Monday, June 29, 2026

งดงาม! ‘เบียร์ ปรเมศวร์’ ชื่นชม ’เจ็กวัฒน์‘ สปิริตสูง สายตรงแสดงความยินดี-ฝากดูแลชาวบ้าน

หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งเมืองพัทยา ปี 2569 ไป ผลอย่างไม่เป็นทางการปรากฎว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ชนะคะแนนเสียงได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกเมืองพัทยาอีกสมัย พร้อมผู้สมัคร สม. ทั้ง 4 เขต 

ก่อนนายปรเมศวร์ ได้แสดงความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กตนเองว่า “ก่อนอื่น ผมขอชื่นชม Spirit ของน้องวัฒน์ ที่ได้โทรมาแสดงความยินดีหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ความจริงแล้ว พวกเราเกือบทั้งทีมรู้จักและทำงานร่วมกับวัฒน์มาเป็นเวลานาน หลายคนเคยเป็นสมาชิกสภาเมืองพัทยาด้วยกัน จึงรู้จักนิสัยใจคอเป็นอย่างดี วัฒน์เป็นน้องที่น่ารัก อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ และเป็นที่รักของพี่ ๆ และเพื่อนร่วมงานเสมอ

เมื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง การแข่งขันย่อมเป็นเรื่องปกติ ความเห็นที่แตกต่างหรือการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ผมเชื่อมั่นว่า ผู้สมัครทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากเห็นเมืองพัทยาเดินหน้าสู่สิ่งที่ดียิ่งขึ้น เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง สิ่งที่ควรคงอยู่คือมิตรภาพ ความเคารพซึ่งกันและกัน และความร่วมมือในการพัฒนาเมืองของพวกเราทุกคน การแข่งขันจบลงได้ แต่การร่วมกันสร้างเมืองพัทยาให้ดีขึ้นเพื่อลูกหลานของเรา เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นครับ

ทั้งนี้ ถือเป็นภาพความงดงามของมิตรภาพที่เกิดขึ้นในเมืองพัทยา แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและความตั้งใจของผู้สมัครเลือกตั้งทุกคนที่ต้องการจะเห็นเมืองพัทยาเติบโตและพัฒนาขึ้นในอนาคต ทุกคนมีความตั้งใจเหมือนกัน แม้การเลือกตั้งจะจบไปแล้ว 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

ผบช.ปส.และ พล.ต.ต.พศวีร์ ฯ ร่วมกิจกรรมการรณรงค์ ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด

   เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 09:30 น.ที่ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส.ได้เป็นประธานในพิธี ในกิจกรรมชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด 
    โดยมี พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พร้อมด้วยพล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์   (ผบก.ตชด.ภาค 2) และ พ.ต.อ.ชัยรัตน์ บัวขมผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี รอง ผกก.ป.สภ.เมืองกาญจนบุรี สวป.(ชส) สภ.เมืองกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ และร่วมกิจกรรมชุมชนปลอดภัย ได้ลูกหลานกลับคืน การรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดและตรวจเยี่ยมชุมชนเตาปูน 3 
    โดยมีหัวหน้าศูนย์ราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีแขกผู้มีเกียรติทุกภาคส่วน และชาวบ้านเขาร่วมพิธี ในกิจกรรมกันอย่างพร้อมเพียง เป็นกิจกรรมดีๆ ที่มีประโยชน์กับชุมชนในสังคมต่อไป
 /////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

กยท. ย้ำชาวสวนยาง เฝ้าระวัง “โรคใบจุดกลม” ช่วงฤดูฝน แนะสังเกตอาการ-ดูแลสวนอย่างถูกวิธี ลดความเสียหายได้

 การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ห่วงชาวสวนยาง เตือนเฝ้าระวังการแพร่ระบาด “โรคใบจุดกลม” ในช่วงฤดูฝน หลังพบระบาดสะสมกว่า 9 แสนไร่ พร้อมแนะสังเกตอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดูแลสวนยางให้เหมาะสม ลดความเสี่ยงการเกิด - แพร่กระจายของเชื้อรา บรรเทาความเสียหายต่อผลผลิตยาง
นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ ได้รับรายงานจากสถาวันวิจัยยาง ซึ่งเป็นหน่่วยงานในการกำกับดูแล ซึ่งได้มอบนโยบายให้เฝ้าระวัง ติดตาม เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ การแพร่ระบาดของเชื่อราต้นเหตุโรคใบจุดกลม เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum sp. มักระบาดหนักในฤดูฝนที่มีความชื้นสูง ความเสียหายหลักคือทำให้ใบยางร่วงผิดปกติ ผลผลิตน้ำยางลดลง 30 - 50% หากรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายจากยอดได้ 
จากเนื้อที่การระบาดหนักในเขตภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลให้ผลผลิตยางพาราในปี 2569 นี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 
นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลม หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคใบร่วงชนิดใหม่ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum siamense ในพื้นที่สวนยางในไทยมีพื้นที่รวมกว่า 900,000 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มิ.ย. 69) โดยพบการระบาดมากที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.สตูล และ จ.สงขลา ซึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝน ความชื้นในอากาศ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกต่อเนื่องสลับช่วงแล้งสภาพอากาศมีความชื้นควบคู่กับมีอุณหภูมิสูง ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตและการแพร่ระบาดของเชื้อรา 
นอกจากนี้ เชื้อราสามารถแพร่กระจายได้ผ่านลม น้ำฝน ต้นพันธุ์ยาง และพืชอาศัยจากแหล่งที่มีการระบาด จึงทำให้โรคแพร่กระจ่ายได้ง่าย เกษตรกรชาวสวนยางจึงควรหมั่นสังเกตต้นยาง ซึ่งสามารถสังเกตอาการของโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยบริเวณใต้ใบและด้านบนของใบเดียวกันจะปรากฏแผลสีเหลืองลักษณะค่อนข้างกลม รอบแผลมีสีเข้มและไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 ซม. ระยะต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวจะขยายใหญ่ขึ้น เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำคล้ำ และกลายเป็นเนื้อเยื่อแห้งสีน้ำตาลหรือขาวซีด อาจพบแผลมากกว่า 1 แผล ขยายลุกลามซ้อนกันจนเป็นแผลขนาดใหญ่  และเมื่อโรคลุกลาม ใบยางจะเหลืองทั้งใบและร่วงในที่สุด นอกจากนี้ เชื้อราดังกล่าวยังสามารถเข้าทำลายกิ่งอ่อน ทำให้เกิดอาการกิ่งแห้งตายจากยอด ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตยางโดยตรง 
นางสาวนภาวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบการแพร่ระบาด ควรรีบกำจัดใบหรือกิ่งอ่อนที่แสดงอาการของโรค โดยนำไปฝังกลบหรือเผาทำลายในภาชนะปิด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ ควบคู่กับการดูแลสวนยางอย่างเหมาะสมในช่วงฤดูฝน โดยกำจัดวัชพืชให้สวนโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดการสะสมของความชื้น พร้อมทั้งบำรุงต้นยางให้มีความสมบูรณ์ด้วยการปรับปรุงดินและใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ หลังช่วงผลัดใบสามารถใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือกำมะถัน 25 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยลดความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมต่อการเจริญของเชื้อราได้ 
และขณะนี้ กยท.โดยศูนย์วิจัยยาง ทั้ง 5 แห่ง อยู่ระหว่างการศึกษาทดลองการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จากปลาหมอคางดำ และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ในพื้นที่สวนยางของศูนย์วิจัยยางและพื้นที่สวนยางของเกษตรกร เพื่อทดสอบศักยภาพในการปรับปรุงดิน ให้สามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ในการเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นยาง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคใบร่วง ระยะเวลาการทดลองไม่น้อยกว่า 3 ปี 
“กยท. ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการสวนยางอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดความเสียหายและรักษาผลผลิตยางพาราตลอดฤดูฝน ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรหมั่นเฝ้าระวังและสำรวจอาการผิดปกติในสวนยางอย่างสม่ำเสมอ หากพบการแพร่ระบาดของโรคหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและกำจัดโรค สามารถติดต่อ กยท. ในพื้นที่ เพื่อขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กล่าวปิดท้าย

สว.สงขลา ห่วงผลกระทบกับธุรกิจการค้าการลงทุนของ”ด่านนอก”จากการปิดด่านพรมแดนเดิมเพื่อเปิดด่านพรมแดนแห่งใหม่ รุดลงพื้นที่ หารือกับ นายด่านสะเดา เพื่อหาแนวทางให้กระทบการค้าชายแดนให้น้อยที่สุด

     นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา สายสื่อมวลชน เปิดเผยว่า ตนเองได้รับการร้องเรียกจาก ประชาชน ที่ประกอบอาชีพค้าขาย ธุรกิจบันเทิง โรงแรม และอื่นๆของเทศบาลสำนักงาน ชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา โดยหวั่นว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดใช้ด่านพรมแดนสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากด่านพรมแดนปัจจุบันที่ตัวด่านพรมแดนติดกับย่านเศรษฐกิจการค้าของเทศบาลสำนักขาม ซึ่งด่านสะเดาที่จะเปิดใช้ในวันที่ 10 กรกฎาคม นี้ สามารถเดินทางไปยัง อ.หาดใหญ่ อย่างสะดวกโดยไม่ต้องผ่านตัวเมืองสำนักงานที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจการค้า ทำให้เกิดความซบเซาของธุรกิจการค้าต่างๆ จึงได้เดินทางลงพื้นที่ชายแดน อ.สะเดา จ.สงขลา เพื่อดูปัญหา เกี่ยวกับการจราจร จากด่านใหม่ ที่เชื่อมต่อกับด่านเก่า ว่ามีความพร้อม และ สะดวก กับผู้ที่เข้ามายังด่านใหม่และต้องการเดินทางไปยังด่านเก่า เพื่อไปยังย่านธุรกิจการค้าของด่านนอก หรือเทศบาลสำนักขามหรือไม่
    ซึ่งจากการเข้าพบกับนายบัณฑรู อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดาเพื่อขอทราบถึงแนวทางการเปิดใช้ด่านพรมแดนสะเดาแห่งใหม่ ว่าจะมีผลกระทบกับ ประชาชนที่ทำธุรกิจการค้า การลงทุนในตัวเมืองสำนักขามหรือไม่ ซึ่งนายด่านศุลกากรสะเดา กล่าวว่า ตนเองมีการวางแผนรับมือกับการเปิดด่านใหม่ในครั้งนี้ เพื่อให้มีผลกระทบกับประชาชนที่มีธุรกิจการค้า การลงทุน ที่เกรงว่า ชาวมาเลเซีย ที่เดินทางเข้าประเทศไทยทางด่านใหม่ จะใช้เส้นทางใหม่ที่ไม่ต้องผ่านตัวเมือง ซึ่งสะดวกสะบาย และรวดเร็ว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ต้องมีผลกระทบกับการค้าชายแดนไม่มาก ก็น้อย
    แต่ได้มีการตัดถนนจากด่านใหม่ ให้สามารถเดินทางไปยังด่านเดิมเพื่อไปยังตัวเมืองด่านนอก เทศบาลสำนักขามได้ซึ่งมีระยะทางไม่เกิน 1 กิโลเมตร สำหรับนักท่องเที่ยว ที่มีความตั้งใจที่จะไปที่ด่านเดิม และเมืองด่านนอก ยังเดินทางไปได้โดยสะดวก ส่วนนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ที่ไม่มีความต้องการเข้าไปยังตัวเมืองด่านนอก ก็สามารถเดินทางจากด่านใหม่ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ด้วยความรวดเร็ว ไม่มีปัญของการ จราจร แต่อย่างใด
    สำหรับด่านสะเดาแห่งเก่า ยังไม่มีการปิด แต่เมื่อฝ่ายมาเลเซียมีนโนบายให้มีด่านพรมแดนเพียงแห่งเดียว มาเลเซียจึงปิดประตูพรมแดน การเข้าเมือง จึงต้องเข้า-ออก ที่ด่านศุลกากรแห่งใหม่เท่านั้น โดยตนเอง จะมีการปิดด่านพรมแดนเดิม ที่ใช้งานมา 100 กว่าปี ในวันที่ 10 กรกฎาคม ในเวลา เที่ยงคืน และมีนโยบายที่จะให้สถานที่ด่านพรมแดนเก่าเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงความเป็นมาของด่านพรมแดนแห่งนี้ ที่มีประวัติความเป็นมา 100 กว่าปี โดยจะรวบรวมเรื่องราวของพื้นที่พรมแดนด่านนอกที่สำคัญเอามาไว้ให้ได้ศึกษาค้นคว้า และทำให้เป็นจุดเช็คอิน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไปถ่ายภาพที่จุดเช็คอิน เช่นเดียวกับจุดเช็คอิน ใต้สุดสยาม ที่ อ,เบตง จ.ยะลา ซึ่งจะทำให้การค้าขายในตัวเมืองได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวที่เข้าไปถ่ายภาพในจุดเช็คอิน
