Thursday, May 7, 2026

สืบภาค 6 รวบ "คอลเซ็นเตอร์ตัวแสบ" ปลอมเป็นนายอำเภอ ตุ๋นหนุ่มสวรรคโลก สูญเงินกว่า 8 ล้าน!

พิษณุโลก/สุโขทัย สืบสวนภาค 6 จับแก๊งคอลฯตัวแสป อ้างว่า เป็นนายอำเภอฯ ชักชวนเหยื่อให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ หนุ่มใหญ่ อ.สวรรคโลก หลงเชื่อ โอนเงินลงทุน 90 กว่าครั้ง ในรอบ 2 ปี สูญเงินกว่า 8 ล้านบาท  ตำรวจชุดสืบแกะรอย ตามรวบหนุ่มสแกมเมอร์วัย 24 ปี สารภาพ ทำงานแก็งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองปอยเปต-กัมพูชา ก่อนหนีกลับไทย ริอาจรับงานเองเลยถูกซิว  
วันนี้ 7 พ.ค. 69 ตำรวจสืบสวน 2 บก.สส.ภาค 6 จับ นายนพรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี  ม.2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสวรรคโลก ที่ จ.37/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค. 69 ความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อันเป็นเท็จ     
ทั้งนี้ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์  ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ  รอง ผบช.ภ.6 , พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 , พ.ต.อ.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน รอง ผบก.สส.ภ.6 ,พ.ต.อ.ธัชพงศ์ วงศ์พัฒนานิวาศ รอง ผบก.สส.ภ.6 ,พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 , พ.ต.ท.กิติคุณ รักแจ้ง รอง ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6, พ.ต.ท.อัศนันท์ ธนเลิศภูวเวทย์ รอง ผกก.สืบสวน 2ฯ สั่งการให้ตำรวจสืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 คลี่คลายคดี 
เมื่อ 11 ก.พ. 69 พนักงานสอบสวน สภ.สวรรคโลก ภ.จว.สุโขทัย ได้รับแจ้งความจากผู้เสียหายว่า ถูกคนร้ายอ้างว่าเป็นนายอำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ชักชวนให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ โดยโอนเงินเข้าแอพเพื่อส่งเสริมสินค้าให้กับทางร้าน จากนั้นจะได้ผลตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินไปรวมเป็นจำนวน 90 กว่าครั้ง เพื่อให้ทำรายการถอนเงินได้ แต่เมื่อครบแล้ว คนร้ายได้หลอกให้โอนค่าภาษีและค่าทำธุรกรรมในการถอนเงินอีกหลายครั้ง และโอนเรื่อยมา เหตุเกิดเมื่อประมาณเดือน ก.ย.67 จนถึงเมื่อวันที่ 25 ม.ค.69 รวมเป็นจำนวน 187 ครั้ง ระยะเวลาเกือบ 2 ปี มูลค่าความเสียหาย 8,605,788.86 บาท ต่อมาคนร้ายยังให้ผู้เสียหายโอนเงินให้เพิ่มอีก ผู้เสียหายไปปรึกษากับลูกชาย จึงทราบว่าถูกหลอกลวงเอาเงิน และแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
            หลังจากทราบเหตุ พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผกก.สืบสวน 2ฯ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน 2ฯ นำโดย พ.ต.ท.อลงกต ทับชม สว.กก.สืบสวน2ฯ, ร.ต.อ.ธนกร ยอดยศ รอง สว.กก.สืบสวน 2ฯ และ ร.ต.อ.สิรวิชญ์ ปันกาวี รอง สว.กก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อหาบุคคลผู้กระทำความผิด จนพนักงานสอบสวน สภ.สวรรคโลก สามารถออกหมายจับผู้กระทำความผิดได้ 1 ราย และ สามารถจับกุมได้ คือ
นายนพรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี  ม.2 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสวรรคโลก ที่ จ.37/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค. 69 ความผิดฐาน "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ    
          นายนพรัตน์ฯ ผู้ต้องหา สารภาพว่า  ต้นปี 2567 ตนทำงานเป็นแก็งคอลเซ็นเตอร์ที่เมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ตึก 25 ชั้น ทำหน้าที่เป็นแอดมินหลอกลวงผู้เสียหาย ซึ่งหลอกแต่ละครั้ง เหยื่อทำการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของที่ทำงาน(แก๊งคอลฯ)  โดยได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ต่อมายังรับมอบโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อรายนี้ จึงโทรหลอกลวงเหยื่อครั้งแล้วครั้งเล่า  จากนั้นตนเห็นโอกาสช่วงทางหาเงิน เพราะเงินค่าจ้าง นายจ้างเริ่มเบี่ยงไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้เหมือนเดิม ตนจึงหาช่องทาง แอบนำบัญชีธนาคารของตน แทรกไปรับเงินจากเหยื่อที่ถูกหลอกโอนเงินมาแทนบัญชีที่ทำงาน(แก๊งคอลฯ)
 ต่อมา มกราคม 2568 ผู้ต้องหาได้หนีออกจากที่ทำงาน(กลับไทย) ซึ่งตนก็นำเครื่องโทรศัพท์ดังกล่าว ติดตัวมาด้วย จากนั้นตนได้โทรหลอกลวงผู้เสียหายให้โอนเงินมาให้ที่บัญชีธนาคารของตนเรื่อยมาเป็นเวลานับปี กระทั่งต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ผู้ต้องหาพูดคุยกับผู้เสียหายเพื่อหลอกลวงเงินอีก แต่ตน เริ่มรู้ว่า เหยื่อรู้ตัวแล้ว จึงลบข้อมูลในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวออก หลังจากนั้นบัญชีธนาคารถูกอายัด พร้อมลบแอปพลิเคชันธนาคารออก แล้วล้างเครื่อง จากนั้นได้นำโทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าวไปให้ผู้อื่นใช้งาน  ตนยอมรับว่าเป็นคนหลอกลวงเหยื่อจริง แต่นำเงินของผู้เสียหายไปใช้หมดแล้ว
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

