาต้องทำให้ชัด ประเมินว่าที่ไว้มันสำเร็จหรือล้มเหลว” ผอ.เกรียงไกร กล่าว

"สรรเพชญ” เผยความคืบหน้ารถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง 534 กม. เชื่อมถึงปาดังเบซาร์ ลุยก่อสร้างก่อน 504 กม. เตรียมชง ครม. สัญจร สงขลา

วันที่ 16 สิงหาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ ภายหลังคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีมติเห็นชอบแนวทางดำเนินโครงการ ครอบคลุม 3 เส้นทาง รวมระยะทาง 534 กิโลเมตร เชื่อมโครงข่ายระบบรางตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ ลงไปถึงปาดังเบซาร์ ชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยขณะนี้ รฟท.อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียดเสนอกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในช่วงการประชุม ครม. สัญจร ณ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 นี้ 
สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ ประกอบด้วย 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 321 กิโลเมตร และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร รวมระยะทาง 534 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกจะดำเนินการก่อสร้างก่อนรวมประมาณ 504 กิโลเมตร ประกอบด้วย ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 168 กิโลเมตร ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ 291 กิโลเมตร และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 45 กิโลเมตร กรอบวงเงินรวมประมาณ 106,798 ล้านบาท ส่วนช่วงชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 30 กิโลเมตร จะพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป
นายสรรเพชญ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่มีความสำคัญต่อภาคใต้ เพราะจะทำให้โครงข่ายรถไฟทางคู่ต่อเนื่องลงมาถึงหาดใหญ่ และเชื่อมต่อไปยังปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นประตูสำคัญในการเชื่อมระบบรางของไทยกับมาเลเซีย รองรับทั้งการเดินทางของประชาชน การท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

“เมื่อโครงข่ายรถไฟทางคู่เชื่อมต่อจากภาคใต้ตอนบนลงมาถึงหาดใหญ่และปาดังเบซาร์ จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเดินรถทั้งผู้โดยสารและสินค้า ลดข้อจำกัดของทางเดี่ยว เพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง และเชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้เข้ากับประเทศเพื่อนบ้านได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นสำคัญของการทบทวนโครงการครั้งนี้ คือการปรับรูปแบบก่อสร้างให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 จนส่งผลกระทบต่อเส้นทางรถไฟสายใต้
จากบทเรียนดังกล่าว จึงมีการปรับรูปแบบทางรถไฟบางช่วงบริเวณหาดใหญ่ จากเดิมที่เป็นทางระดับดิน เป็นโครงสร้างสะพานบกประมาณ 3 กิโลเมตร และคันทางประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับสถานการณ์น้ำท่วม ลดผลกระทบต่อทางน้ำ และลดความเสี่ยงที่โครงข่ายรถไฟสายใต้จะได้รับความเสียหายหรือถูกตัดขาดเมื่อเกิดอุทกภัยในอนาคต

“การลงทุนรถไฟทางคู่ครั้งนี้ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการเดินรถ แต่ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์สภาพพื้นที่ในระยะยาวด้วย โดยเฉพาะหาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการคมนาคมของภาคใต้ เราต้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นใหม่มีความพร้อมและลดโอกาสเกิดปัญหาซ้ำในอนาคต” นายสรรเพชญกล่าว
สำหรับรายละเอียดโครงการ ช่วง ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กิโลเมตร มีกรอบวงเงินใหม่ 36,892.32 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 60 เดือน หรือ 5 ปี คาดว่าจะดำเนินการระหว่างเดือนกรกฎาคม 2570 ถึงมิถุนายน 2575

ช่วง สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทางรวม 321 กิโลเมตร กรอบวงเงินใหม่ 77,456.97 ล้านบาท โดยจะดำเนินการช่วง สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กิโลเมตร วงเงิน 61,534.55 ล้านบาทก่อน ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 72 เดือน หรือ 6 ปี ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2570 ถึงมิถุนายน 2576

