Monday, September 7, 2026

กรมควบคุมโรค คิกออฟเวทีวิชาการภาคเหนือตอนบน-ล่าง ดันงานวิจัย 60 เรื่อง ยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืน

พิษณุโลก (7 กันยายน 2569) – กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเดินหน้า "ทลายพรมแดน" ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผนึกกำลัง 3 สำนักงานป้องกันควบคุมโรคภาคเหนือ (สคร. 1, 2 และ 3) เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับภูมิภาคครั้งประวัติศาสตร์ ชู 60 นวัตกรรมและงานวิจัย มุ่งเป้าแก้ปัญหาเรื้อรังของพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งวิกฤต PM 2.5 โรคติดต่อชายแดน และอุบัติเหตุ หวังดันเป็นโมเดลสุขภาพระดับประเทศ
นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งลงพื้นที่เป็นประธานเปิดงาน "ประชุมวิชาการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพภาคเหนือ ครั้งที่ 1" ณ โรงแรมท็อปแลนด์ จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีความท้าทายด้านสุขภาพเฉพาะตัวสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโรคติดต่อจากแรงงานข้ามชาติตามแนวชายแดน สังคมผู้สูงอายุที่ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พุ่งสูง วิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่เกิดขึ้นประจำทุกปี ไปจนถึงสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาล
"การรับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อนเหล่านี้ จะทำแบบแยกส่วนไม่ได้อีกต่อไป การผนึกกำลังของ สคร. 1 (เชียงใหม่), สคร. 2 (พิษณุโลก) และ สคร. 3 (นครสวรรค์) รวมถึงเครือข่ายโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รพ.สต. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จึงถือเป็นมิติใหม่ของการทำงานที่ไร้รอยต่อ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระบาดวิทยา และทำให้การเฝ้าระวังควบคุมโรคทันต่อสถานการณ์จริง" นพ.ดิเรก กล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 - 8 กันยายน 2569 โดยไม่ได้เป็นเพียงเวทีวิชาการทั่วไป แต่เป็นการระดมสมองของ "คนทำงานในพื้นที่จริง" มีการนำเสนองานวิจัย นวัตกรรม และรายงานการสอบสวนโรคเชิงลึกกว่า 60 เรื่อง
เป้าหมายสำคัญของการประชุม คือการนำผลงานวิชาการที่ผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิ ไปต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติที่ใช้ได้จริง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันโรค เพิ่มศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างยั่งยืนและทันท่วงที

ประธานวุฒิสภานำคณะสมาชิกวุฒิสภาเข้าร่วมการประชุมว่าด้วยความร่วมมือของภาคประชาสังคมแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ในฐานะแขกเกียรติยศ

ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายน 2569 ณ นครจี่หนาน มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน
วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 ประธานวุฒิสภานำคณะสมาชิกวุฒิสภาเยือนเมืองชิงต่าว มณฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเข้าพบหารือกับนายเหมย เจี้ยนหวา (Mr. Mei Jianhua) ประธานสภาประชาชนเมืองชิงต่าว เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสภาไทยกับฝ่ายนิติบัญญัติของจีน โดยมีนายศฐา อารยะกุล กงสุลใหญ่ ณ เมืองชิงต่าว เข้าร่วมการหารือด้วย
โอกาสนี้ ประธานวุฒิสภาได้กล่าวถึงความสำคัญของการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์กรนิติบัญญัติ เพื่อเป็นกลไกในการเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับจีน พร้อมชื่นชมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างเมืองชิงต่าวกับไทย และศักยภาพที่เข้มแข็งในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเมืองชิงต่าว นอกจากนี้ ประธานวุฒิสภาได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ตลอดจนการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่นและระดับเมืองพี่เมืองน้อง เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือและสร้างประโยชน์ร่วมกันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ประธานสภาประชาชนเมืองชิงต่าว
กล่าวต้อนรับประธานวุฒิสภาและคณะสมาชิกวุฒิสภา พร้อมกล่าวถึงพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่โดดเด่นของเมืองชิงต่าว ตลอดจนบทบาทของสภาประชาชนเมืองชิงต่าว อีกทั้งชื่นชมความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ระหว่างไทยกับชิงต่าวที่มีมูลค่าสูง และการแลกเปลี่ยนในฐานะเมืองพี่เมืองน้อง ตลอดจนหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์กรนิติบัญญัติ และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนให้มากยิ่งขึ้นผ่านการท่องเที่ยว เพื่อสานต่อสายสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
นอกจากนี้ ในระหว่างการเยือนเมืองชิงต่าวในวันเดียวกัน ประธานวุฒิสภาและคณะได้เข้าเยี่ยมชมนวัตกรรมอัจฉริยะของกลุ่มบริษัท Haier และท่าเรือขนส่งสินค้าอัจฉริยะแบบไร้มนุษย์เต็มรูปแบบ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับท่าเรือชิงต่าวในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีท่าเรืออัตโนมัติและการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้น ประธานวุฒิสภาได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวเมืองชิงต่าวก่อนเดินทางกลับไปยังนครจี่หนานด้วยรถไฟความเร็วสูง

