Sunday, March 15, 2026

สทท.ระดมสมองเตรียมจัดโครงการการท่องเที่ยววัฒนธรรมหลากหลายระดับโลก RAINBOW OF EQUALITY

นายยุพราช วงศ์ดาวกูล ที่ปรึกษาประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมหารือโครงการการท่องเที่ยววัฒนธรรมหลากหลายระดับโลก RAINBOW OF EQUALITY ที่ห้องประชุมสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมี นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมหารือ
สำหรับโครงการเทศกาลการท่องเที่ยววัฒนธรรมหลากหลายระดับโลก RAINBOW OF EQUALITY และมหกรรมกิจกรรมต่อเนื่อง เป็นโครงการเทศกาลการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมระดับนานาชาติ ที่มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความหลากหลายทางสังคม โดยเชื่อมโยงกิจกรรมทางวัฒนธรรม ศิลปะ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
การจัดงานครั้งนี้จัดโดย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ซึ่งเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยมีสภาส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียนร่วมเป็นภาคีในโครงการ เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงเครือข่ายด้านวัฒนธรรม ศิลปะ และความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนร่วมผลักดันกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
การจัดงานกำหนดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประเพณีสำคัญและเป็นช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาในประเทศจำนวนมาก โดยภายในงานจะประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การนำเสนอวัฒนธรรมและประเพณีไทย, การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและนานาชาติ, การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, กิจกรรมสร้างสรรค์และมหกรรมเทศกาลที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้มีส่วนร่วมโดยโครงการ RAINBOW OF EQUALITY จึงเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระดับสากล พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศต่อไป 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

นครปฐม-รวบแล้วโจรควงปืนชิงทองห้างดังนครปฐม ได้ของกลางคืนครบ 23 เส้น

ตำรวจภาค 7 ตำรวจนครปฐม ไม่ถึง 3 วัน ตามรวบผู้ต้องหาควงปืน ชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างดังนครปฐม ได้ของกลางคืนครบ 23 เส้น หลังก่อเหตุผู้ต้องหาหลบหนีกบดานเข้าบ้านพักย่านบ้านแพ้ว  
วันที่ 14 มีนาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7  พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7  พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผบก.ภ.จว.นครปฐม พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก. สส.ภ.7  พ.ต.อ.ณัฐพิสิษฐ์ รัตนอุดม ผกก.กก.1 บก.สส.ภ.7  พ.ต.อ.พงษ์สวัสดิ์ คำปาเชื้อ รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อิทธิพล พรเทวบัญชา รอง ผบก.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.พัฒพงศ์ คนแรง รอง ผบก.บก.กค.ภ.7 พ.ต.อ.ธนบดี บุญพา นวท.(สบ4)กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศพฐ.7 พ.ต.อ.ปิโยรส กัณหะสิริ ผกก.กก.สส.ภ.จว.นครปฐม พ.ต.อ.อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ผกก.สภ.เมืองนครปฐม พ.ต.ท.ตะวัน วัฒนรังสรรค์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครปฐม, พ.ต.ท.ฤทธิชัยปกรณ์ ดำรงค์อิทธิสกุล รอง ผกก. สส.สภ.เมืองนครปฐม,ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.7 ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.นครปฐม ชุดสืบสวน สภ.เมืองนครปฐม  ได้ร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ ชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างดังนครปฐม คือนายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ที่อยู่ ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.278/2569 โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า ชิงทรัพย์ในเวลา กลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการ ใด ๆ โดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเป็นผู้อื่น มอมหน้า หรือทำด้วยประการอื่น เพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้ โดยใช้ ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม 
พร้อมของกลางในคดี อาวุธปืน แบลงค์กัน ยี่ห้อ โซรากิ ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก พร้อมกล่องใส่อาวุธปืน หมวกกันน็อก แบบเต็มใบ สีน้ำเงิน จำนวน 1 ใบ รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ยามาฮ่า รุ่น สปาร์ค สีดำ คันหมายเลขทะเบียน ขลน 428 ราชบุรี เสื้อผ้า-เครื่องแต่งกาย ที่ผู้ต้องหาใช้ในวันก่อเหตุ สร้อยคอทองคำรูปพรรณ น้ำหนัก 2 บาท จำนวน 23 เส้น มูลค่า 3,680,000 บาท โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านพักต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร  
สืบเนื่องเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 19.27 น. ได้มีคนร้ายเป็นชาย จำนวน 1 คน ใช้อาวุธปืนก่อเหตุ ชิงทรัพย์ร้านทองภายในห้างดังนครปฐม โดยคนร้ายได้  สวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้าและแต่งกายเพื่ออำพรางตัว ก่อนเข้าไปภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งนครปฐม จากนั้นได้ใช้อาวุธปืน ยิงข่มขู่พนักงานร้านทอง แล้วปีนเข้าไปทุบกระจกตู้แสดงสินค้า ก่อน นำเอาสร้อยคอทองคำ น้ำหนักเส้นละ 2 บาท จำนวน 23 เส้น น้ำหนักรวม 46 บาท มูลค่าประมาณ 3,680,000 บาท แล้วหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุ 
ภายหลังจากก่อเหตุ คนร้ายได้ ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลบหนี ออกจากบริเวณ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี นครปฐม ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งทำการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถทราบตัวผู้ก่อเหตุ คือ นายสมชาย (ขอสงวนนามสกุล) พนักงานสอบสวนจึง ได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อ ศาลจังหวัดนครปฐม เพื่อขออนุมัติหมายจับ ซึ่งศาลได้พิจารณาแล้วมี คำสั่ง ออกหมายจับเลขที่ จ.278/2569 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2569 
ทางชุดสืบสวนทราบว่าผู้ก่อเหตุหลบหนีไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่งใน ต.หลักสาม อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร จึงได้นำกำลังไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบผู้ก่อเหตุ อยู่ภายในบ้านพักหลัง ดังกล่าว จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงหมายจับให้ทราบ ก่อนทำการจับกุมตัว  
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ก่อเหตุได้มาดูลาดเลาก่อนก่อเหตุ 1วันเพื่อหาจังหวะลงมือก่อเหตุ และหลังก่อเหตุ ระหว่างหลบหนีได้เปลี่ยนเสื้อผ้าตลอดเส้นทาง และขี่รถจยย.วนไปวนมาเพื่อหลอกเจ้าหน้าที่ จนเจ้าหน้าที่สืบสวนออกหาเบาะแสจนสามารถจับกุมตัวได้ 
ในชั้นจับกุม ผู้ก่อเหตุให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และได้สมัครใจนำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ไปตรวจค้นภายในบ้านพักหลังดังกล่าว  ซึ่งสามารถตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อ นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าว จ.นครปฐม 