ส่วนช่วง ชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กิโลเมตร มีกรอบวงเงินใหม่ 8,371.45 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 48 เดือน หรือ 4 ปี ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2570 ถึงมิถุนายน 2574 ซึ่งจะเป็นอีกช่วงสำคัญในการเชื่อมโครงข่ายรถไฟของไทยลงสู่ชายแดนและต่อเนื่องกับระบบรางของมาเลเซีย

สำหรับช่วง ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 30 กิโลเมตร วงเงิน 15,922.42 ล้านบาท นายสรรเพชญ กล่าวว่า การที่ยังไม่ได้ดำเนินการพร้อมกับโครงการระยะแรก ไม่ได้หมายความว่าเส้นทางดังกล่าวถูกยกเลิก แต่เป็นการพิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป เนื่องจากสภาพพื้นที่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยตลอดแนวเส้นทางมีการขยายตัวของชุมชนและมีประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่น ทำให้มีข้อจำกัดทั้งด้านพื้นที่ แนวเขตทาง และผลกระทบต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบขนส่งรูปแบบอื่นเพื่อรองรับการเดินทางระหว่างหาดใหญ่กับสงขลา จึงจำเป็นต้องนำระบบคมนาคมทั้งหมดมาพิจารณาร่วมกัน ทั้งความต้องการเดินทางของประชาชน การพัฒนาเมือง การเชื่อมต่อระหว่างระบบ และความคุ้มค่าของการลงทุน เพื่อให้การลงทุนแต่ละโครงการเสริมกันและไม่เกิดความซ้ำซ้อน

“หาดใหญ่-สงขลาไม่ได้ถูกตัดออกจากแผน แต่ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ในวันนี้ แนวเส้นทางมีประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่น และมีระบบขนส่งรูปแบบอื่นที่กำลังได้รับการพัฒนา เราจึงต้องดูว่ารูปแบบใดจะตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนได้ดีที่สุด เชื่อมต่อกับระบบอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อชุมชนให้น้อยที่สุด” นายสรรเพชญกล่าว

นายสรรเพชญย้ำว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมของหาดใหญ่และสงขลาจะต้องมองเป็นภาพเดียวกัน ทั้งรถไฟทางคู่ ระบบขนส่งมวลชน การเชื่อมต่อสนามบิน และโครงข่ายถนน เพื่อให้ทุกระบบทำงานเชื่อมโยงกัน รองรับการเติบโตของเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวในระยะยาว

ทั้งนี้ ภายหลัง ครม.มีมติเห็นชอบโครงการ รฟท.จะเข้าสู่ขั้นตอนจัดทำร่างเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) โดยเบื้องต้นคาดว่าจะแบ่งงานก่อสร้างโยธาออกเป็น 4 สัญญา ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี จำนวน 1 สัญญา ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ จำนวน 2 สัญญา และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จำนวน 1 สัญญา

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะติดตามการดำเนินงานในทุกขั้นตอน เพื่อผลักดันโครงการให้เดินหน้าตามแผน เพราะรถไฟทางคู่สายใต้จะเป็นอีกโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มศักยภาพระบบราง ลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ เพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้ประชาชน และเชื่อมเศรษฐกิจภาคใต้ของไทยไปสู่ชายแดนมาเลเซียและโครงข่ายภูมิภาคต่อไป

นายก อบจ.สงขลา ชี้ตลาดกาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อยยังมีโอกาสโต ย้ำส่งเสริมต้องเกิดผลจริง