กิจกรรมเปิดงาน “ตลาดนัดชุมชนวัดทุ่งน้อย” ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

    วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ วัดทุ่งน้อย ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 
   นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี พร้อมด้วย นายธนันชัย เอกเผ่าพันธุ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแหลมบัว นายปราโมทย์  มลคล้ำ สาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี  กำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลแหลมบัว นายสมยศ สุขตะโก นายชัชวาล บุญอำไพ นายรุณ วิจารณ์ นายบรรทูล สนน้อย สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม และส่วนราชการ ประชาชนในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมเปิดงาน “ตลาดนัดชุมชนวัดทุ่งน้อย” ณ วัดทุ่งน้อย ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
ในการนี้ ได้รับเกียรติจากนายอนุชา  สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครปฐม เขต 5 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดงานฯ

วันเดียวเที่ยวแหลมบัว จากโปรเจกต์นักเรียนสู่ตลาดชุมชน ของนักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ในโครงการ Community Engagement Program (CEP) รุ่นที่ 2 กลุ่ม M05 ลงพื้นที่ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เพื่อทำความรู้จักชุมชนทั้ง 8 หมู่บ้านให้มากขึ้น และชวนกันคิดว่าของดีแหลมบัว จะทำอย่างไรให้คนรู้จักมากกว่าเดิมเพราะที่นี่มีทั้งของอร่อย งานฝีมือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์น่าสนใจอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นงานแกะสลักกะลามะพร้าว เครื่องเบญจรงค์ ปลาดุกเค็ม ดอกไม้ประดิษฐ์ ขลุ่ยปลา ปลากัด ทองม้วน ฟาร์มเห็ด ไข่เค็มสมุนไพร งานจักสาน และอีกหลากหลายของดีจากชุมชน โจทย์นี้จึงกลายเป็นโครงการ🌱 “วันเดียวเที่ยวแหลมบัว (Laem Bua One Day Trip)”

  นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลแหลมบัว และวิสาหกิจชุมชนแหลมบัว ช่วยกันลงมือ ตั้งแต่เดินสำรวจพื้นที่ พูดคุยกับผู้ผลิต เก็บข้อมูล ถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ไปจนถึงนำเรื่องราวของชุมชนมาพัฒนาเป็น Website Map สื่อบน Facebook และ TikTok ป้ายประชาสัมพันธ์ และป้ายจุดท่องเที่ยว พร้อมอีกหนึ่งไอเดียสำคัญ คือการสนับสนุนให้เกิด แลนด์มาร์กและศูนย์กลางรวบรวมสินค้าชุมชน ณ ตลาดชุมชนวัดทุ่งน้อย ให้เป็นจุดรวมของดีจากทั้ง 8 หมู่บ้าน ที่มาแล้วได้ทั้งเที่ยว ชิม ชอป และรู้จักเรื่องราวของแหลมบัวไปพร้อมกัน