อบจ.สงขลา รุดสำรวจปากคลอง ร.3 พบตื้นเขินหนัก! เร่งขุดลอกรับมืออุทกภัย-ฟื้นฟูระบบนิเวศ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นำคณะลงพื้นที่สำรวจสภาพทะเลสาบสงขลา ร่วมกับนายรุ่งโรจน์ และสุบ ผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัด เพื่อเก็บข้อมูลประกอบการวางแผนกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
          จากการลงพื้นที่พบว่า ทะเลสาบสงขลามีสภาพตื้นเขินโดยเฉพาะบริเวณปากคลอง ร.3 ซึ่งบางจุดมีความลึกเพียงประมาณ 60 เซนติเมตร ส่งผลให้ศักยภาพในการระบายน้ำลดลง น้ำไหลเวียนไม่สะดวก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีปริมาณน้ำสะสมจำนวนมาก
          นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหาความเสื่อมโทรมของทะเลสาบสงขลาเป็นปัญหาที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน อันเนื่องมาจากการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ขาดความสมดุลและไม่ยั่งยืน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ ทั้งการลดลงของพื้นที่แหล่งอาศัยสัตว์น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ลดลง ปริมาณสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่หดตัวและมีขนาดเล็กลง รวมถึงบางชนิดได้สูญหายไปจากระบบนิเวศแล้ว
          นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว
          ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะนำข้อมูลจากการสำรวจครั้งนี้ไปใช้ประกอบการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ การขุดลอกพื้นที่ตื้นเขิน การฟื้นฟูระบบนิเวศ การควบคุมมลพิษ การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ และการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน

คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา ลงพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เมื่อวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น วุฒิสภา นำโดย นายอภินันท์  เผือกผ่อง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สี่ และประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจและการจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ นายนิคม  มากรุ่งแจ้ง รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่ห้า นายนฤพล  สุคนธชาติ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ นายประหยัด  จตุพรพิทักษ์กุล ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่เพื่อประชุมและพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ห้องประชุมเพชรสมุย ชั้น 2 สำนักงานเทศบาลนครเกาะสมุย
 โดยมี นายกล้าณรงค์  ยุติธรรม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฏร์ธานี นายอมร  ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย  นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีนครเกาะสมุย หัวหน้าส่วนราชการและบุคลากรของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะผู้บริหาร และบุคลากรของเทศบาลนครเกาะสมุย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนให้การต้อนรับ พร้อมทั้งบรรยายสรุปในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาพรวมการพัฒนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี 
     จากนั้น คณะกรรมาธิการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง "นครเกาะสมุย" เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ จากรองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้แทนจากราชการส่วนภูมิภาค ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวเกาะสมุย ผู้แทนภาคประชาสังคมและภาคประชาชน โดยประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คือ การกำหนดให้เกาะสมุยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ โดยมีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้
       1. โครงสร้าง ประกอบด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น สภาท้องถิ่น และสภาพลเมือง 
       2. หน้าที่และอำนาจ สามารถดำเนินกิจการสาธารณูปโภคและเชิงพาณิชย์ได้ด้วยตนเอง
       3. รายได้ เพิ่มความคล่องตัวในการใช้เงินสะสม และกำหนดภาษีรูปแบบใหม่ เช่น ภาษีลาภลอย ภาษีเหยียบแผ่นดิน และภาษีการท่องเที่ยว
    จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องให้จัดตั้งนครเกาะสมุยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เพื่อส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบทกับพื้นที่ นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการได้ผลักดันให้เทศบาลนครเกาะสมุยจัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งนครเกาะสมุยเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษโดยรวบรวมรายชื่อประชาชน จำนวน 10,000 คน เพื่อเสนอร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชนควบคู่ไปกับร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอไปยังรัฐบาล

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ และจัดทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนต่อไป

"สรรเพชญ” หารือภาคเอกชนลุ่มน้ำโขง ดันเชื่อมโลจิสติกส์เหนือ–ใต้ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการค้าภูมิภาค

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจหกประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ณ ห้อง CB407 อาคารรัฐสภา โดยมีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เข้าร่วมรับฟัง ได้แก่ นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง นายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ สส.เชียงราย นางมลธิชา ไชยบาล สส.เชียงราย และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ สส.เชียงราย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ อธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ผู้แทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย และกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมได้หารือในประเด็น “โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันตก–BIMSTEC ผ่านประเทศไทย” เพื่อยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การขนส่ง และโลจิสติกส์ เชื่อมโยงจีน กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง อาเซียน และเอเชียใต้
ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมถึงการยกระดับท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับเรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงระบบขนส่งทางน้ำ ทางราง และทางถนน ให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมการหารือยังได้แสดงความเห็นสนับสนุนแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ของรัฐบาล รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเห็นว่า การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและท่าเรือเชิงยุทธศาสตร์ จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง เพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค และจะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยเร่งศึกษาการยกระดับท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ รวมถึงท่าเรือสำคัญอื่น ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาให้เป็นท่าเรือหลักและศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค รองรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมาตรฐานการให้บริการ ระบบบริหารจัดการท่าเรือ การเชื่อมโยงกับระบบขนส่งรูปแบบอื่น ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต

นอกจากนี้ ยังได้ขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและกรมการขนส่งทางราง ศึกษาและพิจารณาแนวทางการขยายเส้นทางรถไฟจาก ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร เชื่อมต่อไปยังจังหวัดระนอง เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางกับท่าเรือให้ครบวงจร เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามันในอนาคต

กาญจนบุรี อดีตลูกเขยพ่อค้าเนื้อปืนโหด ระเบิดความแค้น บุกยิงดับ ยกครัว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 1 ราย อดีตเมียรอดหวุดหวิด

