Saturday, June 13, 2026

ZEEKR PRIMUS เปิดบ้านต้อนรับ ZEEKR CLUB THAILAND ตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตรฐานบริการ

มีรายงานว่า ZEEKR PRIMUS ในเครือ PRIMUS GROUP ได้จัดงาน X-PERIENCE DAY เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ต้อนรับสมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ร่วมสัมผัสประสบการณ์การบริการแบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม และสร้างการรับรู้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ภายในงาน คณะผู้บริหาร ZEEKR PRIMUS นำโดย นายศราวิช ไชยมังกร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมโชว์เทคโนโลยีการซ่อมบำรุงและดูแลรถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานระดับสูง โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่พร้อมให้บริการในทุกด้าน
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ZEEKR PRIMUS ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว การมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการที่มีศักยภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่เหนือระดับในระยะยาว
นายศราวิช กล่าวว่า เรามุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการในทุกมิติให้แก่ลูกค้า โดยการออกแบบและพัฒนาให้ ZEEKR HOUSE PRIMUS ราชพฤกษ์ เป็น FLAGSHIP SHOWROOM แห่งสำคัญ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อมอบการบริการและดูแลลูกค้ารถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ทั้งการจำหน่าย อะไหล่แท้ และการบริการหลังการขาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่เหนือระดับ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถ ZEEKR ในอนาคต
การเปิดบ้านในครั้งนี้ ทำให้สมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ได้สัมผัสขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยตอกย้ำความมั่นใจได้อย่างดี เพราะเราเชื่อว่า ประสบการณ์ด้านบริการหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญของการครอบครองรถยนต์ในระยะยาว

สำหรับ ZEEKR HOUSE PRIMUS สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานระดับสูงตาม CI ของบริษัทแม่ ภายใต้การบริหารงานของ PRIMUS GROUP กลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์ในธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมุ่งมั่งในการยกระดับมาตราฐานการบริการที่เหนือระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน 

ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้ รองเกรียงไกรฯ ผู้ต้อนรับเกียรติยศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันรับรองเพื่อเป็นเกียรติอำลารองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 นาฬิกา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะผู้ต้อนรับเกียรติยศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันรับรองเพื่อเป็นเกียรติอำลา นางสาว เสียน ฮุย (Ms.Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ และคณะ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของวุฒิสภา ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน 2569 โดยมี นางนวนันทน์ เนติธนากูล รองเลขาธิการวุฒิสภา นายรุ่งธรรม เปรมมางกูร รองเลขาธิการวุฒิสภา และผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วมรับรอง ณ โรงแรมไฮแอทรีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต
โอกาสนี้ ระหว่างเวลา  09.00-10.30 นาฬิกา พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะผู้ต้อนรับเกียรติยศ ได้นำมาดามเสียน ฮุย (Madam Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ และคณะ เข้าเยี่ยมชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย และส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Friday, June 12, 2026

“สรรเพชญ” ตรวจความพร้อมท่าเรือระนอง สู่ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้ - BIMSTEC กทท. โชว์ผลงานตู้สินค้าผ่านท่า 7 เดือน พุ่งกว่า 55% เร่งเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน-บริการ

วันนี้ (12 มิถุนายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ ท่าเรือระนอง จังหวัดระนอง โดยมีนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระนอง นายราชัน  มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นายสีหราช สรรพกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ฯลฯ ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและแผนพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าฝั่งทะเลอันดามัน รองรับการขนส่งสินค้าไปยังประเทศในเอเชียใต้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC และเส้นทางการค้าหลักในมหาสมุทรอินเดีย
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือระนองเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคเอเชียใต้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งท่าเรือระนองมีศักยภาพสูง ทั้งด้านการขนส่งสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ จึงต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถให้รองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมบูรณาการกับโครงข่ายคมนาคมอื่น ๆ เพื่อให้การขนส่งมีความต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างแท้จริง
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองมีจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งบนฝั่งทะเลอันดามัน สามารถเชื่อมการขนส่งจากอ่าวไทย ภาคใต้ตอนบน และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไปยังเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง กทท. จึงเดินหน้าพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความร่วมมือกับท่าเรือคู่ค้า เพื่อให้ท่าเรือระนองเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้ประกอบการ ลดระยะทางบางเส้นทาง เพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับประเทศ”
ท่าเรือระนอง ปัจจุบันมีท่าเทียบเรือหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ความยาว 134 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 500 ตันกรอส และท่าเทียบเรือตู้สินค้า ความยาว 150 เมตร รองรับเรือสินค้า 8,000 ตันกรอส หรือไม่เกิน 12,000 เดดเวทตัน พร้อมร่องน้ำการเดินเรือลึก 8 เมตร กว้าง 120 เมตร ระยะทาง 28 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่รองรับการให้บริการทั้งโรงพักสินค้า ลานวางตู้สินค้า พื้นที่จอดรถบรรทุก และพื้นที่สำหรับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น รถเครนเคลื่อนที่ (Mobile Harbour Crane) รถหัวลาก รถยก และจุดให้บริการตู้ควบคุมอุณหภูมิ ฯลฯ

