Monday, May 11, 2026

กัลฟ์ เอ็มทีพีฯ ร่วมกับ เทศบาลเมืองเนินพระ วช.ประมงเรือเล็กหาดสุชาดา จ.ระยอง สานต่อความสำเร็จ ฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยจุลินทรีย์ ปี 5

                 วันที่ 6 พฤษภาคม 2569  ณ  บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GULF MTP) โครงการสถานีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ ระยะที่ 1 ในพื้นที่ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3  จ.ระยอง นำโดย นายวุฒิภัทรแก้วโก ผู้อำนวยการโครงการฯ พร้อมด้วย นายศุภฤกษ์ วรพันธ์กิจ ผู้จัดการโครงการฯ และ ดร.กฤษณ์ พงษ์เทพิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ กลุ่มบริษัทกัลฟ์ วิทยากรส่งเสริมโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยจุลินทรีย์ ฯ จัดโครงการความร่วมมือ กับ เทศบาลเมืองเนินพระ อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นำโดย นายศุภชัย จิตรดล นายกเทศมนตรี  และ วิสาหกิจกลุ่มประมงเรือเล็กหาดสุชาดา นำโดย นายลำเพย แว่วเสียง ประธานวิสาหกิจฯ ร่วมกันจัดกิจกรรมต่อเนื่องภายใต้โครงการฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยจุลินทรีย์ ปีที่ 5 ในกิจกรรม “ ปั้น-ปรับ-ปลูก เพื่อป่าชายเลนยั่งยืน ปีที่ 5   
ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายศุภชัย จิตรดล นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองเนินพระฯ เป็นประธานเปิดงาน  โดย นายศุภชัย จิตรดล ได้กล่าวว่า เทศบาลเมืองเนินพระ ฯ ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ฯซึ่งเทศบาลฯมีนโยบายและดำเนินงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่องเป็นโอกาสดีที่เกิดโครงการความร่วมมือจากภาคเอกชนและชุมชน จะสร้างพลังขับเคลื่อนให้พื้นที่ของเรามีศักยภาพที่มากขึ้นในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับประชาชน และ โครงการฯในวันนี้เป็นโครงการที่ดีมากและจะร่วมกันพัฒนาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและขยายแนวคิดเพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์จากทรัพยากรนี้ให้เกิดประโยชน์ด้านอาชีพรายได้ชุมชนควบคู่กันต่อไปด้วย       นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมเป็นพนักงานจาก กนอ. โดยสำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด (สทร.) และบริษัทเอกชน เช่น  บริษัทฯ POSCO E&C  บริษัท CAZ  บริษัท GPSC บริษัท SCGC  รวมถึงสมาชิกวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมจำนวนมาก   
    กิจกรรมสำคัญในวันนี้เป็นการติดตามผลการดำเนินงาน ปีที่ 5 และ กิจกรรมต่อเนื่องในการนำปุ๋ยน้ำชีวภาพและจุลินทรีย์ก้อนที่ชุมชนผลิตมาใช้ ฉีดพ่นและโยนจุลินทรีย์ก้อนในแปลงปลูกป่าชายเลนฯ ร่วมกัน เพื่อช่วยปรับสภาพดิน น้ำ สร้างเสริมธาตุอาหารในการเจริญเติบโตของต้นกล้าในการปลูกป่าชายเลนซึ่งที่ผ่านมา 4 ปี (ปี 2564-2568) เติบโตเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน   
               ดร.กฤษณ์ พงษ์เทพิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ฯ วิทยากรจาก กลุ่มบริษัท กัลฟ์ ฯ ได้รายงานสรุปผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาว่า4 ปี (ปี 2564-2568)  พบความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้  1) ด้านพฤกษศาสตร์  ต้นกล้าไม้โกงกางกว่า 2,000 ต้น ที่ปลูกใหม่  มีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 80-85% โดยมีการเจริญเติบโตอย่างมาก ซึ่งเมื่อเทียบแรกเริ่มนำกล้าไม้โกงกางมาปลูกในปี 2564 ในพื้นที่เสื่อมโทรมที่ไม่มีต้นไม้เลย รวม 2,000 ต้น เริ่มต้นกล้าไม้ที่ปลูกสูงเพียง  30-40 ซม. เท่านั้น ในระยะ 4 ปี มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ณ ปัจจุบันเติบโตสูงขึ้น กว่า 4-7 เมตร และ ลำต้นสมบูรณ์มีการขยายแทงรากค้ำยันแข็งแรงเพิ่มขึ้น ลำต้นอวบแข็งแรงใบใหญ่ทรงพุ่มขยายเขียวชอุ่มสมบูรณ์  และบางส่วนออกดอกและผลฝักแก่หล่นลงสู่พื้นดินแล้วแสดงถึงความสามารถในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้เองแล้วด้วย ซึ่งคณะผู้เข้าร่วมติดตามและสื่อมวลชนต่างให้ความเห็นว่าเจริญเติบโตเร็วและสมบูรณ์มากเป็นที่ประจักษ์  
                 นายวุฒิภัทร แก้วโก ผู้อำนวยการโครงการฯ GULF MTP กล่าวว่า ทางบริษัทฯมีนโยบายด้าน CSR ที่ให้ความสำคัญยิ่งต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ต้องขอบคุณทางเทศบาลเมืองเนินพระฯ วิสาหกิจกลุ่มประมงฯหาดสุชาดา และทุกหน่วยงานที่ร่วมมือกันมาโดยตลอดทำให้เราสามารถฟื้นฟูป่าชายเลนให้เติบโตเสริมป่าของชุมชนเพิ่มขี้นได้สำเร็จในวันนี้ และบริษัทฯจะส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและขยายผลต่อไปเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน 