    เมื่อเวลา 19.30 น ของวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ร.ต.อ.กฤษฏิ์ สิทธิสร รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี ได้รับแจ้งเหตุ มีคนร้ายใช้อาวุธปืน ยิงชาวบ้าน เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย ที่หมู่ 7 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จึงได้รายงาน ให้ พล.ต.ต. พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ทราบ พร้อม เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ และยังได้ประสานงานไปยัง มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวร รพ.พหลพลพยุหเสนา ไปยังที่เกิดเหตุ พบศพนายสงวน (ขอสงวนนามสกุล) อดีตพ่อตา อายุ 64 ปี เจ้าของบ้าน ถูกยิงเข้าที่ลำตัวนอนเสียชีวิต ภายในบ้าน โดยยิงที่หน้าอก 2 นัด ข้อมือซ้าย 1 นัด นอนหงายเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บอีก 2 รายคือ นายสัตยา ฯ (อดีตน้องเมีย) อายุ 32 ปี ถูกยิงเจ้าที่หน้าอก 1 นัด เสียชีวิตที่ รพ.พหล ส่วน นางสาริณี ฯ 54 ปี (อดีตแม่ยาย) ถูกกระสุนยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส กระสุนเฉี่ยวเข้าที่ใบหน้า ท้ายทอย เอว  บาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ชีพ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้ช่วยเหลือลำเลียงนำส่ง รพ.พหลพลพยุหเสนา เพื่อช่วยชีวิต ต่อมานายสัตยาทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตที่ รพ. เป็นศพที่สอง ส่วนนางสาริณี (อดีตแม่ยาย) แพทย์ กำลังให้การช่วยเหลือ
    จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายสงวนผู้ตายทั้งสามคนนั่งคุยอยู่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน ต่อมา มีนายชยันต์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี อดีตลูกเขยที่เคยเป็นสามีของ นางสาวรสรินทร์   ได้ขับขี่จักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ สีขาวดำ หมายเลขทะเบียน ฯ กาญจนบุรี มาจอดที่หน้าบ้าน และเดินเข้าหา กลุ่มของนายสงวนที่นั่งอยู่หน้าบ้าน นายสัตยา ฯ อายุ 32 ปี บุตรชายนายสงวน และนางสาริณี ฯ ภรรยา นายสงวน และนางนางสาวรสรินทร์ ฯ บุตรสาว ที่เป็นอดีตภรรยา ของนายชยันต์ และนายชยันต์ ได้ชักปืนพกสั้น ขนาด 9 มม.ยิงใส่ ทั้งสามคน แต่นายสงวนถูกยิงหลบเข้าบ้าน นายชยันต์วิ่งตามไปยิงกระสุนเข้าหน้าอก 2 นัด นายสงวนนอนเสียชีวิตในห้องโถง ส่วนนางสาวรสรินทร์ เห็นชยันต์จอดรถก็วิ่งเข้าบ้าน ไปหลบในห้องนอน นายชยันต์ ตามหาไม่เจอจึงรอดชีวิตหวุดหวิด ต่อจากนั้น นายชยันต์ได้วิ่งออกจากบ้าน และวิ่งข้ามถนนวิ่งหลบหนีเข้าป่าข้างทางหลบหนีไป 
    สาเหตุชนวนแรงแค้นครั้งนี้ ที่ทำให้นายชัยยันต์ ก่อเหตุ อาจยังคงหึงหวงนางรสรินทร์ ที่เลิกลากันไป และปุ่มการแบ่งทรัพย์สิน เพราะมีการฟ้องหย่า ประกอบกับอดีตญาติทางเมียคอยกีดกัน เลยทำให้สะสมความแค้น กล้องวงจรปิดจับภาพนาที บุกกระหน่ำยิงโหดในครั้งนี้ไว้ได้ 
     ทางด้าน พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ตร.ภ.จว.กาญจนบุรี หลังจากทราบเรื่อง ก็ได้ลงพื้นที่ ด้วยตัวเอง   ไปยังที่เกิดเหตุ และเปิดเผยว่า จากการสอบสวน เบื้องต้นทราบว่า นายชยันต์ และนางสาวรสรินทร์เคยเป็นสามีภรรยากัน ต่อมา นางสาวรสรินทร์ได้ฟ้องหย่า ซึ่งศาลมีคำพิพากษาแล้ว ให้หย่าและมีการแบ่งทรัพย์สินกัน คาดว่า นายชยันต์ไม่พอใจการแบ่งทรัพย์สิน โดยเฉพาะเรื่องเงินจากการตัดอ้อยที่นายชยันต์บอกว่าได้เป็นคนปลูกอ้อยด้วย แต่ไร่อ้อยเป็นของนายสงวนอดีตพ่อตา จึงไม่ใช่สินสมรส นายชยันต์ไม่พอใจ มีการทวงถาม แต่น่าจะตกลงกันไม่ได้ จึงมาก่อเหตุยิงอดีตพ่อตาและน้องเมียเสียชีวิต ส่วนแม่ยายบาดเจ็บกำลังรักษาตัว ที่รพ.พหลฯในขณะนี้  ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งสืบ จังหวัด สืบเมืองกาญจน์ สืบลาดหญ้า ร่วมกันกระจายลงพื้นที่ เพื่อเร่งติดตามตัว นายชยันต์ ผู้ก่อเหตุ นำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
    /////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

