Friday, June 5, 2026

ศุลกากรภาคที่ 2 คุมเข้มสินค้าลักลอบนำเข้าลำโพงและไมโครโฟนไร้สาย มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

   ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ 
ดร. เอกนิติ   นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย  เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569   นางสาวสุนทรียา   ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา 
อรรถพิมล  ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2  ได้สั่งการให้ นายสุรัตน์   เรืองประยูร  ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ  ดอกพุฒ  หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ร่วมกันตรวจค้นรถบรรทุก บริเวณพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  ผลการตรวจค้นพบ ลำโพงและไมโครโฟนไร้สาย เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 508 ชิ้น น้ำหนักรวม 6,460 กิโลกรัม ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งอาจเป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดของพร้อมรถบรรทุกไว้เป็นของกลาง ส่งสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 และนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป กรณีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
//วิลาสินี เจริญสุข/รายงานจากมุกดาหาร โทร-0815926966//

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ติดตามเฟส 3 - วาง Buffer Zone แก้จราจร

กทท. รายงานงานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้ากว่า 95% เร่งสรุปแนวทางส่งมอบพื้นที่ เดินหน้าโครงสร้างพื้นฐาน รองรับโลจิสติกส์ระยะยาว ยึดประโยชน์รัฐเป็นหลัก
          เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และนายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานสำคัญของท่าเรือแหลมฉบัง โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านโลจิสติกส์ของประเทศ
 นายสรรเพชญฯ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามงานต่อเนื่องจากการมอบนโยบายให้ กทท. เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โดยต้องการรับฟังข้อมูลความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคของท่าเรือแหลมฉบังจากผู้ปฏิบัติงานโดยตรง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ และเป็นจุดเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ไทยสู่สากล โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งยังมีประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว พร้อมกำชับให้ กทท. เดินหน้าโครงการให้ชัดเจนในทุกประเด็น ทั้งด้านพื้นที่ เทคนิค สัญญา และการทำงานกับคู่สัญญา โดยต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ให้รัฐเสียประโยชน์ 
 ด้านว่าที่ร้อยตรี รัฐกรฯ ได้รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3โดยภาพรวมงานก่อสร้างทางทะเล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีความคืบหน้าประมาณ 95.57% ส่วนงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคมีความคืบหน้าประมาณ 19.82% และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขแบบและสัญญา ซึ่งต้องเสนอให้คณะกรรมการ กทท. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ กทท. ได้ติดตามงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนเร่งรัดในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อเนื่อง 
 .        
สำหรับความคืบหน้าหลังการมอบนโยบายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 คณะทำงานฯ ได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดแนวทางการส่งมอบพื้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F และระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ร่วมกัน โดยบริษัท จีพีซีฯ ได้ชี้แจงข้อมูล ข้อเสนอทางเทคนิค ประมาณการด้านราคา และผลกระทบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ กทท. ได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย พร้อมประสานผู้รับจ้างออกแบบเพื่อขอข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพิ่มเติมสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาในประเด็นพื้นที่ F1 และ F2 โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านคุณภาพงานถมทะเลตามสัญญา รวมถึงเตรียมขอความเห็นทางวิชาการจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้ กทท. อยู่ระหว่างเร่งรัดการพิจารณาเพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ได้ข้อยุติโดยเร็วและไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการดำเนินโครงการในภาพรวม โดยจะนำความเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อมูลทางวิชาการจาก วสท. มาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง สำหรับประเด็นข้อเรียกร้องของคู่สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย กทท. ท่าเรือแหลมฉบัง และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย  คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 จะอยู่ภายในปี 2574
 .
นายสรรเพชญฯ ได้กำชับให้ กทท. บริหารโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยเร่งเดินหน้างานส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ควบคู่กับการหาข้อยุติในประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณา เพื่อให้โครงการเดินหน้าตามเป้าหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และรักษาประโยชน์ของรัฐ 
นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายมาตรการเร่งรัดปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานท่าเรือแหลมฉบัง โดยให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก กำชับท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจรและคิวรถอย่างเป็นระบบ 
ในระยะยาวให้เร่งจัดทำ Master Plan พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระ ลดตู้สินค้าคงค้าง เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพิ่มสัดส่วนขนส่งทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบังให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 และส่งเสริมการขนส่งทางน้ำภายในประเทศ เพื่อลดความแออัดการจราจร ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง สนับสนุนบทบาทท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูการค้าหลักของประเทศและเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับระบบโลจิสติกส์ไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รองรับการค้า การลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ม.นเรศวร ตอกย้ำมหาวิทยาลัยแห่งความเสมอภาค สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกความหลากหลาย.

