Friday, November 6, 2026

คณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ฯ วุฒิสภา เห็นชอบรายงานการศึกษาสำคัญ 2 ฉบับ มุ่งยกระดับระบบต่อต้านโดรนและขีดความสามารถด้านอวกาศของกองทัพ

         เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกาย
น 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา ณ ห้องประชุม 405 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้จัดการประชุม ครั้งที่ 24/2569 โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณารายงานผลการศึกษาที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Counter-Unmanned Aerial Systems: C-UAS) และ การใช้มิติอวกาศเพื่อปฏิบัติการทางยุทธการของกองทัพ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคง เหล่าทัพ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ รวม 14 หน่วยงาน เข้าร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ประกอบด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม กองทัพอากาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ
        สำหรับรายงานการศึกษาเรื่องแรก มุ่งวิเคราะห์ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งมีพัฒนาการและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในปัจจุบัน โดยเสนอแนวทางพัฒนาระบบต่อต้านโดรนแบบบูรณาการ (System of Systems) ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีตรวจจับ การบัญชาการและควบคุม ตลอดจนมาตรการตอบโต้ทั้งแบบ Soft Kill และ Hard Kill ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ การพัฒนาศูนย์อำนวยการระบบต่อต้านโดรน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศ
         ส่วนรายงานการศึกษาเรื่องที่สอง มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากมิติอวกาศในฐานะปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร ทั้งด้านการสื่อสาร การเฝ้าตรวจและติดตามสถานการณ์ การข่าวกรอง และการสนับสนุนการตัดสินใจทางยุทธการ โดยเสนอให้เร่งพัฒนาขีดความสามารถด้านดาวเทียมของกองทัพ จัดหาข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศ ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านอวกาศและภาคเอกชน เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ทั้งในภารกิจด้านความมั่นคงและการช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ
         ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบรายงานผลการศึกษาทั้ง 2 ฉบับ พร้อมให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม โดยเห็นควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีภายในประเทศ ตลอดจนการทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการวิจัย การพัฒนา และการจัดหาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ 
       ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ จะนำรายงานผลการศึกษาทั้งสองฉบับพร้อมข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ต่อไป

“สรรเพชญ” จับมือ “ศิริราช” หารือพัฒนา Medical Park บนที่ดินรถไฟย่านสถานีธนบุรี 21 ไร่ เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมออกแบบพื้นที่ ยกระดับบริการสุขภาพสู่ระดับนานาชาติ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประชุมหารือร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ย่านสถานีธนบุรี ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ โดยมุ่งศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพครบวงจร (Medical Park) เพื่อขยายศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ รองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ
การประชุมครั้งนี้มี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล รศ.ดร.นพ.รัฐพล ตวงทอง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช และ ดร.รวิศว์ ขันชะลี รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจ บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เข้าร่วมหารือ
สำหรับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้เสนอทิศทางการพัฒนา Medical Park ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพและเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Center) ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะ (Wellness Center) และพื้นที่พักอาศัย (Residence) เพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่ครอบคลุมตั้งแต่การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสุขภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยมุ่งพัฒนารูปแบบบริการที่สามารถรองรับทั้งประชาชนชาวไทยและผู้รับบริการจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงพยาบาลศิริราชมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และศักยภาพในการรองรับผู้ป่วย เนื่องจากมีผู้เข้ารับบริการเป็นจำนวนมากและมีการใช้ขีดความสามารถในการให้บริการอย่างเต็มศักยภาพ ขณะที่เครือข่ายบริการหลักของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งประกอบด้วย โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มีบุคลากรรวมประมาณ 23,000 คน จึงมีความจำเป็นในการวางแผนขยายศักยภาพการให้บริการและพัฒนาพื้นที่รองรับภารกิจด้านการแพทย์ในอนาคต โดยการพัฒนา Medical Park จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการต่อยอดความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของศิริราช สู่การให้บริการสุขภาพแบบครบวงจรตามมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยพิจารณาทั้งความต้องการใช้พื้นที่ของศิริราช รูปแบบการพัฒนาโครงการ และแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับภารกิจทางการแพทย์ ตลอดจนสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในระยะต่อไป เตรียมจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันศึกษาและออกแบบแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ย่านสถานีธนบุรี ทั้งในด้านรูปแบบการพัฒนา การจัดสรรพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ ตลอดจนแนวทางบริหารจัดการและการดำเนินโครงการ เพื่อให้ได้ข้อเสนอการพัฒนาที่มีความเหมาะสมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการนำศักยภาพของที่ดินรัฐมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อระบบบริการสุขภาพ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ของประชาชน และสนับสนุนการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพในระดับนานาชาติต่อไป

ชีวิตใหม่ ก้าวใหม่! รับขวัญ “พลายนงนุชเวิลด์” สัญลักษณ์การเปลี่ยนผ่านสู่ นงนุช เวิลด์ พัทยา