                 นายศุภฤกษ์ วรพันธ์กิจ ผู้จัดการโครงการฯ GULF MTP กล่าวว่า ในฐานะฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่โครงการฯและฝ่ายชุมชนสัมพันธ์ ที่รับผิดชอบในการส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนจะดำเนินงานต่อเนื่องโดยประสานกับวิสาหกิจชุมชนในการติดตามประเมินผลและขยายผลกิจกรรมต่างๆเพิ่มเติมร่วมกับชุมชนและเทศบาลเมืองเนินพระฯ ต่อเนื่องให้ป่าชุมชนแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่คู่กับชุมชนและชาวประมงฯต่อไป นอกจากนั้นยังมีแนวคิดในการนำองค์ความรู้”จุลินทรีย์ชีวภาพ” ขยายกิจกรรมสู่พื้นที่อื่นๆให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจรายได้ชุมชนต่อไป   
                  นอกจากนั้น ในปีที่ 5 นี้ ( ปี 2569) GULF MTP  โดย คณะวิทยากรผู้ส่งเสริมโครงการฯ ได้ประสานความความร่วมมือกับคณะสื่อมวลชน(สายสิ่งแวดล้อม )ได้แก่ ชมรมช่างภาพสื่อมวลชน จ.ระยอง นำโดย นายเดชา สุวรรณสาร และชมรมสื่อจิตอาสาเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน จะร่วมขับเคลื่อนการขยายองค์ความรู้ด้าน “จุลินทรีย์ชีวภาพ” ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ สู่ชุมชนกระจายการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมใหใร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนมากยิ่งขึ้นไปพร้อมๆกัน โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ในเบื้องต้น เช่น โรงเรียน วัด และกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ภาคประชาสังคมประชาสังคม ภาคเอกชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในชุมชนและระดับครัวเรือน เช่น การบำบัดน้ำเสียห้องน้ำห้องส้วมในครัวเรือน โรงเรียน การลดและกำจัดขยะเศษอาหาร การเกษตร โครงการอาหารกลางวันผักปลอดสาร เป็นต้น ภายใต้การขับเคลื่อน” ยุทธศาสตร์เมืองจุลินทรีย์” เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนร่วมกันต่อไปด้วย



ชลบุรี โรงเรียนมารีวิทย์วางแผนจัดการจราจรรับเปิดเทอมวันแรก

วันที่ 11 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ จ.ชลบุรี ได้วางแผนจัดการจราจรอำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ลดปัญหาการจราจรติดขัด เนื่องด้วยจะมียวดยานพาหนะจำนวนมากในวันแรกของการเปิดภาคเรียนประจำปี 2569 
โดยเวทีหลักหน้าเสาธง ได้จัดกิจกรรม Back to School ต้อนรับนักเรียน ก่อนร่วมกันยืนตรงเคารพธงชาติ ซึ่งวันนี้จะเป็นในส่วนของระดับชั้นอนุบาลปฐมวัย ระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา และวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 จะเป็นในส่วนของระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย 
ดร.ศิรินา โพยประโคน ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทย์ เผยว่า โรงเรียนมารีวิทย์ได้วางแผนรับการเปิดเทอมที่ไม่ให้แออัด เนื่องด้วยวันแรกของการเปิดเทอมจะมีนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมาก จึงจัดเป็น 2 วัน คือวันที่ 11 พ.ค.69 และ 13 พ.ค.69 พร้อมจัดพื้นที่จอดรถเพื่ออำนวยความสะดวก ป้องกันอุบัติเหตุ และไม่ให้เกิดการจราจรที่ติดขัดในวันเปิดเทอม 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