ด้านผลการดำเนินงานของท่าเรือระนองในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568–เมษายน 2569 เติบโตในทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงทิศทางการใช้บริการท่าเรือระนองที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ทีอียู (+55.56%) มีสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 106,000 ตัน (+7.07%) และเรือผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 217 เที่ยว (+38.22%) นอกจากนี้ กทท. ยังผลักดันความร่วมมือด้านการตลาดภายใต้กรอบ MOU กับท่าเรือพันธมิตรในบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้า เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ และเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงตลาดฝั่งอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กทท. มีแนวทางพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพเครื่องมือทุ่นแรง เพื่อยกระดับความพร้อมด้านบริการ ความปลอดภัย และการรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เพื่อผลักดันท่าเรือระนองสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าและโลจิสติกส์ไทยบนฝั่งทะเลอันดามันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระนอง โดยเฉพาะการยกระดับโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยในที่ประชุมฯ ได้ร่วมสะท้อนข้อเสนอ และความต้องการของพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ในการผลักดันโครงการสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การขยายทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เป็น 4 ช่องจราจรตลอดสาย การก่อสร้างถนนสายใหม่ช่วง “กะเปอร์–บ้านนา” เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางปากหมาก–ไชยา เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างจังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี การขยายถนนสาย ทช.4010 เป็น 4 ช่องจราจร การศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถไฟเชื่อมตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง ไปยังท่าเรือระนอง การพัฒนาท่าเรือมารีน่าชุมชนบ้านเขานางหงส์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง การขอใช้พื้นที่จากจังหวัดระนอง ในการทำลานพักตู้สินค้าโดยการท่าเรือระนอง เพื่อลดการแออัดของตู้สินค้า ตลอดจนการศึกษาโครงการถนนวงแหวนรอบนอกเมืองระนอง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม พร้อมรับข้อเสนอของจังหวัด และภาคเอกชน ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันโครงการที่มีความพร้อมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยยืนยันว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในจังหวัดระนองจะต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับจังหวัดระนองสู่การเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญฝั่งทะเลอันดามันของประเทศต่อไป

อนุกรรมาธิการทหารฯ เตรียมผลักดัน ยุทธศาสตร์อวกาศและดาวเทียมแห่งชาติ เพื่อเอกราชทางเทคโนโลยี เพื่อความมั่นคงของประเทศ

​นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมธิการกิจการทหารฯเมื่อวันที่  10 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ เชิญผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และตัวแทนของบริษัทเอกชนผู้ผลิตดาวเทียม บริษัทอีออส ออร์บิส จำกัด มาให้ข้อมูลด้าน อวกาศ และดาวเทียมซึ่งสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้ดำเนินการในเรื่องการสร้างดาวเทียมโดยฝีมือของนักวิทยาศสาร์และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนไทยทั้งหมด เช่นเดียวกับบริษัทเอกชนที่เป็นของคนไทย บริษัทอีออส ออร์บิส  จำกัด ที่ สามารถผลิตดาวเทียม และส่งขึ้นสู่วงโคจรได้แล้ว เพื่อที่จะรับทราบ ข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับความก้าวหน้าของทั้ง 2 หน่วยงาน ด้านการวิจัย การพัฒนา การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการร่วมมือกับภาครัฐด้านอวกาศและดาวเทียม ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และความจำเป็นในด้านความมั่นคงของประเทศ สำหรับประเทศไทย ที่ต้องมีเป็นของหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้มีเอกราชทางเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึงพาหน่วยงานอื่นๆ และต่างชาติ ที่ปัจจุบัน เป็นการ ยืมจมูดคนอื่นในการหายใจ
​นายไชยยงค์ กล่าวว่า อธิปไตยทางอวกาศ คือความมั่นคงแห่งอนาคต  ในโลกปัจจุบัน อวกาศคือโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดชะตาของประเทศ การพึงพาเทคโนโลยีของต่างชาติถือว่าเป็นความเปราะบางทางยุทธศาสตร์ ซึ่งการซื้อเทคโนโลยีจากผู้อื่น คือการสูญเสียอำนาจในการควบคุมข้อมูล ซึ่งในปัจจุบัน และอนาคต หน่วยงานความมั่นคง ต้องสร้างระบบนิเวศวงจรต่ำ ของตนเอง เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ยุทธศาสตร์ใหม่คือต้องเปลี่ยนจาก ต่างคนต่างทำ มาสู่การบูรณาการ หรือ ร่วมมือกัน ระหว่าง หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่มีความพร้อมและมีความก้าวหน้าไปมากแล้ว ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากคู่แข่งเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริม สร้างโครงสร้างพื้นที่ให้เอกชนเติบโตและเชื่อมโยงกับรัฐให้ได้ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ฯ จะผลักดันให้มีการร่วมมือของทั้งสองฝ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ
​นอกจากนั้น ในที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาในการจัดตั้งคณะทำงานศูนย์นวัตกรรม วิจัย และ พัฒนาต้นแบบด้านความมั่นคง ปลอดภัย เหตุฉุกเฉิน และภัยพิบัติของประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาความมั่นคง และภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว และ อื่นๆ  และเพื่อให้การศึกษาและผลักดันเรื่อง อวกาศ และ ดาวเทียม เทคโนโลยี อาวุธ ยุทธโธปกรณ์ และ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นไปอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเดินทางไปดูงงานถึงความก้าวหน้า ณ กองบิน 3  อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อการหารือ แลกเปลี่ยนแนวความคิดการควบคุมและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ  และเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ อากาศยาน