วันนี้ 5 พฤศจิกายน 2569 เวลา9.00 น.สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีรับขวัญลูกช้างเกิดใหม่ พร้อมตั้งชื่อว่า “พลายนงนุชเวิลด์” ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากสวนนงนุชพัทยา สู่ นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) จากสวนพฤกษศาสตร์ที่มีชื่อเสียง สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับทุกคนในครอบครัว
เมื่อเวลา 08.30 น. นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นิมนต์พระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าคณะตำบลภูตาหลวง วัดสามัคคีบรรพต ประกอบพิธีรับขวัญตามประเพณีไทย โดยมีการคล้องพวงมาลัย ผูกสายสิญจน์ และเจิมหน้าผากแม่ช้างกับลูกช้าง ท่ามกลางขบวนนางรำและโขลงช้างกว่า 30 เชือก ที่ร่วมต้อนรับสมาชิกใหม่ของปางช้างอย่างอบอุ่น
ลูกช้างเพศผู้เชือกนี้เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 เวลา 02.55 น. จากแม่ช้าง พังหยก อายุ 17 ปี และพ่อพันธุ์ พลายหนิงหน่อง อายุ 30 ปี นับเป็นลูกช้างเชือกที่ 3 ของพังหยก และเป็นลูกช้างเชือกที่ 3 ที่เกิดภายในสวนนงนุชพัทยาในปี 2569
นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า การกำเนิดของลูกช้างในช่วงเวลานี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดี จึงตั้งชื่อว่า “พลายนงนุชเวิลด์” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กร สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.”
ทั้งนี้ ปางช้างสวนนงนุชพัทยาได้รับหนังสือรับรองมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับปางช้าง (Good Practices for Elephant Camps) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพและสวัสดิภาพของช้าง ตลอดจนการดูแลอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืน

ผบช.ภ.6 ประดับเข็มพลังแผ่นดิน ลั่น “ตัดเนื้อร้ายพ้นองค์กร” ควบคู่ส่งครู D.A.R.E. ลุยสร้างภูมิคุ้มกันยานรกในโรงเรียน

(พิษณุโลก)  เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ หอประชุมดุรงควิบูลย์ ตำรวจภูธรภาค 6 พลตำรวจโท วรวัฒน์ มะลิ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 (ผบช.ภ.6) เป็นประธานในพิธีประดับเข็มพลังแผ่นดิน ประกาศสัจจะวาจา “เป็นพลังแผ่นดิน” และมอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่ครูตำรวจ D.A.R.E. (Drug Abuse Resistance Education) ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 6 เพื่อมุ่งเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดให้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาอย่างยั่งยืน
พลตำรวจโท วรวัฒน์ มะลิ เปิดเผยว่า การจัดพิธีในครั้งนี้เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต และเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องสังคม โดยการประดับเข็มพลังแผ่นดินถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจในการทำความดีเพื่อส่วนรวม
ขณะเดียวกัน ได้กำชับและมอบแนวทางแก่ครูตำรวจ D.A.R.E. ให้เร่งเดินหน้าสร้างทักษะการปฏิเสธยาเสพติดแก่เยาวชน รู้เท่าทันพฤติกรรมเสี่ยง และสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ระดับโรงเรียน

นอกจากนี้ ผบช.ภ.6 ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงมาตรการเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหายาเสพติดว่า ต้องเริ่มจากการ “ตัดเนื้อร้าย” ออกจากองค์กรตำรวจเสียก่อน หากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ต้องดำเนินการจัดการอย่างจริงจังเพื่อรักษาวินัยและประสิทธิภาพขององค์กร  อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ จะให้โอกาสในการฝึกอบรมทบทวนวินัย เพื่อให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ยังได้เสนอแนวทางจัดการข้อมูลข่าวสารที่เป็นความลับเพื่อป้องกันปัญหาและรั่วไหลในอนาคต
​ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีประดับเข็มให้แก่ครูตำรวจ D.A.R.E. แล้ว พลตำรวจโท วรวัฒน์ มะลิ ผบช.ภ.6 ยังได้ให้เกียรติประดับเข็มพลังแผ่นดินให้แก่สื่อมวลชนที่เดินทางมาร่วมทำข่าวในครั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติและสร้างความร่วมมืออันดีระหว่างตำรวจกับสื่อมวลชนในการร่วมกันทำหน้าที่เพื่อสังคมอีกด้วย

จันทบุรี เยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง ต.ปัถวี มอบสิ่งของพร้อมส่งกำลังใจถึงครอบครัว

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 15.00 น.พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วยนายอรัญ พงศ์ศักดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลปัถวี  พ.ต.อ.ประติพัฒน์ ภูมณี ผกก.สภ.มะขาม และ พ.ต.อ.จาริพัฒน์ ทองแดง ผกก.ตชด.11 ลงพื้นที่ตำบลปัถวี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เพื่อเยี่ยมและมอบสิ่งของให้แก่ผู้ป่วยติดเตียง
ขอส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยและขอขอบคุณคนในครอบครัวที่คอยดูแลกันทุกวัน ขอให้ผู้ดูแลทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงด้วยครับ 
//กิตติพงศ์  คงคาลัย  จ.จันทบุรี  รายงาน//
#ผู้การตู #ตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี #ตำบลปัถวี #อำเภอมะขาม