“อดีตนายกฯ.อภิสิทธิ์-ท็อปจิรายุ-อลงกรณ์-ชยดิฐ”ถกเวทีเอฟเคไอไอ.16 มี.ค.นี้ ถอดรหัสอนาคตเศรษฐกิจไทยภายใต้วิกฤติสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน“

สถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์(FKII Thailand) รายงานวันนี้ว่า ท่ามกลางวิกฤติสงครามตะวันออกกลางสงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า การดิสรัปชั่นของเทคโนโลยี่เอไอ.และภาวะโลกร้อนโลกรวนที่เกิดขึ้นทันซ้อนกันส่งผลกระทบต่อโลกอย่างรุนแรงต่อเนื่องถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องแสวงหาแนวทางรับมือทั้งในปัจจุบันและอนาคต 
ด้วยเหตุนี้สถาบันเอฟเคไอไอ.ร่วมกับสถาบันทิวาจึงได้จัดเวทีวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยเศรษฐกิจโลกโดยเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ“อนาคตเศรษฐกิจไทย–เศรษฐกิจโลก”ในมุมมองของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยนำประเทศฝ่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์พร้อมถอดรหัสมุมมองของผู้นำระดับโลกจากเวที World Economic Forum โดยนายจิรายุส (ท๊อป) ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัดรวมทั้ง“ข้อริเริ่มแนวทางใหม่ฝ่าวิกฤติพลังงาน”โดย อดีตรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร เจ้าของฉายามิสเตอร์เอทานอล ประธานสถาบัน FKII Thailand และ โมเดลใหม่ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา ในวันที 16 มีนาคม 2569
เวลา 10.00 – 13.00 น. ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา กรุงเทพฯ.จึงขอเชิญผู้สนใจมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆในเวทีดังกล่าว.
#FKIIThailand #WEF2026 #FKIINationalForum#เศรษฐกิจไทย-โลก#สงครามสหรัฐ-อิหร่าน##สถาบันทิวา #TVA

ผอ.องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมคณะ ลงพื้นที่เพชรบูรณ์ เยี่ยมเยียนทหารผ่านศึก มอบกำลังใจและติดตามการดำเนินงาน