"พิพัฒน์-สรรเพชญ” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้ ดันขุดลอกร่องน้ำปัตตานีครั้งใหญ่

วันที่10 พฤษภาคม 2569  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานี เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาข้อติดขัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ติดตามการให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานี แผนขุดลอกร่องน้ำปัตตานี โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับและโครงการขยายทางหลวงสายสำคัญ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ร่วมลงพื้นที่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดด้านการคมนาคมที่เรื้อรังมานาน เพื่อสร้างโครงข่ายทางบกที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบถึงปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางสายหลัก จึงได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการทางบกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
"ขณะนี้เรากำลังเร่งรัดโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 2 แห่งสำคัญ ได้แก่ แยกดอนยาง (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.43) ซึ่งคืบหน้าร้อยละ 28.47 เร็วกว่าแผน และ แยกตะลุโบะ (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.410) คืบหน้าร้อยละ 53.69 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2570 นอกจากนี้ เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาว เรากำลังขยายทางหลวงหมายเลข 42 (สายคลองแงะ - จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้ไร้รอยต่อ การขยายโครงข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้าการท่องเที่ยว และพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้สู่ความยั่งยืนตามนโยบายเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" นายพิพัฒน์ กล่าว
ด้าน นายสรรเพชญ  กล่าวถึงการเดินหน้าปลดล็อกปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำว่า กระทรวงฯ กำลังเร่งสางปมปัญหา ท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่งปัตตานี ที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านอัตราค่าเช่าตามระเบียบธนารักษ์ และความซับซ้อนทางกฎหมายในการบริหารจัดการ
"เราต้องเร่งปลดล็อกปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นจะพิจารณาส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เข้าบริหารจัดการท่าเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง และในระยะยาวต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายโอนภารกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจน เพื่อให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดงานขุดลอกร่องน้ำปัตตานี ซึ่งขณะนี้คืบหน้ากว่าร้อยละ 56.48 (เร็วกว่าแผนร้อยละ 15.39) คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2569 และเตรียมแผนงานต่อเนื่องปี 2569 - 2570 เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชยนาวีในอนาคต
การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในกระทรวงคมนาคม ทั้งการแก้ปัญหาจราจรทางบกและการปลดล็อกศักยภาพทางน้ำ คือการเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอและวางแผนเผื่ออนาคต เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่คู่กับชุมชน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงต่อไป

ตัวแทนจะนะจี้รัฐบาล-นักการเมือง เลิกเกียร์ว่าง! ผนึกกำลังดันนิคมฯ สู้ศึกความยากจน-เสริมความมั่นคงใต้