พิษณุโลก ผอ.กยท.ระบุ ลูกชาวสวนยาง ได้ทุนเรียนฟรีที่ ม.เกษตรศาสตร์ แล้ว 1 คน พร้อมค่าครองชีพตลอด 4 ปี ขอเชิญชวนยื่นใบสมัครที่สถานบันการศึกษารอบปี 69 ก่อน 30 มิ.ย.นี้

    วันนี้ 12 มิ.ย. 69  นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคเหนือ (กยท.) ประธานเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางการพัฒนาด้านธุรกิจเทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกิจกรรมคัดเลือกเกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางอัจฉริยะประจำปี 2569 “Smart farming  โดยมีนายธนพันธ์ ชำนาญธนา ผอ.ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร, นายไอศูรย์ แสนคำ ผู้อำนวยการ กยท.เขตภาคเหนือ พร้อมผู้บริหารอีกหลายคนร่วมงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบกิจการยางส่งผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างสรรค์เข้าประกวดชิงเงินรางวัล และวางแนวทางการพัฒนาต่อยอดสู่การใช้จริง โดยมีผลงานส่งเข้าประกวดประเภทต้นแบบ (Prototype) และประเภทแนวความคิด  (Concept Idea) ตั้งแต่กระบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ล่าสุดมีทีมส่งผลงานเข้าประกวดและผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ 9 ทีมสุดท้าย  
นายปิยะ เลาหสินนุรักษ์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)พิษณุโลก เปิดเผยว่า ต้นฤดูฝนเป็นช่วงเปิดกรีดของชาวสวนยางในภาคเหนืออีสาน ผลผลิตยางก้อนถ้วยกำลังออกสู่ตลาด ราคายังอยู่เกณฑ์สูงพอดีเฉลี่ยเหนือระดับ  40 บาทต่อกิโลกรัม และช่วงนี้เริ่มกำลังเปิดเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหากนักศึกษาเป็นลูกเกษตรกรชาวสวนยางที่จดทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สามารถขอรับทุนการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านยางพารา สาขาเกษตรกรรมชาวสวนยาง เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมยางพาราไทยสามารถติดต่อได้ทางสถานที่ศึกษาอยู่ ไม่ต้องเดินทางมา สำนักงาน กยท. 
เปิดรับสมัครตั้งแต่ 15 มกราคม และใกล้เวลาสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2569 นี้ เปิดรับทั่วประเทศจำนวน 15 ทุนการศึกษา วงเงินสนับสนุน ทุนละไม่เกิน 400,000 บาท ครอบคลุม ค่าเล่าเรียนภาคการศึกษาไม่เกิน 20,000 บาทต่อเทอม และ ค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 5,000 บาท ตลอด 4 ปีการศึกษา
    คุณสมบัติผู้สมัคร ผู้สมัครต้องเป็นบุตรของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.อายุไม่เกิน 25 ปี ณ วันที่ยื่นขอรับทุน เป็นผู้ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจากสถาบันที่ กยท.กำหนด อาทิ ม.แม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี, มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน–กำแพงแสน, มหาวิทยาลัยทักษิณ, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และปัตตานu, มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง
    นายปิยะ เลาหสินนุรักษ์ ผอ.กยท.)พิษณุโลก เผยอีกว่า ปีการศึกษา 68 ที่ผ่านมาลูกชาวสวนยางได้ขอทุนเรียนต่อ จำนวน 1 ราย เข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เรียนฟรี และมีค่าครองชีพรายเดือนอีก ขอให้รีบสมัครก่อน30 มิ.ย.นี้
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

คณะสมาชิกวุฒิสภาลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ชายแดนใต้ จ.ยะลา

(11 มิ.ย.69) ที่ ห้องประชุมปัญจเพชร ชั้น 3 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายประเทือง มนตรี ประธานกรรมการคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคใต้ (ตอนล่าง) ลงพื้นที่ จ.ยะลา ในประเด็น การส่งเสริมการพัฒนาด่านชายแดนกาบัง รับฟังปัญหาโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกรงปินัง และการส่งเสริมบทบาทสตรี โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา หัวหน้าส่วนราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
การประชุมเริ่มด้วยประเด็นการคัดค้านโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกรงปินัง จากกลุ่มประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในการทำประชามติ และไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันทาง ศอ.บต.ก็ได้พยายามหาทางออกร่วมกันด้วยการลงไปพูดคุยกับชาวบ้าน เพื่อนำปัญหาและเสียงที่ได้รับมาบูรณการกับหน่วยที่รับผิดชอบในการหาทางออกถึงตัวโครงการที่จะดำเนินการต่อไป ต่อมาในเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาด่านชายแดนกาบัง จ.ยะลา เพื่อยกระดับศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย รวมถึงการส่งเสริมบทบาทสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน
จากนั้นในช่วงบ่าย คณะฯ ได้เดินทางต่อไปยัง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร จ.ปัตตานี เพื่อร่วมประชุมหารือและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พลตรี กรกฎ ภู่โชติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ รองผู้ว่าราชการ จ.ปัตตานี ทหาร ตำรวจ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ
ที่ประชุมได้รายงานผลการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วย ประกอบด้วยมิติด้านความมั่นคง มาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบผ่านการพูดคุยและเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้มีการกำชับถึงมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การคุ้มครองสิทธิเด็กและแรงงาน เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
.
รอง.ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่า ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ เผยข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการชี้เยาวชนสนใจเรียนภาษาไทยมากขึ้น ยืนยันพร้อมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา ควบคู่การสร้างความเข้าใจด้านความมั่นคงร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสให้กับทุกคนในพื้นที่
.
สำหรับการประชุมทั้งหมด ทางสมาชิกวุฒิสภา และคณะจะนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดไปรวบรวมเป็นหมวดหมู่และจัดหาเจ้าภาพในการรับผิดชอบต่อไป…////

พิษณุโลก มทบ.39 ฝึกพัฒนากำลังพลก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่-บินโดรน

         วันที่ 12 มิ.ย. 69  พล.ต.นพดล  วัชรจิตบวร ผบ.มทบ.39 เปิดการฝึกและให้การบรรยายพิเศษ อากาศยานไร้คนขับในการรบในสถานการณ์ปัจจุบัน และการฝึกผ่านระบบจำลองการบิน (Simulator)  ให้แก่กำลังพลของหน่วย มทบ.39 ประกอบด้วย นายทหารสัญญาบัตร นายทหารประทวน ทหารใหม่ รุ่นปี 2569 ผลัดที่ 1 และ นักศึกษาวิชาทหาร อาจารย์ผู้กำกับนักศึกษาวิชาทหาร พื้นที่ จ.พิษณุโลก , สุโขทัย  นฝ.นศท.มทบ.39  จำนวน 220 นาย โดยชุดครูฝึกจัด จาก ส.พัน.4 พล.ร.4 และ วิทยากรภาคเอกชน
 เพื่อการวางรากฐานความรู้และเสริมสร้างขีดความสามารถ ให้แก่กำลังพล ในทุกมิติของการปฏิบัติการทางทหาร ทางด้านการข่าว การลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การติดตามสถานการณ์ และการสนับสนุนการปฏิบัติต่างๆของการรบในพื้นที่ส่วนหลังของสนามรบสมัยใหม่ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ของหน่วยในอนาคต   และพัฒนาการใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนต่อภัยต่างๆที่จะเกิดขึ้น  อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชน ณ พ.ท.ฝึก .มทบ.39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ.เมืองพิษณุโลก 

ZEEKR PRIMUS เปิดบ้านต้อนรับ ZEEKR CLUB THAILAND ตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตรฐานบริการ

มีรายงานว่า ZEEKR PRIMUS ในเครือ PRIMUS GROUP ได้จัดงาน X-PERIENCE DAY เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ต...