มหาวิทยาลัยนเรศวรตอกย้ำบทบาทการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งความเสมอภาคและเคารพความหลากหลายทางเพศ เดินหน้าสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับนิสิตทุกคนอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “NU Pride & Rainbow Crossing” ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณหน้าอาคารขวัญเมืองและหอพักนิสิต NU DORM มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ภายใต้แนวคิด “LGBTQIA+ have the freedom to live their truth without fear!” เพื่อให้นิสิตสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข ภาคภูมิใจในตัวตน และได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม
ดร.จรัสดาว คงเมือง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ศิษย์เก่าและศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและเคารพในความหลากหลายของนิสิตทุกคน โดยตั้งแต่ปีการศึกษา 2565 เป็นต้นมา ได้จัดกิจกรรม “NU Pride & Rainbow Crossing” หรือทางม้าลายสายรุ้ง เป็นกิจกรรมแรกก่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 อย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 5 ของการดำเนินกิจกรรม ณ บริเวณหน้าอาคารขวัญเมืองและหอพักนิสิต NU DORMมหาวิทยาลัยนเรศวร
กิจกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการยอมรับและความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายทางเพศ ผ่านสัญลักษณ์ของทางม้าลายสายรุ้งที่สะท้อนคุณค่าของความเท่าเทียม การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมให้นิสิตทุกคนสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข ภาคภูมิใจในตัวตน และเติบโตอย่างมีคุณภาพ
ดร.จรัสดาว คงเมือง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต ศิษย์เก่าและศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินกิจกรรมภายใต้แนวคิด “NU Pride” ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อตอบรับกระแสสังคม แต่เป็นการสื่อสารถึงจุดยืนและคุณค่าที่มหาวิทยาลัยนเรศวรยึดมั่น ภายใต้แนวคิด “LGBTQIA+ have the freedom to live their truth without fear!” หรือการที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างมั่นใจ ปราศจากความหวาดกลัว โดยมหาวิทยาลัยมุ่งสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับนิสิตทุกคน ให้ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม และสามารถดำรงชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีความสุข
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยนเรศวรยังได้แสดงจุดยืนด้านความเสมอภาคและการเคารพความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วยเครื่องแต่งกายของนิสิตขั้นปริญญาตรี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2561 โดยเปิดโอกาสให้นิสิตสามารถแต่งกายตามเพศสภาพได้อย่างถูกต้องตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย สะท้อนถึงแนวทางการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับหลักสากล เคารพสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล พร้อมส่งเสริมการเห็นคุณค่าและความงดงามของความหลากหลายในสังคมมหาวิทยาลัย อันเป็นการตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยนเรศวรในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกันในสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและตลอดมา
ทั้งนี้ ก่อนปี พ.ศ. 2561 ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ริเริ่มเปิดโอกาสให้นิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวรสามารถแต่งกายตามเพศสภาพในการใช้ชีวิตภายในมหาวิทยาลัย อันเป็นการสะท้อนถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมของบุคคลตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล 

สว.สายสื่อ จี้ กระทรวงท่องเที่ยว แก้ปัญหา นักท่องเที่ยวมาเลเซีย ล้นด่านสะเดา ต้องนอกค้างคืนในรถยนต์

สร้างความเดือดร้อน และทำลายการท่องเที่ยวของภาคใต้
นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก สายสื่อมวลชน ได้กล่าวถึงปัญหาของ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในระหว่างวันที่ 29 พ.ค. ถึง 2.มิย. 2569 ซึ่งเป็นวันอีดิ้ลฟิตตี้ หรือ รายอฮัจยี ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีนักท่องเที่ยวจาก ประเทศมาเลเซีย เดินทางเข้ามายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว และส่วนหนึ่งไปเที่ยวยังเมืองรอง เช่น พัทลุง ตรัง สตูล จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และ ด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ จำนวน3-4 หมื่นคน ที่เดินทางเข้าในในห้วงเวลา 3-4 วัน ได้รับความเดือดร้อน จากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ของ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่ต้องมีการตรวจรถยนต์ ที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะ โดยนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาในการ ตรวจเอกสาร ทั้งจาก ตม. หรือ ตรวจคนเข้าเมือง และ ตรวจยานพาหนะจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อน และ เบื่อหน่าย ให้กับ นักท่องเที่ยว ที่ติดอยู่ในบริเวณด่านพรมแดน 
นายไชยยงค์กล่าวว่า เรื่องนักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย -สิงคโปร์ ที่เข้ามาเที่ยวยังภาคใต้ของไทย และเข้ามาทางด่านพรมแดนสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการอำนวยความสะดวก เกิดมานานนับ 10 ปี ที่ทุกช่วงของเทศกาล และ วันหยุด ต้องมีนักท่องเที่ยว รอพิธีการเข้าเมือง 3-4 ชั่วโมง โดยไม่มีการแก้ไขปัญหา ทั้งจาก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร โดยปล่อยให้เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก  ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วน เบื่อหน่าย รับไม่ได้กับความล่าช้าและเลือกที่จะไปเที่ยประเทศอื่นที่มีความสะดวกในการเข้าเมือง
ปัญหาที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในครั้งนี้  หนักกว่าทุกครั้ง เพราะมีนักท่องเที่ยวตกค้า ออกจากด่านพรมแดนไม่ได้เป็นจำนวนมาก เพราะฝั่งของมาเลเซีย จะทำการปิดประตูกั้นพรมแดนทันที ที่ถึงกำหนดเวลาปิดด่าน ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกลับประเทศ ยังติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก ตร้องตกค้าต้องนอนในรถยนต์ และหาที่พัก เพื่อรอการเปิดด่านในวันรุ่งขึ้น สภาพนี้เป็นเรื่องที่น่าอนาถเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น และถูกวิพากษวิจารณ์ ถึงความไม่พร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา และประเทศไทย
ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ นักท่องเที่ยวมาเยอะ ทั้งคนทั้งรถยนต์ จนเป็นคอขวด ทำไม่ไม่แก้ด้วยการยกเลิกการเก็บค่าล่วงเวลาของ ตรวจคนเข้าเมือง  หรือนำแบบ ตม.2 ตม.3 จากการยื่นด้วยเอกสารนไปใช้แบบออนไลน์  ร่วมกับแบบฟอร์ม  TDAC  ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เข้าประเทศ ที่มีใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน  หรือการปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำเข้ารถยนต์ เข้าไทยชั่วคราว จากเอกสารเป็นออนไลน์ ของกรมศุลกากร
จึงขอให้ รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมทั้ง ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อธิบดีกรมศุลกากร  ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นายอำเภอสะเดา  ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดา นายด่านศุลกากรสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของ สงขลา และภาคใต้ ของประเทศไทย ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จะนำปัญหานี้ไปมอบให้ คณะกรรมาธิการท่องเที่ยวฯ และ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามช่องทางของกรรมาธิการ ที่อาจจะต้องเชิญ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงปัญหาและการแก้ไข รวมทั้งอาจจะต้องเดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหา แนวทางในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน

อบจ.พิษณุโลก จัดโครงการสืบสานงานศิลป์ถิ่นสองแคว ประจำปี พ.ศ.2569

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสืบสานงานศิลป์ถิ่นสองแคว ประจำปี พ.ศ.2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พิษณุโลก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก จัดโดยกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายวิโรจน์ มะลิซ้อน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก กล่าวรายงาน 
ภายในพิธีได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาฯ หัวหน้าส่วนราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และแขกผู้มีเกียรติร่วมเปิดโครงการ 
สำหรับโครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งมันให้เกิดเวทีแห่งการเรียนรู้ การแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนมีพื้นที่ในการพัฒนาตนเองตามนโยบาย "เด็กพิษณุโลกฝันให้ให้ไกล ไปให้ถึง" ผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ดนตรี และวัฒนธรรมของจังหวัดพิษณุโลกให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนได้รู้จัก ตระหนักเห็นถึงคุณค่าและร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานในงานศิลปวัฒนธรรม ดนตรี และนาฏศิลป์ของจังหวัดพิษณุโลก 
โดยจัดกิจกรรมการประกวดแข่งขัน ดังนี้ ประกวดภาพวาดระบายสี, ประกวดวงดนตรีสากล "เด็กพิษณุโลกฝันให้ไกล ไปให้ถึง", ประกวดการแสดงนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์, การประกวดหนังสือเล่มเล็ก "คุณค่าวรรณศิลป์ ท้องถิ่นสองแคว" และการประกวดแข่งขัน Cover Dance "จังหวะศิลป์ ถิ่นสองแคว" โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์จากสถานศึกษา ส่วนราชการระดับจังหวัด และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ มาตัดสินการประกวดในครั้งนี้ และพบกับเป็นศิลปินหนุ่มสุดฮอต “เจ้านาย” จินเจษฎ์ วรรธนะสิน โดยได้รับความสนใจจากประชาชนมาร่วมชมการแสดงจำนวนมาก.

ประจวบคีรีขันธ์ _รวบคารถบรรทุก! ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังด่านกักกันสัตว์ฯ ด่านตรวจพืชฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟดิบเถื่อน 9.6 ตัน มูลค่าทะลุ 7.6 ล้านบาท

กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดจับขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ยึดเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศลักลอบนำเข้ากว่า 160 กระสอบ น้ำหนักรวมเกือบ 10 ตัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.6 ล้านบาท คาจุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมออกปฏิบัติการเฝ้าตรวจและตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน 
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบรถบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ โดยไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายที่กระทบกับเกษตรกร และประชาชนในประเทศ ให้ความสำคัญในด้านการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน โดยในสองไตรมาสแรก (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท เป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่น ๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐมีมาตรการในการควบคุมและดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0623644468

ศุลกากรภาคที่ 2 คุมเข้มสินค้าลักลอบนำเข้าลำโพงและไมโครโฟนไร้สาย มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

   ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ  ดร. เอกนิติ   นิติทัณฑ์ประภาศ  รองน...