จันทบุรี“ผู้การตู” ลงพื้นที่ร้านค้าสวัสดิการ ตชด.11 ตำรวจนำผู้ต้องหาทำแผนคดีลักกระเป๋าพร้อมสร้อยทองหนัก 1 บาท

ชุดสืบสวน สภ.มะขาม จับผู้ต้องหาภายใน 1 ชั่วโมง ด้านผู้เสียหายดีใจได้สร้อยทองจากเงินปันผลสหกรณ์ ตชด. คืน
จันทบุรี – วันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.มะขาม ใช้เวลาภายใน 1 ชั่วโมงจับกุมผู้ต้องหาในคดีลักกระเป๋าที่ร้าน “อีสานโฮมแซ่บ” ภายในร้านค้าสวัสดิการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 หมู่ 1 ตำบลมะขาม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ผู้เสียหายวัย 52 ปี เปิดเผยว่า สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาทที่ถูกลักไปเป็นทองรูปพรรณที่ได้มาจากเงินปันผลของสหกรณ์ ตชด. ตนรู้สึกดีใจมากที่ได้สร้อยเส้นนี้คืน
ผู้เสียหายเล่าว่า เวลาประมาณ 08.26 น. ตนอยู่บริเวณหลังร้าน เมื่อกลับมาที่หน้าร้านเวลาประมาณ 09.00 น. พบว่ากระเป๋าหนังสีน้ำตาลที่วางไว้บนชั้นวางของหายไป ภายในกระเป๋า นอกจากสร้อยคอทองคำแล้ว ยังมีเหรียญ 5 บาทและเหรียญ 10 บาท รวมประมาณ 400 บาท และสร้อยข้อมือทองปลอม 2 เส้น เมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบชายสวมเสื้อแขนสั้นสีเหลือง นุ่งกางเกงขาสั้น และสวมแว่นตา เดินเข้ามาในร้านช่วงที่ตนอยู่ด้านหลัง จึงเข้าแจ้งความต่อ ร.ต.อ.วินิจ สิมะลิ พนักงานสอบสวน
ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ลงพื้นที่ร่วมกับ พ.ต.อ.ประติพัฒน์ ภูมณี ผกก.สภ.มะขาม และ พ.ต.อ.จาริพัฒน์ ทองแดง ผกก.ตชด.11 พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและสายตรวจ นำผู้ต้องหาทำแผนประกอบคำรับสารภาพภายในร้านที่เกิดเหตุ
การติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ภายใน 1 ชั่วโมงสร้างความประทับใจแก่ผู้บังคับบัญชา จึงมีการมอบรางวัลเป็นสินน้ำใจแก่เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.มะขาม เพื่อชื่นชมตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรวดเร็วจนผู้เสียหายได้สร้อยทองคืน
//กิตติพงศ์  คงคาลัย  จ.จันทบุรี  รายงาน//

ศรีสุวิช ชวนปอดเหล็กร่วมวิ่งการกุศลปีที่ 9 SVT RUN 2026

วันที่ 6 พ.ย.69 ดร.ประถมาภรณ์ ฟักฤกษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสุวิช เปิดแถลงข่าวเตรียมจัดงานวิ่งการกุศล SVT RUN 2026 ภายใต้แนวคิด "Stepping to the Heart ก้าวไปด้วยกัน… เพื่อหัวใจที่ยิ่งใหญ่" โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมพิธี ที่โรงเรียนศรีสุวิช จ.ชลบุรี 
สำหรับงาน SVT RUN 2026 เป็นกิจกรรมงานสิ่งเพื่อการกุศล ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2569 เพื่อเป็นการระดมทุนหารายได้ช่วยเหลือเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ รวมระยะทางวิ่ง 8 กม. เป็นประเภทการวิ่งในลักษณะ Fun Run และ Mini Marathon เพื่อการกุศลและสุขภาพ โดยเปิดรับสมัครแบ่งออกเป็น
ประเภทบุคคลทั่วไป - นักเรียนภายนอก ค่าสมัครราคาเดียว 600 บาทต่อคน, ประเภทครอบครัว - นักเรียนและผู้ปกครองศรีสุวิช ค่าสมัคร 600 บาทเช่นเดียวกันทุกรุ่น และประเภท VIP สามารถร่วมสมทบทุนเพิ่มเติมเพื่อการกุศลสำหรับเด็กโรคหัวใจได้โดยตรง ซึ่งทุกปีได้รับความสนใจจากนักวิ่งสายบุญเข้าร่วมอย่างคึกคัก
ดร.ประถมาภรณ์ ฟักฤกษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสุวิช ได้กล่าวเชิญชวนคนรักสุขภาพเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล SVT RUN 2026 ในครั้งนี้ ทุกก้าวที่วิ่งไม่มีการจำกัดเกณฑ์อายุที่เข้มงวด มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมเพื่อส่งมอบโอกาสการรักษาให้กับเด็ก ๆ ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจร่วมกัน เป็นกิจกรรมกีฬาเพื่อการกุศลที่ศรีสุวิชตั้งใจจัดมาเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//