“กลุ่มหนุนนิคมอุตสาหกรรมจะนะ” จี้รัฐบาลและนักการเมือง เร่งเดินหน้าโครงการ ชี้ความยากจนรอไม่ได้
​สงขลา – ตัวแทนผู้สนับสนุนโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ออกโรงสะท้อนปัญหาความล่าช้าของโครงการ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองทั้งรัฐบาล ส.ส. และ ส.ว. ผนึกกำลังขับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่ภาคใต้
นายสัมพันธ์ ละอองจิตต์  คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมก้าวหน้า อ,จะนะ จ.สงขลา ตัวแทนระบุว่า ที่ผ่านมาโครงการถูกขัดขวางอย่างต่อเนื่องจากกลุ่ม NGO ที่มีแนวคิดต่อต้านระบบอุตสาหกรรมและทุนนิยม ซึ่งกลุ่มนี้พยายามนำเสนอแผนพัฒนาจังหวัดสงขลาในรูปแบบใหม่ที่เน้นเพียงการพัฒนาชุมชน แต่ขาดมิติการสร้างรายได้และการจ้างงานในระดับมหภาค
​เสียงสะท้อนถึงฝ่ายการเมือง: ขอให้รัฐบาลและนักการเมืองทุกระดับให้ความสำคัญกับโครงการนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายคัดค้านใช้ทุกช่องทางในการยับยั้ง หากฝ่ายการเมืองไม่เร่งผลักดัน โอกาสที่โครงการจะสำเร็จก็เป็นไปได้ยาก
​ปากท้องคือเรื่องใหญ่: เน้นย้ำว่าปัญหาความยากจนในพื้นที่เป็นเรื่องวิกฤตที่รอไม่ได้ ประชาชนต้องการรายได้และการจ้างงานที่มั่นคง ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมจะเป็นคำตอบสำคัญในการแก้ปัญหานี้
​ที่มาของโครงการ: ย้อนที่มาว่าโครงการนี้เกิดขึ้นจากการนำเสนอของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน
​“วันนี้คนจนเพิ่มมากขึ้น ทุกคนต้องการรายได้ ฝ่ายการเมืองต้องเข้าใจและกล้าที่จะขับเคลื่อนโครงการนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง” ตัวแทนผู้สนับสนุนกล่าวทิ้งท้าย
​      ขณะที่นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา กลุ่ม 18 สื่อสารมวลชน และผู้สร้างวรรณกรรม กล่าวว่า โดยข้อเท็จจริง นิคมอุตสาหรรมจะนะ คือโครงการเมืองต้นแบบที่ 4 ที่เสนอโดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านความเห็นของของ คณะกรรมกานยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมัยที่ พล.อ,ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หลังการคัดค้านของ เอ็นจีโอ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จึงให่ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้แทน ศอ.บต. และเริ่มขบวนการรับฟังความคิดเห็น และทำแผนแม่บทการพัฒนาฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ และจะนำเข้า ครม.ในไม่ช้านี้
โครงการ นิคมอุตสากรรมจะนะ หรือ เมืองต้นแบบที่ 4 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการสร้างเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคง ให้คนในพื้นที่มีงานทำ ไม่ต้องเดินทางไปขายแรงงานยังประเทศมาเลเซีย และภูมิภาคอื่นๆของประเทศ และเป็นที่รองรับ ผู้จบการศึกษาให้มีงานทำ เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และ เป็นเกตเวย์ แห่งที่ 3 ของประเทศในการส่งออกสินค้าจากภาคใต้ และการนำเข้าซึ่งเป็นความต้องกาของ นักลงทุนในพื้นที่ ซึ่งหากมีการผลักดันโครงการนี้ให้สำเร็จ นอกจากเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของภาคใต้ตอนล่างแล้ว ยังแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ของสามจังหวัดชายแเดนภาคใต้ได้อีกด้วย

Sunday, May 10, 2026

สิงห์บุรี / ผู้ว่าฯ สิงห์บุรีร่วมสร้างรอยยิ้ม! ผู้ใหญ่บ้านทับยาพาชาวบ้าน 100 ชีวิต ดู “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” อบอุ่นทั้งโรง

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายเชนทร์ คนชาน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลทับยา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี จัดกิจกรรมสร้างความสุขให้คนในชุมชน ด้วยการพาชาวบ้านกว่า 100 คน เข้าชมภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง..หัวใจโกโฮม (Gohan: The Heart of Go-Home)” ณ โรงภาพยนตร์ โรงที่ 2 เมเจอร์สาขาไชยแสงสิงห์บุรี
บรรยากาศภายในโรงภาพยนตร์เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น ชาวบ้านต่างเข้าร่วมกิจกรรมด้วยรอยยิ้มและความตื่นเต้น ได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ผ่านการรับชมภาพยนตร์ที่ให้ทั้งความบันเทิงและความประทับใจ
โอกาสนี้ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ได้ให้เกียรติมาพบปะทักทาย พูดคุย ให้กำลังใจแก่ชาวบ้านที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับผู้เข้าร่วมเป็นอย่างยิ่ง
กิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของผู้นำชุมชนในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้กับประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นางสาวศิริพร โพธิ์ทอง ผู้จัดการเมเจอร์สาขาไชยแสงสิงห์บุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ได้ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและอบอุ่น
เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความสุขที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ที่ช่วยเติมเต็มกำลังใจและสร้างความทรงจำอันงดงามให้กับชาวบ้านตำบลทับยาอย่างแท้จริง
ภาพ-ข่าว : สรวัชร สรรเพ็ชร์ ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี  // รายงาน

ประธานสวนนงนุชพัทยา เข้ารับรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 รางวัลอันทรงคุณค่าแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติ และวงการสื่อมวลชน