เพชรบุรี จนท.สกัดจับ!ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

วันที่ 6 พ.ค. นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้รับแจ้งจาก นายสุรศักดิ์ อนุเมธางกูร ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าเพชรบุรี  พร้อมด้วย นายอิทธิพล แจ้งเรือง หัวหน้าชุดสายตรวจปราบปรามส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และนายอนุรักษ์ สกุลพงษ์ สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ บูรณาการร่วมกับ สำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐฯ (FWS), เจ้าหน้าฝ่ายส่งเสริการอนุรักษ์สัตว์ป่า, เจ้าหน้าที่สายตรวจป้องกันและปราบปราม สอป.สบอ.3 สายที่1, กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.5 บก.ปทส.) , ตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 เพชรบุรี ,เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าวปราบปรามยาเสพติด (ชปส) และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144  เข้าตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ TOYOTA สีเทา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ได้รับเบาะแสว่าน่าจะมีการขนสัตว์มาจากทางภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ในพื้นที่ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
จากการตรวจสอบภายในกระบะหลังรถ พบของกลางเป็นสัตว์ป่า บรรจุอยู่ในกล่องท้ายรถจำนวนมาก ประกอบด้วย - นกกระตั้วโมลัคคัน จำนวน 13 ตัว
 - คัสคัส จำนวน 8 ตัว
 - จิงโจ้ต้นไม้ จำนวน 6 ตัว
 - อีคิดน่า จำนวน 13 ตัว
 - ตัวเงินตัวทอง จำนวน 1 ตัว
 - งู ไม่ทราบชนิด จำนวน 100 ตัว
โดยมีนายสงบ  (สงวนนามสกุล)อายุ 49 ปี เป็นชาว หมู่ที่ 12 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูลเป็นคนขับเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้          เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่า ตามบัญชีไซเตส (CITES) เพิ่มเติมอย่างละเอียด
จากการสอบสวน นายสงบ ผู้ต้องหา  ให้การรับสารภาพว่า ได้ลักลอบขนส่งสัตว์ป่าดังกล่าว เพื่อเตรียมนำไปจำหน่าย โดยรับมาจากเครือข่ายค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในความผิดฐาน "มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าควบคุม(นกกระตั๊วโมลัคคัน) โดยไม่ได้รับอนุญาต" ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562. ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
////////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

Wednesday, May 6, 2026

ราชบุรี กสศ.จับมือ CJ MORE ปั้นห้องเรียนยืดหยุ่น เรียนฟรี-มีรายได้ พลิกชีวิตสู่มืออาชีพ

             ในวันนี้( 6 พ.ค. 69 )  ที่ห้องประชุมปักษาสวรรค์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1  จังหวัดราชบุรี   ดร.บรรเจิด    อุ่นมณีรัตน์ ผู้อำนวยการ สพป.ราชบุรี เขต 1  กล่าวเปิดโครงการ  " ห้องเรียน CJ MORE " หลักสูตรการศึกษายืดหยุ่น  โดยเปลี่ยนสาขา CJ MORE ทั้ง 51 แห่งทั่วจังหวัดราชบุรี ให้กลายเป็น " พื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต " ผู้เรียนสามารถ มีรายได้ สะสมทักษะอาชีพ และ จบ ม.ต้นได้พร้อมกันภายใต้แนวคิด " ทุกที่คือโรงเรียน " พร้อมจัดกิจกรรม Open House " เรียนฟรี มีรายได้ ทำงานใกล้บ้าน โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ปจำกัด (CJ MORE) และจังหวัดราชบุรี ประกาศความร่วมมือเปิดตัวโครงการ