  ตลาดชุมชนวัดทุ่งน้อย ตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
  ทุกวันอาทิตย์ เริ่ม 6 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
  เวลา 08.00–16.00 น.
วันเดียวเที่ยวแหลมบัว 
#LaemBuaOneDayTrip
สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าว  นครปฐม

มนุษยศาสตร์ ม.นเรศวร ร่วมกับกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สร้างครูต้นแบบนักเขียนรุ่นใหม่ ดึง 3 ศิลปินแห่งชาติถ่ายทอดประสบการณ์ตรง

คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างครูต้นแบบสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ประเภทบทร้อยกรอง เรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 5–6 กันยายน 2569 มุ่งยกระดับครู อาจารย์ และผู้สนใจงานเขียนจากทั่วประเทศ ให้มีทักษะและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน ตลอดจนสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ
โครงการได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 67 คน จากหลากหลายสาขาอาชีพและช่วงวัย สะท้อนความตื่นตัวของสังคมต่อการพัฒนาทักษะการอ่าน การเขียน และการสื่อสารผ่านงานวรรณศิลป์
การอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 6 ท่าน นำโดยศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ 3 ท่าน ได้แก่ คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2559 รองศาสตราจารย์ธัญญา สังขพันธานนท์ ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2559 และ คุณเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2567
พร้อมด้วย คุณวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนรางวัลศิลปาธรและรางวัลแม่น้ำโขง คุณประยูร หงษาธร นักเขียน นักถ่ายภาพ และผู้ทำหนังสือ และ อาจารย์ธนบัตร ใจอินทร์ หรือ “รัฐ ปัญเจียง” นักเขียนและอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด
กิจกรรมภายในโครงการประกอบด้วยการบรรยาย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักเขียนมืออาชีพ และการฝึกปฏิบัติการเขียนอย่างเข้มข้น ครอบคลุมงานเขียน 4 ประเภท ได้แก่ กวีนิพนธ์ เรื่องสั้น นวนิยาย และสารคดี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งหลักการ เทคนิค กระบวนการคิด และการพัฒนาต้นฉบับจากประสบการณ์จริงของวิทยากร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอุษา สุวรรณประเทศ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวเปิดโครงการ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาครูและบุคลากรด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเสริมสร้างทักษะการคิด การสื่อสาร และการเรียนรู้ของผู้เรียนในอนาคต
ด้านคุณอนุกูล ใบไกล ผู้อำนวยการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรม พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรมที่ส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมและวรรณศิลป์ไทย ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนและสังคม
โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างครูต้นแบบสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ นับเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจด้านบริการวิชาการแก่สังคมของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนและสังคม โดยหวังให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจที่ได้รับไปพัฒนางานเขียนของตนเอง รวมถึงต่อยอดการสอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้เกิดผล
อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป 

Sunday, September 6, 2026

ชาวนาพิจิตรร้อง ส.ส.-ชลประทาน เร่ง บูรณาการ 3 จังหวัด ผันน้ำช่วยพื้นที่เกษตร 3,000 ไร่

พิจิตรวิกฤตหนัก! ชาวนา 3 ตำบล อ.วังทรายพูน กว่า 50 ชีวิต รวมตัวร้องสื่อและหน่วยงานรัฐ หลังนาข้าวกว่า 3,000 ไร่ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก วอนบูรณาการ 3 จังหวัด "พิจิตร-พิษณุโลก-เพชรบูรณ์" เร่งผันน้ำกู้วิกฤตก่อนข้าวแห้งตายเสียหายยกแปลง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 กันยายน 2569 นายวิฑูรย์ เจียมศรีชัย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพระ พร้อมด้วย นายมนัส คงเจริญ กำนันตำบลหนองปล้อง อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร และ น.ส.จิณณพัต ภู่ชื่น ผู้ช่วย ส.ส.วินัย ภัทรประสิทธิ์ เขต 2 จังหวัดพิจิตร นำกลุ่มตัวแทนชาวนาจาก 3 ตำบลกว่า 50 คน ลงพื้นที่สำรวจคูคลองบริเวณเขตติดต่อพื้นที่ ต.วังโพรง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก และ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ เพื่อหาแนวทางผันน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม แก้ไขปัญหาภัยแล้งที่กำลังคุกคามนาข้าวอย่างหนัก