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิธีมอบรางวัล “เกียรติยศคนหนังสือพิมพ์” ประจำปี 2569 เพื่อเชิดชูบุคคลผู้สร้างคุณประโยชน์ต่อวิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ
โดยมี นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ขณะที่ นายนคร วีรประวัติ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินีอุปถัมภ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน สำหรับผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศ ประจำปี 2569 ด้านบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์แก่วิชาชีพสื่อมวลชน การศึกษา สังคม และประเทศชาติ มีจำนวน 3 ท่าน ได้แก่
นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี ผู้พลิกโฉมสวนผลไม้ธรรมดาให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับโลก มีชื่อเสียงด้านการสะสมพันธุ์ไม้หายากมากกว่า 18,000 ชนิด รวมถึงการสร้างประติมากรรมรูปสัตว์และอาณาจักรไดโนเสาร์ จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 สวนที่สวยที่สุดในโลก อีกทั้งยังได้รับรางวัลจากการประกวดงาน Chelsea Flower Show ต่อเนื่อง 5 ปี พร้อมทั้งก่อตั้งโรงเรียนพัฒนาทักษะอาชีพและกีฬา เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาเยาวชนไทย

   2.ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและเผยแพร่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในระดับสากล

   3.นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ผู้ทุ่มเทอุทิศตนในการให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายกัมพล ตันสัจจา ได้กล่าวขอบคุณสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่มอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ประเทศชาติ และวงการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง จากนั้นผู้ได้รับรางวัลทั้ง 3 ท่าน ได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับ นายชวน หลีกภัย  นายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมฯ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ

"พิพัฒน์-สรรเพชญ” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้ ดันขุดลอกร่องน้ำปัตตานีครั้งใหญ่

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานี เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาข้อติดขัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ติดตามการให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานี แผนขุดลอกร่องน้ำปัตตานี โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับและโครงการขยายทางหลวงสายสำคัญ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ร่วมลงพื้นที่
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดด้านการคมนาคมที่เรื้อรังมานาน เพื่อสร้างโครงข่ายทางบกที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบถึงปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางสายหลัก จึงได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการทางบกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม
"ขณะนี้เรากำลังเร่งรัดโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 2 แห่งสำคัญ ได้แก่ แยกดอนยาง (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.43) ซึ่งคืบหน้าร้อยละ 28.47 เร็วกว่าแผน และ แยกตะลุโบะ (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.410) คืบหน้าร้อยละ 53.69 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2570 นอกจากนี้ เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาว เรากำลังขยายทางหลวงหมายเลข 42 (สายคลองแงะ - จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้ไร้รอยต่อ การขยายโครงข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้าการท่องเที่ยว และพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้สู่ความยั่งยืนตามนโยบายเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" นายพิพัฒน์ กล่าว
ด้าน นายสรรเพชญ  กล่าวถึงการเดินหน้าปลดล็อกปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำว่า กระทรวงฯ กำลังเร่งสางปมปัญหา ท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่งปัตตานี ที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านอัตราค่าเช่าตามระเบียบธนารักษ์ และความซับซ้อนทางกฎหมายในการบริหารจัดการ
"เราต้องเร่งปลดล็อกปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นจะพิจารณาส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เข้าบริหารจัดการท่าเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง และในระยะยาวต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายโอนภารกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจน เพื่อให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดงานขุดลอกร่องน้ำปัตตานี ซึ่งขณะนี้คืบหน้ากว่าร้อยละ 56.48 (เร็วกว่าแผนร้อยละ 15.39) คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2569 และเตรียมแผนงานต่อเนื่องปี 2569 - 2570 เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชยนาวีในอนาคต
การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในกระทรวงคมนาคม ทั้งการแก้ปัญหาจราจรทางบกและการปลดล็อกศักยภาพทางน้ำ คือการเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอและวางแผนเผื่ออนาคต เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่คู่กับชุมชน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงต่อไป

กัลฟ์ เอ็มทีพีฯ ร่วมกับ เทศบาลเมืองเนินพระ วช.ประมงเรือเล็กหาดสุชาดา จ.ระยอง สานต่อความสำเร็จ ฟื้นฟูป่าชายเลนด้วยจุลินทรีย์ ปี 5

                 วันที่ 6 พฤษภาคม 2569  ณ  บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (GULF MTP) โครงการสถานีเก็บรักษาและแ...