         ด้านนายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า การศึกษาที่แท้จริงต้องเป็นระบบที่ปรับตัวเข้าหาเด็ก หัวใจของหลักสูตรนี้ คือการสนับสนุนให้เด็กและเยาวขนที่หลุดจากระบบการศึกษา มีโอกาสกลับมาเรียน มีงานทำ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา และมีศักดิ์ศรีในชีวิต โดย กสศ. ทำหน้าที่เชื่อมนโยบาย ให้เปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ร่วมพัฒนาหลักสูตรกับ ภาคเอกชน ที่ช่วยเป็นพื้นที่เรียนรู้จริงในชีวิตและเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมรับรองคุณภาพและเทียบโอนผลการเรียนรู้ จนเกิดเป็นหลักสูตร ผู้ประกอบการและทักษะอาชีพ ห้องเรียน CI MORE" ได้เปลี่ยน "สถานประกอบการ" ให้เป็น "พื้นที่การเรียนรู้" และเปลี่ยนการทำงาน" ให้เป็น "กระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณค่า" ภายใต้โครงการ Thailand Zero Drop Plus  ห้องเรียน CJ MORE คือหลักฐานว่า เมื่อภาครัฐ ภาคเอกชน และพื้นที่ทำงานร่วมกัน เราสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่พาเด็กและเยาวชนออกจากความเปราะบางไปสู่การจัดการชีวิตตนเองได้อย่างยั่งยืน  กสศ. จะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้หลักสูตรนี้เป็นอีกหนึ่งต้นแบบการศึกษายืดหยุ่นที่ขยายผลได้ในระดับประเทศ" 

          ส่วนดร.ปาริชาต มั่นสกุล กรรมการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า  CJ MORE คือ "พื้นที่เรียนรู้" ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะจริง มีรายได้ และมองเห็นเส้นทางอาชีพของตนเองอย่างชัดเจน ผู้เรียนในโครงการ "ห้องเรียน CJ MORE" จะได้เรียนรู้ผ่านการทำงานจริง โดยหมุนเวียนใน 3 โซนหลัก  ได้แก่ โซนการขายและบริการ โซนการดูแลสินค้า และโซนกาแฟ ซึ่งครอบคลุมทั้งทักษะอาชีพ  ทักษะวิชาการและทักษะชีวิตพร้อมเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน ตั้งแต่พนักงานฝึกหัดพนักงานประจำหัวหน้างานไปถึงผู้จัดการสาขา และสามารถต่อยอดสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นได้ "เชื่อว่าการสร้างโอกาสทางการศึกษาคือการลงทุนในมนุษย์ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจระยะยาวความร่วมมือนี้ สะท้อนแนวคิดสำคัญของการศึกษายุคใหม่ ที่ไม่แยก 'ห้องเรียน' ออกจาก 'ชีวิตจริง' ทุกวันที่ทำงานคือการเรียนรู้ และทุกชั่วโมงของชีวิต คือโอกาสในการเติบโต ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา "โมเดลการเรียนรู้ร่วมกับภาคธุรกิจ" ที่สามารถขยายผลได้ในระดับประเทศโดย CJ MORE พร้อมทำงานร่วมกับกสศ.และภาคีเครือข่าย เพื่อยกระดับสถานประกอบการให้เป็น "แพลตฟอร์มการเรียนรู้" ที่เชื่อมต่อการศึกษา การทำงาน และการพัฒนาทักษะในชีวิตจริงเข้าด้วยกัน" โดยเริ่มจาก 51 สาขาในราชบุรีให้กลายเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบ ภายใต้แนวคิด “ ทุกที่คือโรงเรียน  และนี่คือเพียงก้าวแรก CJ MORE พร้อมเปิดประตูทุกสาขาทั่วประเทศ ให้เป็นพื้นพื้นที่แห่งโอกาส เพราะเราเชื่อมั่นในศักยภาพของเยาวชนทุกคน ”