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569  พล.อ.กานต์นาท นิกรยานนท์  ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมด้วยคุณจิตตานันท์ นิกรยานนท์ นายก นายกสมาคมแม่บ้านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก  และคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด พร้อมพบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกและครอบครัว เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและรับฟังปัญหาความเป็นอยู่
โดยในช่วงเช้า คณะได้เดินทางไปสักการะและถวาย พวงมาลัยแด่พระอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ณ กองพลทหารม้าที่ 1 ค่ายพ่อขุนผาเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนผู้ก่อตั้งเมืองเพชรบูรณ์ จากนั้นรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตเพชรบูรณ์
ต่อมา คณะได้พบปะเยี่ยมเยียนทหารผ่านศึกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัด พิจิตร  จำนวน 310 นาย พร้อมมอบสิ่งของเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ โดยมีตัวแทนทหารผ่านศึก จำนวน 10 นาย เป็นผู้แทนรับมอบ ณ. ห้องผาเมืองเกรียงไกร สโมสรสราญสินธพ ค่ายพ่อขุนผาเมือง 
นอกจากนี้ คณะยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและมอบสิ่งของให้แก่ นางนิตยา สวรรค์นคร อายุ 72 ปี ซึ่งเป็นครอบครัวทหารผ่านศึกบัตรชั้นที่ 1 ณ. หมู่บ้านโฮมแลนด์ตำบลนางั่ว อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อให้กำลังใจและสอบถามความเป็นอยู่ และนางนิตยา  สวรรค์นคร  ได้มอบพระพุทธมหาธรรมราชา  กับผอ. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและคณะ  จากนั้นได้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อที่จังหวัดนครสวรรค์
//นที บุญรอด เพชรบูรณ์ รายงาน//

’อรุณรัศมี‘ ลงพื้นที่แก้ปัญหาที่กระทบชาวบ้านชุมชนหนองมะนาวนานกว่า 30 ปีไม่มีการแก้ไข

นางสาวอรุณรัศมี บุญเกิด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี อำเภอบางละมุง เขต 5 เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ในเขตพื้นที่หมู่ 4 และหมู่ 8 ต.บางละมุง อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ในพื้นที่ชุมชนหนองมะนาว ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่มากกว่า 1,400 หลังคาเรือน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกมองข้ามจากภาครัฐ ทำให้ต้องเผชิญเคราะห์กรรมความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันมานานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียง 
โดยหลังได้รับแจ้ง จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบถามชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในชุมชนแห่งนี้ พบว่ามีถึง 2 ปัญหาใน 2 จุด คือ จุดแรกคือถนนฝุ่น บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ หมู่ 8 ความกว้างของถนน 6 เมตร ระยะทางความยาวประมาณ 700 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของ รฟท. ที่ไม่มีการทำถนนลาดยางมะตอยหรือถนนคอนกรีต พื้นถนนเป็นหินคลุกฝุ่น ทำให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบรรทุกหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ รวมทั้งยวดยานพาหนะประชาชนใช้สัญจรทุกวัน บนถนนเส้นดังกล่าวเต็มไปฝุ่นขาวโพลน ต้นไม้สองข้างทาง รวมทั้งละอองฝุ่นได้กระจายไปตามบ้านเรือน ประชาชนละแวกดังกล่าวปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองแทบทั้งเส้น 
และจุดที่สอง เป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการธุรกิจขายดิน ซึ่งมีรถบรรทุกขนดินมาเทกองดินกลายเป็นพื้นที่สูง และฝุ่นกระจายไปทั่วบริเวณพื้นที่หมู่ 4 พบว่ามีนักการเมืองท้องถิ่นเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยมีการนำรถบรรทุกดินและขนย้ายเข้าออก ขนดินเกือบตลอดทั้งวัน มีการถมกองดินจนสูงเท่าหลังคาบ้านเรือนประชาชน สร้างฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่ว และมลภาวะเป็นพิษให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนหนองมะนาว หมู่ 4 และ หมู่ 8 เป็นอย่างมาก ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข เนื่องด้วยชุมชนแห่งนี้อยู่ใกล้ท่าเทียบเรือแหลมฉบัง ที่มีบ้านเช่ากับหมู่บ้านจัดสรรขึ้นเยอะมาก จะมีทั้งคนงานบริษัทและกลุ่มจำนวนมากอาศัยอยู่ ส่วนหนึ่งก็ไปทำงานที่ศรีราชาประกอบอาชีพค้าขาย ทำงานบริษัทโรงงานอุตสาหกรรม  และส่วนหนึ่งทำงานในเมืองพัทยาอาชีพรับจ้างและการบริการ
ทั้งสองปัญหา ชาวบ้านได้ลงชื่อร้องทุกข์ต่อเทศบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเมื่อนางสาวอรุณรัศมี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี อำเภอบางละมุง เขต 5 ได้รับการร้องเรียน จึงลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจัง และติดตามเรื่อง โดยได้ร่างหนังสือเตรียมยื่นต่อนายกเทศมนตรีเทศบาลนครแหลมฉบัง เพื่อพูดคุยถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนชุมชนหนองมะนาว และดูว่าติดขัดเรื่องอะไรตรงไหนบ้าง เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ รฟท. โดยแขวงการทางรถไฟศรีราชา เนื่องจากถนนเลียบทางรถไฟเส้นนี้ อยู่ในความรับผิดชอบของการทางรถไฟ, และพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือเทศบาลนครแหลมฉบัง  และ อบจ.ชลบุรี ก็พร้อมสนับสนุนงบประมาณทำถนนลาดยาง แต่ติดขัดตรงที่ รฟท.ยังไม่อนุญาต และจะได้ทำหนังสือยื่นไปที่ รฟท. เพื่อพิจารณาต่อไปจากนี้ด้วย
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