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดโครงการจัดงานพืชเศรษฐกิจจังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรม “Sabayoi Coffee Festival 2026” ณ โรงเรียนชุมชนบ้านนากัน ตำบลบ้านโหนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชนเข้าร่วม
นายก อบจ.สงขลา กล่าวว่า กาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพและมีโอกาสทางการตลาดสูง โดยปัจจุบันความต้องการกาแฟโรบัสต้าอยู่ที่ประมาณ 40 ตันต่อปี ขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่สามารถผลิตได้ประมาณ 10 ตันต่อปี สะท้อนให้เห็นว่ายังมีช่องว่างทางการตลาดอีกประมาณ 30 ตันต่อปี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการขยายการผลิตและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่
“เรื่องตลาดตอนนี้ไม่น่ากังวล เพราะความต้องการในตลาดสูงถึง 40 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจฯ และเกษตรกรในพื้นที่ผลิตได้เพียงประมาณ 10 ตันต่อปี” นายสุพิศกล่าว
พร้อมกันนี้ นายก อบจ.สงขลา ได้ชื่นชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากต้องไม่หยุดอยู่เพียงกิจกรรมหรือคำกล่าว แต่ต้องนำไปสู่ ผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มรายได้ การสร้างอาชีพ และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

“เราไม่ได้ทำเพื่อให้เป็นแค่กิมมิกหรือวาทกรรม แต่เรามุ่งมั่นสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งจริง ๆ” นายก อบจ.สงขลา กล่าว
ทั้งนี้ “Sabayoi Coffee Festival 2026” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมกาแฟโรบัสต้าสะบ้าย้อยและสินค้าเกษตรของจังหวัดสงขลา สร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดและยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม อันจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสงขลาอย่างยั่งยืน

ม.นเรศวร ดึง AI-VR สอนรำไทย ผสานวัฒนธรรมเข้ากับธุรกิจ ฉลอง 36 ปี สลัดภาพ "ห้องสมุดดั้งเดิม" สู่ Digital Learning Hub ขนทัพ AI-VR-3D ดัน Soft Power ไทยสู่ระดับโลก

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร ก้าวสู่ทศวรรษใหม่หลังฉลองครบรอบ 36 ปี สลัดภาพคลังหนังสือดั้งเดิมสู่ “Digital Learning Hub” แหล่งเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด ยกทัพนวัตกรรม AI, VR, 3D Scan และสินค้ากว่า 150 บูธ จัดงานใหญ่มหกรรมการเรียนรู้ 17-21 สิงหาคมนี้
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 9.00 น. ณ อาคาร 1 สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานเปิดงาน "วันสถาปนาสำนักหอสมุด ครบรอบ 36 ปี และงานมหกรรมการเรียนรู้" โดยมี ผศ.ดร.มาร์ฎา ชยทัตโต ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดฯ ร่วมเปิดวิสัยทัศน์การยกระดับพื้นที่สู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ยุคใหม่
รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ เปิดเผยว่า ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา สำนักหอสมุดเป็นฟันเฟืองสำคัญของมหาวิทยาลัย ปัจจุบันได้ปรับตัวเท่าทันพฤติกรรมผู้เรียนยุคดิจิทัล โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง AI, 3D Scan และ Virtual Reality (VR) มาสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ข้ามสายวิชา เข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา 
ด้าน ผศ.ดร.มาร์ฎา กล่าวเสริมว่า งานนี้เป็นภาพสะท้อนความสำเร็จในการสร้าง "พื้นที่การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด" ที่ครบวงจร ทั้งการ Reskill/Upskill การสร้างแรงบันดาลใจจากศิษย์เก่า และกิจกรรม Creative Workshop
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการบูรณาการเทคโนโลยีกับวัฒนธรรม โดย ผศ.ดร.วรเดช ณ กรม คณบดีคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร ระบุว่า ทางคณะฯ ร่วมกับสาขา Strategic Digital Business Management คณะมนุษยศาสตร์ และสำนักหอสมุด นำศิลปะการรำไทยซึ่งเป็น Soft Power มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจและขยายผลสู่ระดับโลก

โปรเจกต์ดังกล่าวมุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่สถานศึกษาในรูปแบบระบบ Subscription โดยนำร่องแห่งแรกที่โรงเรียนโรจน์วิทย์มาลาเบียง จ.พิษณุโลก ซึ่งนำนักเรียนเข้าร่วมทดลองใช้เทคโนโลยีสอนรำไทยภายในงานจริง เพื่อเตรียมขยายผลสู่แพลตฟอร์มระดับสากลต่อไป
ทั้งนี้ งานมหกรรมการเรียนรู้ฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 1 สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร พบบูธจำหน่ายหนังสือ E-book สินค้าทั่วไป นวัตกรรมการเรียนรู้ และฐานข้อมูลชั้นนำรวมกว่า 150 บูธ พร้อมนิทรรศการแสดงศักยภาพศิษย์เก่า โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าร่วมงานฟรี!

