วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ร่วมประชุมกับส่วนราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นำโดย พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และนายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมกรรมาธิการ ในการนี้ มีนายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับและให้ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ เขื่อนรัชชประภา แม่น้ำตาปี แม่น้ำพุมดวง และบึงคลองต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีบทบาทในการสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยว โดยในช่วงฤดูแล้งมีปริมาณน้ำต้นทุนรวมมากกว่า 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความต้องการใช้น้ำรวมอยู่ที่ประมาณ 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณน้ำต้นทุนของจังหวัดยังคงเพียงพอต่อความต้องการใช้ในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ดำเนินการวางแผนและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคตอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการจัดทำแผนการเพาะปลูก การบริหารจัดการน้ำ และการเตรียมมาตรการรองรับภาวะภัยแล้ง นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานในปี พ.ศ. 2569 จำนวน 119 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำและสนับสนุนการผลิตภาคการเกษตร ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปริมาณน้ำต้นทุน
ในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ มีการดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงสระเก็บน้ำและอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการก่อสร้างฝายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำ ขณะเดียวกัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้จัดเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อาทิ เครื่องเจาะบ่อน้ำ เครื่องจักรขุดลอกแหล่งน้ำ และรถบรรทุกน้ำ เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือในพื้นที่ที่อาจประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ จากการประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน จังหวัดสุราษฎร์ธานียังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการเชิงรุกดังกล่าวมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว
ในการนี้ คณะกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง โดยเห็นว่าผู้นำท้องถิ่นควรมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเกิดความยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) มีความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ปรึกษาด้านวิชาการในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำ อาทิ การจัดทำผังน้ำชุมชน และการก่อสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำในพื้นที่
ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำใต้ดิน เห็นควรให้มีการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักวิชาการ เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประสบการณ์และตัวอย่างความสำเร็จในการดำเนินงานด้านการจัดการน้ำในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการดูแลและบรรเทาผลกระทบต่อเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ท้ายเขื่อน รวมถึงการพิจารณาความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของระบบน้ำประปา ตลอดจนการวางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับการขยายตัวของแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเฝ้าระวังประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจในพื้นที่ อาทิ การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ การใช้พลังงานในระดับพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ และการดูแลรักษาคุณภาพและปริมาณผลผลิตทางการเกษตร เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