“พิพัฒน์–นิพนธ์” ร่วมทำบุญเมืองหาดใหญ่ ตักบาตรพระ 1,109 รูป เนื่องในโอกาส 109 ปีเมืองหาดใหญ่ ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีฯ

15 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ร่วมงาน โครงการทำบุญเมืองหาดใหญ่ ตักบาตรพระ 1,109 รูป ภายใต้แนวคิด “109 ปี เมืองหาดใหญ่ รวมใจเติมบุญ หนุนพลัง Soft Power เยียวยามหาอุทกภัย” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ซุ้มประตูไชน่าทาวน์ ถนนศุภสารรังสรรค์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ภายในพิธีมี พระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา เจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ทำหน้าที่เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยประชาชนชาวสงขลาและผู้ศรัทธาจำนวนมากร่วมทำบุญตักบาตร บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและเปี่ยมด้วยความศรัทธา
การจัดงานในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการรวมพลังของชาวหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาในการทำความดีร่วมกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปีเมืองหาดใหญ่ พร้อมทั้งสะท้อนพลังของวัฒนธรรม ศรัทธา และความร่วมมือของประชาชนในการฟื้นฟูเมืองหลังจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา
กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับเมืองหาดใหญ่ ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการที่เมืองหาดใหญ่กำลังกลับมามีชีวิตชีวา และพร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้มาเยือนจากทุกพื้นที่อีกครั้ง.

มาเลเซียตั้งเป้ารับ 43 ล้าน นทท ต่างชาติเที่ยวมาเลเซียในปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026