       ด้านดร.บรรเจิด   อุ่นมณีรัตน์ ผู้อำนวยการ สพป.ราชบุรี เขต 1 กล่าวว่า การเรียนรู้ในโมเดลนี้จำเป็นต้องมีระบประเมินสะท้อนศักยภาพของผู้เรียนอย่างแท้จริงโดยใช้สัดส่วน 70% จากการปฏิบัติงานจริง เช่น  ทักษะการแก้ปัญหาความรับผิดชอบ และการทำงานเป็นทีม และ 30% จากการเรียนรู้เชิงวิชาการและโครงงานนวัตกรรมที่ผู้เรียนพัฒนาจากประสบการณ์จริงในงานที่รับผิดชอบ พร้อมกันนี้ สพป.ราชบุรี เขต 1 ยังสนับสนุนการเชื่อมธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank)เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตจากการทำงานจริงและต่อยอดสู่ระดับ ปวช. ม.ปลาย หรือปริญญาตรีได้ในอนาคต"บทบาทของเขตพื้นที่การศึกษาคือการทำให้การเรียนรู้รูปแบบบใหม่ 'ได้รับการยอมรับในระบบ'โดยไม่ทำให้เด็กต้องเริ่มต้นใหม่ หรือเสียโอกาสทางการศึกษา เราเชื่อว่าระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่นพอ ที่จะรองรับความแตกต่างของชีวิตเด็กแต่ละคน และต้องเปิดทางให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ การเชื่อมต่อระหว่างการเรียนรู้กับโลกการทำงานในลักษณะนี้ จึงเป็นการสลายกำแพงระหว่าง "การศึกษา" และ "ชีวิตจริง"ให้สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างเป็นรูปธรรม "

         ส่วน ดร.เนตรดาว ยั่งยุบล ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนสร้างสรรค์การเรียนรู้ จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ศูนย์การเรียนทำหน้าที่ "ถอดรหัส" ภารกิจงานจริงใน CI MORE แล้วหลอมรวมเข้ากับตัวชี้วัดใน 8 กลุ่มสาระวิชาพื้นฐาน การออกแบบนี้ไม่ใช่การนำวิชาการมาวางทับบนงาน แต่คือการ "หลอมรวมศาสตร์และอาชีพเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน”เมื่อเยาวชนชงกาแฟ เขากำลังเรียนวิทยาศาสตร์ เมื่อเขาคิดเงินทอน เขากำลังเรียนคณิตศาสตร์ เมื่อเขาต้อนรับลูกค้าเขากำลังเรียนภาษาและทักษะสังคม ผู้เรียนยังได้รับการดูแลจากทีม พี่เลี้ยง (Mentor) ผ่าน สมุดบันทึกการเรียนรู้(Work Logbook) เพื่อให้ก้าวข้ามอุปสรรคด้านวินัยและความท้อแท้ได้อย่างมีระบบ "หัวใจของหลักสูตรคือโมเดล Learn to Earn เยาวชนทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน 6 วันต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น Experience Time 6 ชั่วโมงเพื่อสะสมทักษะอาชีพ และ Reflection & Academic Time 2 ชั่วโมงเพื่อถอดบทเรียนเชื่อมโยงกับวิชาพื้นฐาน ทุกชั่วโมงที่ทำงาน คือชั่วโมงที่เรียน" 



สืบภาค 6 รวบ "คอลเซ็นเตอร์ตัวแสบ" ปลอมเป็นนายอำเภอ ตุ๋นหนุ่มสวรรคโลก สูญเงินกว่า 8 ล้าน!

พิษณุโลก/สุโขทัย สืบสวนภาค 6 จับแก๊งคอลฯตัวแสป อ้างว่า เป็นนายอำเภอฯ ชักชวนเหยื่อให้ลงทุนเพื่อหารายได้พิเศษ หนุ่มใหญ่ อ.สวรรคโลก...