สุพรรณบุรี ท็อป วราวุธ ชาดา ซาบีดา ร่วมแจกทานปันสุขวันเกิดแม่กิมลี้ อู่ทอง

สองบ้านใหญ่ รมว. ท็อป วราวุธ สุพรรณบุรี พร้อมด้วย ชาดา ซาบีดา อุทัยธานี อดีต มท.2 ควง ลูกสาว รมว.กระทรวงวัฒนธรรม  ร่วมแจกทาน ข้าวสารอาหารแห้ง ถุงปันสุข 4,000 ชุดให้ประชาชนเนื่องใน วันเกิดแม่กิมลี้  มารดา  สจ.คนดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี  
ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุสาหกรรม นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย นางสาวซาบีดา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสรชัด สุจิตต์ สส.สุพรรณบรี เขต 1 ร่วมอวยพรครบรอบวันคล้ายวันเกิด 75 ปี คุณแม่กิมลี้ เรืองสุขอุดม  มารดาของ นายปริญญา เรืองสุขอุดม  (ส.อบจ.) เขต 4 อำเภออู่ทอง พร้อมกับร่วมกันแจกทานข้าวสารอาหารแห้ง ถุงปันสุข ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย พื้นที่อำเภออู่ทอง จำนวน 4,000 ชุด ณ ที่บ้านตั้งเจริญ หมู่ 6 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี 
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุสาหกรรม กล่าวว่าวันนี้ได้มากับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย นางสาวซาบีดา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้มาร่วมอวยพรวันเกิดให้กับคุณแม่กิมลี้ เรืองสุขอุดม  จึงขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ครอบครัวเรืองสุขอุดม เครารพนับถือ ได้โปรดดลบันดาลให้คุณแม่ และครอบครัวนั้น มีสุขกาย สุขภาพใจที่แข็งแรง เป็นร่วมโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลาน เป็นกำลังสำคัญ ทั้งกำลังกายกำลังใจ ให้กับลูกหลานในการทำงานให้กับจังหวัดสุพรรณบุรี ให้กับประเทศไทยตลอดไปและมีความสุขกายและสุขใจ ที่สมบูรณ์แข็งแรง จะได้อยู่ดูแลลูกหลานอย่างยาวนานตลอดไป  
ขณะที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี อดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทย กล่าวอวยพรคุณแม่กิมลี้ เรืองสุขอุดม ว่าไม่มีอะไรมาก ของให้แม่มีความสุข สุขภาพแข็งแรง ลูกหลานอยู่ในโอวาสดังใจปรารถนาทุกอย่าง ขอให้มีความสุขมากๆ
 ด้านนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอวยพร คุณแม่กิมลี้ เรืองสุขอุดม  ว่าด้วยครอบครัวไทยเศรษฐ์ ความรักความผูกพันกับครอบครัวเรืองสุขอุดม ทุกๆเทศกาลและสงกรานต์ จะมารดน้ำขอพรคุณย่ากิมลี้ ทุกปี เพราะว่ามีความเคารพนับถือกันมายาวนาน ในโอกาสครบรอบ 75 ปี  โอกาสนี้ขออวยพรให้คุณย่ากิมลี้มีความสุข เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้พวกเราไปนานๆ  และจะนำคำสอนของคุณย่ามาปรับใช้ พร้อมขอให้คุณย่าสวย เป็นสาวงาม 2,000 ปี ตลอดไป
นอกจากนี้ยังมีนาย นิทัศน์ ลีอารีย์กุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายอรรถพล สุวรรณศร ประธานสภา อบจ.สุพรรณบุรี นาย นิยม ภานุมาสวิวัฒน์ ส.อบจ.เขต 1 อำเภออู่ทอง ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ประชาชนเดินทางมาร่วมอวยพรกันอย่างคับคั่ง ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น
//ภัทรพล  พรมพัก สุพรรณบุรี//