หาดใหญ่ สงขลา (6 มีนาคาม 2569) - ปี 2026 รัฐบาลมาเลเซียโดยกระทรวงการเที่ยวมาเลเซียได้กำหนดให้เป็นปีท่องเที่ยวมาเลเซีย หรือ Visit Malaysia 2026 โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวมาเลเซีย 43 ล้านจากทั่วโลก และ 2.7 ล้านคนเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย โดบเฉพาะจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีชายแดนติดกับมาเลเซียในหลายจังหวัดทางภาคใต้ 
นายอาหาหมัด ฟัฮมี อาหาหมัด ซัรกาวี กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลาเปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมาที่โรงแรมบีพีแกรนด์ทาวเวอร์หาดใหญ่ในระหง่างร่วมงานวันนักข่าว  โดยกงสุลใหญ่กล่าวว่า
“เมือวันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาการเที่ยวมาเลเซียได้จัดพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยผ่านสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA 1 & 2) และผ่านช่องทางบกเช่นด่านตรวจคนเข้าเมืองบูกิตกายูฮิตัม -สะเดา พร้อมด้วยการแสดงด้านวัฒนธรรมของมาเลเซียสร้างความประทับใจและรอยยิ้ม  ให้กับ นักท่องเที่ยว” อาหาหมัด ฟัฮมี กล่าว 
กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลากล่าวอีกว่า ปีท่องเที่ยวมาเลเซีย 2026 ได้ประกาศอย่างเป็นทางการเป็นวาระแห่งชาติ ดังนั้นหน่วยงานของรัฐ เอกชน ทุกหน่วยตลอดจนประชาชนชาวมาเลเซียทุกคนคือทูตของการท่องเที่ยวมาเลเซียตลอดทั้งปีนี้ หน่วยงานรับผิดชอบหลักคือ สำนักงานการท่องเที่ยวมาเลเซีย บริษัทการบิน ที่จะต้องทำหน้าหลักในการประชาสัมพันธ์ความหลายหลายทางพหุวัฒนธรรม ศาสนา และความรักสามัคคีของประชาชน
“การเที่ยวมาเลเซียได้จัดกิจกรรม กว่า 300 กิจกรรมในการประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติได้รับทราบที่แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของคนมาเลเซีย อาทิเช่นกิจกรรมในวันตรุษจีนของประชาชนเชื่อสายจีนในมาเลเซีย กิจกรรมวันตรุษอีดิ้ลฟิตรีของพี่น้องมุสลิม กิจกรรมวันปีใหม่ดีปวาวลีของชาวอินเดีย กิจกรรมวันคริสมาส มหกรรม Kaamatan Festival and Gawai Day เพื่อดึงนักท่องเที่ยวตามเป้าที่ตั้งไว้ 43 ล้านคน “ นายอาหาหมัดฟัฮมี กล่าว 
สำหรับนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยโดยเฉพาะจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะขับรถส่วนตัวเที่ยวมาเลเซียทาง สำนักงานท่องเที่ยวมาเลเซียได้จัดกิจกรรม แผนที่ขับรถเที่ยวเอง ภาคเหนือ -Self Drive Map Northern Region  ในปี 2025 ซึ่งได้นำเสนอเส้นทางหรือแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของรัฐเปอร์ลิส เคดาห์ เกาะปีนัง และเปรัก 
และสำนักงานท่องเที่ยวมาเลเซียจะจัดกิจกรรม แผนที่ขับรถเที่ยวเอง ภูมิภาคชายฝั่งตะวันออก - Self Drive Map East Coast  Region โดยเน้นรัฐกลันตัน ตรังกานู และปาหัง 
“สิ่งสำคัญที่นักท่องเที่ยวไทยต้องทราบเกี่ยวกับการนำรถส่วนตัวเข้ามาเลเซียคือ รถต้องทำประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ และกระจกรถต้องไม่มืดเกิด 60 เปอร์เซ็นต์ และต้องขออนุญาตนำรถเข้าประเทศโดยขอใบอนุญาตรถยนต์ระหว่างประเทศ หรือ  ICP จากสำนักงานขนส่งทางบกมาเลเซีย” กงสุลใหญ่มาเลเซียแนะนำนักท่องเทียวไทยที่จะขับรถส่วนตัว 
สำนักงานการท่องเที่ยวมาเลเซียประจำกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย) ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TTAA) และภาคีเครือข่ายในการโปรโมทย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 
“สำนักงานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา และสำนักงานการท่องเที่ยวมาเลเซียสำนักงานกรุงเทพฯ เชิงชวนบริษัททัวร์ สื่อมวลชน อินฟลูอินเซอร์ ร่วมกันประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวมาเลเซีย โดยระหว่างวันที่ 27 ก.พ ถึง 3 มีนาคมที่ผ่านเราได้นำสื่อมวลชนและอินฟลูอนเซอร์ร่วม ทริปที่ชื่อ Mega Familiarization Trip เพื่อให้พวกเขาได้สัมผัสบรรยากาศและประสบการตรงในบาซาร์รอมฏอนในมาเลเซีย” อาหาหมัดฟัฮมีกล่าวถึงความร่วมมือกับสื่อในประเทศไทย 
และในช่วงมหกรรมมลายูเดย์ที่จัดขึ้นที่ยะลาในช่วงวันที่ 13-15 ก.พ ซึ่งจัดโดยสำนักงานเทศบาลนครยะลาทาง ท่องเที่ยวมาเลเซียได้จัดบูธและได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่กว่า 5000 คน  
กงสุลใหญ่มาเลเซียได้กล่าวอีกว่า ในประเทศมาเลเซียมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทั้งแหล่งท่องเที่ยวด้านธรรมชาติ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของมาเลเซียคือ นาซิ ลือเมาะ (NASI LEMAK) โรตีจานัย เป็นต้น 


สทท.ระดมสมองเตรียมจัดโครงการการท่องเที่ยววัฒนธรรมหลากหลายระดับโลก RAINBOW OF EQUALITY

นายยุพราช วงศ์ดาวกูล ที่ปรึกษาประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมหารือโครงการการท่องเที่ยววั...