นายมนัส คงเจริญ กำนันตำบลหนองปล้อง เปิดเผยด้วยความกังวลว่า ขณะนี้นาข้าวในพื้นที่ ต.หนองปล้อง และ ต.หนองพระ กำลังตกอยู่ในภาวะขาดแคลนน้ำอย่างวิกฤต น้ำในคลองแห้งขอดจนไม่สามารถใส่ปุ๋ยหรือฉีดยาบำรุงพืชผลได้ ฝนที่ตกมาทำได้เพียงพยุงต้นข้าวไว้ชั่วคราวเท่านั้น หากปล่อยไว้เช่นนี้ข้าวจะเสียหายทั้งหมด จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐเร่งประสานขุดลอกและทำคูคลองผันน้ำจาก จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ เข้ามาเติมในพื้นที่โดยด่วน

ด้าน นายวิฑูรย์ เจียมศรีชัย นายก อบต.หนองพระ ระบุว่า จุดที่ลงสำรวจวันนี้เป็นพื้นที่เขตติดต่อ ต.วังโพรง จ.พิษณุโลก ซึ่งมวลน้ำไหลไปทาง อ.วังทรายพูน เพียงฝั่งเดียว ไม่ไหลเข้าสู่ ต.หนองพระ และ ต.หนองปล้อง ที่ผ่านมาเคยทำเรื่องถึงชลประทานพิษณุโลก เพื่อขอให้ก่อสร้างประตูระบายน้ำผันน้ำมายังจุดนี้ แต่เรื่องยังไม่มีความคืบหน้า ปัญหานี้เกินกำลังระดับท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือระดับจังหวัดในการบูรณาการร่วมกัน 3 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร
ทั้งนี้ ตัวแทนชาวนาจากทั้ง 3 ตำบล ประกอบด้วย ต.หนองพระ ต.เขาเจ็ดลูก และ ต.หนองปล้อง จึงได้รวมตัวกันยื่นเรื่องร้องเรียนผ่าน น.ส.จิณณพัต ภู่ชื่น ตัวแทนของ นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.เขต 2 จังหวัดพิจิตร เพื่อเป็นตัวกลางประสานชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ลงพื้นที่หาแนวทางผันน้ำช่วยเหลือเป็นการด่วน ก่อนที่นาข้าวหลายพันไร่จะเหี่ยวเฉาตายทั้งหมด
//สุพิณ ปานวัง รายงาน//

ทลายเครือข่าย “ปืนผี” สืบภาค 6 ปูพรมค้น 3 จังหวัดเหนือ ยึดคลังบีบีกันดัดแปลง แฉสเปกสั่งทำ “ยิงแล้วทิ้ง” ไร้ร่องรอยตรวจสอบ