อำเภอทับสะแก ขึ้นโชว์การแสดงวิถีชีวิตชุมชน ในงานท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์"ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์"

วันที่ 15 ก.ค. 2569 นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  พร้อม พญ.บุษกร สวัสดิ์แสน นายกเหล่ากาชาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 
ร้อยโทสิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก น.ส.บุษบา โชคสุชาติ รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน  พร้อมนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และต่างชาติ เข้าชมกิจกรรมการแสดงวิถีชีวิตของชาวอำเภอทับสะแกเมื่อสมัยอดีตที่ผ่านมา โดยการนำของ นายมนต์ชัย หนูสาย นายอำเภอทับสะแก และนักเรียน ผู้ปกครองอำเภอทับสะแก โดยมีเสียงตบมือให้กำลังใจอย่างกึกก้อง
สำหรับโครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ "ใต้ร่มพระบารมี ท่องเที่ยวศรีคีรีขันธ์" ในระหว่าง วันที่ 10-18 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสถานีรถไฟหัวหิน
วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัด แหล่งท่องเที่ยว และ กิจกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดการสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและ ประชาชนใน
พื้นที่ เพื่อสร้างกระแสการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้สนใจเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนจากการเดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
โดยใน วันที่ 16 สิงหาคม มีการแสดง แฟชั่นผ้าไทยใส่ให้สนุก เส้นด้ายเดินทางครั้งที่ 9
17 สิงหาคม  มันส์ให้สุดกับ วงกางเกง
18 สิงหาคม  เตรียมคู่มาให้พร้อมกับจังหวะดนตรีลีลาศ
และการแสดงแสง สี เสียง ของอำเภอต่างๆ ชมฟรีดลอดงาน.! และ จองเที่ยวฟรี กับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพียง 4 วัน 4 เส้นทาง (วันที่ 13-14,17-18 สิงหาคม) อร่อยกับร้านค้าในงานกว่า 100 ร้าน
///////////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0623644468

ผบก.ทล.ได้เดินทางมามอบประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจที่จับกุมยาบ้า ได้ 300,000 เม็ด

    พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.  พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม รอง ผบก.ทล.  พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล.
      ได้เดินทางตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจทางหลวงนครปฐม ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. 
โดยมี พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. และข้าราชการตำรวจทางหลวงในสังกัดให้การต้อนรับ ในการนี้เพื่อกำกับ ติดตาม และตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติราชการ การอำนวยความสะดวกและการให้บริการประชาชน ตลอดจนรับทราบปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของหน่วย
      ทั้งนี้ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล.ได้มอบประกาศนียบัตรให้แก่ข้าราชการตำรวจชุดจับกุมกระบะไม่ติดแผ่นป้าย ได้ทำการตรวจค้นพบซุกยาบ้า  ภายในรถ  300,000 เม็ด 
   ณ ห้องประชุม ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล.  เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่   เหตุด่วนบนทางหลวง      โทรสายด่วน   1193
ด้วยความห่วงใยจากตำรวจทางหลวงนครปฐม
//สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

.

ปชป.เปิดเวที อภิปราย นักเรียนยิงในโรงเรียน ย้ำครอบครัวโรงเรียนต้องเป็นหนึ่งเดียว

สุราษฎร์ธานี-พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเวทีอภิปรายเรื่อง “นักเรียนยิงในโรงเรียน ปัญหานักเรียน – นักศึกษา”  การป้องกันและทางออก ย้ำ สถ...