พิษณุโลก – ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 6 เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายค้าอาวุธปืนเถื่อนข้ามจังหวัด ปูพรมตรวจค้นเป้าหมายในพื้นที่ภาคเหนือ ยึดอาวุธปืนดัดแปลงและเครื่องกระสุนจำนวนมาก แฉพฤติการณ์สุดอันตราย เน้นผลิต “ปืนผี” จากโครงบีบีกันหรือปืนไทยประดิษฐ์ที่ไร้เกลียวลำกล้อง หวังเจาะกลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้ก่อเหตุแบบ “ประชิดตัว-ยิงแล้วทิ้ง” ทำให้ตำรวจไม่สามารถตรวจสอบเกลียวปืนย้อนกลับได้
วันนี้ (6 ก.ย. 2569) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ, พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ และ พล.ต.ต.เดชพล เปรมศิริ ผบก.สส.ภ.6 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถาบุญชู ผกก.สืบสวน 2 บก.สส.ภ.6 และทีมงาน ขยายผลกวาดล้างเครือข่ายลักลอบจำหน่ายอุปกรณ์อาวุธปืนทางโซเชียลมีเดีย
ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการจับกุม นายนิกร (ขอสงวนนามสกุล) ที่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมของกลางอาวุธปืนและอะไหล่จำนวนมาก จากนั้นชุดสืบสวนได้แกะรอยเส้นทางการสั่งซื้อทางออนไลน์ จนนำไปสู่การขออนุมัติศาลออกหมายค้นเป้าหมายสำคัญ 3 จุด ในวันที่ 3-4 ก.ย. ที่ผ่านมา
จุดที่ 1 (จ.สุโขทัย): ตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง ไม่พบตัวบุคคลเป้าหมายและสิ่งของผิดกฎหมาย
จุดที่ 2 (จ.เชียงใหม่): บุกค้นอพาร์ตเมนต์ย่าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จับกุม นายอภิเชษฐ์ อายุ 59 ปี หลังพาไปตรวจค้นห้องพักไม่มีเลขที่ พบกระสุนปืนลูกซอง Winchester ขนาด 12 จำนวน 50 นัด (2 กล่อง) จึงแจ้งข้อหาครอบครองกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
จุดที่ 3 (จ.ลำปาง): ตรวจค้นบ้านพักบริเวณ ถ.ฉัตรไชย ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จับกุม นายวิชิต (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี พร้อมยึดคลังอาวุธปืนเถื่อน ประกอบด้วย ปืนยาว 2 กระบอก, ปืนสั้น 4 กระบอก, อะไหล่ปืน และกระสุนขนาดต่างๆ อีก 88 นัด แจ้งข้อหาครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
แหล่งข่าวระดับสูงจากชุดสืบสวน เปิดเผยประเด็นที่น่ากังวลว่า อาวุธปืนที่ยึดได้ในครั้งนี้ จัดอยู่ในกลุ่ม “ปืนผี” หรือปืนเถื่อนที่ไม่มีทะเบียน (ใบ ป.4) แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ 1. ปืนไทยประดิษฐ์ที่กลึงเหล็กขึ้นมาเอง 2. ปืนมาตรฐานต่างประเทศที่ถูกลบเลขทะเบียนทิ้ง (มักเป็นปืนที่ถูกโจรกรรมมา) และ 3. ปืนบีบีกัน (BB Gun) หรือปืนแบลงค์กัน ที่นำมาดัดแปลงโครงสร้างและกลไกใหม่ด้วยเหล็ก เพื่อให้รองรับการยิงกระสุนจริงมาตรฐานได้ ทั้งกระสุนปืนสั้น .38, 9 มม., 11 มม. ไปจนถึงกระสุนปืนยาวไรเฟิล .223
"ความน่ากลัวของปืนเถื่อนดัดแปลงเหล่านี้ คือการผลิตแบบบ้านๆ ที่ไม่มีเกลียวลำกล้องและไม่มีเลขทะเบียน เมื่อกลุ่มมิจฉาชีพหรือมือปืนนำไปก่อเหตุแบบประชิดตัวที่ไม่เน้นความแม่นยำมากนัก เมื่อใช้งานเสร็จก็สามารถโยนทิ้งได้ทันทีโดยไม่เสียดาย ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถนำหัวกระสุนไปตรวจเทียบรอยเกลียวปืนเพื่อหาตัวผู้ครอบครองได้เลย" แหล่งข่าวระบุ
การบุกทลายเครือข่ายและยึดปืนเถื่อนของ บช.ภ.6 ในครั้งนี้ จึงถือเป็นการตัดวงจรอาชญากรรม สกัดกั้นไม่ให้อาวุธปืนอันตรายเหล่านี้หลุดรอดไปถึงมือกลุ่มคนร้าย เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุรุนแรงในสังคมได้อย่างทันท่วงที
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

กรมควบคุมโรค คิกออฟเวทีวิชาการภาคเหนือตอนบน-ล่าง ดันงานวิจัย 60 เรื่อง ยกระดับคุณภาพชีวิตยั่งยืน

พิษณุโลก (7 กันยายน 2569) – กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเดินหน้า "ทลายพรมแดน" ด้านการแพทย์และสาธาร...