    ในส่วนของการให้บริการนักท่องเที่ยว และผู้เดินทาง เข้าออก ระหว่างไทย-มาเลเซีย-สิงค์โปร์ นั้น ได้มีการบูรณาการกับ หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง และอื่นๆ เพื่อให้การบริการนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ได้รับความรวดเร็ว ทั้งในวัน ปกติ วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่มีชาวมาเลเซียเดินทาง เข้าประเทศไทยค่อนข้างมาก และในเทศกาลต่างๆ และวันหยุดของประเทศมาเลเซีย โดยการเพิ่มเจ้าหน้าที่ เพิ่มตู้ตรวจเอกสาร ทั้งของศุลกากร และ ตรวจคนเข้าเมือง ด่านสะเดาแห่งใหม่มีสถานที่กว้างขวาง มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ในอนาคตจะมีการใช้ระบบใหม่ๆ เพื่อให้การเข้า-ออก ของนักท่องเที่ยว นักเดินทาง รวดเร็วที่ทันสมัย เชื่อว่า การที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วโมงในพิธีการเข้าเมืองคงไม่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการติดค้างของชาวมาเลเซีย ที่ออกจากด่านเพื่อกลับประเทศไม่ทัน และต้องนอนในรถยนต์ เพื่อรอการเปิดด่านอีกวันคงจะไม่เกิดขึ้นอีก
    ปัจจุบัน ด่านสะเดา จะมีรถบรรทุกสินค้าเข้า-ออก วันละไม่ต่ำกว่า 2,000 คัน เป็นด่านชายแดนทางบก ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุด มีเครื่องเอ็กซ์สเรย์ที่ทันสมัยเพื่อตรวจสอบรถบรรทุกสินค้า เป็นด่านชายแดนทางบกที่มีมูลค่าการส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ มีการเก็บภาษีได้ปีละกว่า 100,000 ล้านบาท
   ปัญหาของความไม่สะดวกของการจราจร จากด่านใหม่ไปยังด่านเก่าเพื่อเข้าตัวเมืองด่านนอกซึ่งมีอยู่จากนโยบายการเดินรถของฝั่งมาเลเซีย ที่อ้างเรื่องความปลอดภัย และรั้วชายแดน และการออกแบบผิวจราจรของฝั่งไทยที่ไม่เหมาะในการจราจร หลังศุลกากรได้รับมอบถนนอย่างเป็นทางการ จะมีการแก้ไขอีกครั้ง รวมทั้งได้มีการ หารือกับ นายก อบจ.สงขลา ให้เร่งตัดถนนของ อบจ.ที่เชื่อมต่อกับด่านศุลกากร ที่หากมีการเชื่อมต่อกันได้ จะทำให้มีช่องทางการจราจรที่เพิ่มขึ้น และสะดวกกับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังย่านการค้าของเมืองด่านนอกเทศบาลสำนักขาม เพื่อเป็นการลดผลกระทบด้านธุรกิจการค้าที่เกิดจากการเปิดใช้ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่
    นาย บัญฑูรฯ กล่าวว่า ในการเปิดใช้ด่านสะเดาแห่งใหม่ในวันที่ 10 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิม จะเป็นประธานในพิธี ซึ่งขณะนี้มีการประชุมประสานงานและเตรียมความพร้อมทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไฟใต้ลุกลาม และรุนแรง สว.ไชยยงค์ ชี้ทางออกคือ เปลี่ยน แม่ทัพ และ เลขาธิการ สมช. เพราะนโยบาย”ดับไฟใต้ล้มเหลว”

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองกำลังติดอาวุธขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ก่อเหตุถี่ๆ และลุกลามทั้ง 3 จังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ปัตตานี มีความรุนแรงมากขึ้น มีการก่อเหตุวันละ 4-5 เหตุการณ์ต่อวันเช่น       
ล่าสุดเมื่อวันที่  27 มิ.ย.มีเหตุการณ์คนร้าย พร้อมอาวุธสงคราม ปิดถนนสายยะลา-เบตง ปล้นรถบรรทุก และวางเพลิงเผารถบรรทุกพร้อมสินค้าของบริษัทเอกชน มีการวางระเบิดหน้า ปอเนาะ ใน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ทำให้ประชนชนบาดเจ็บ 4 ราย รถยนต์เสียหาย 1 คัน และมีเหตุยิง อาสารักษาดินแดนเสียชีวิตที่หน้าโรงเรียน อ.ยะรัง เสียชีวิต ขณะที่มาส่งลูกไปโรงเรียน มีความสูญเสียของ ทหาร ตำรวจ และ อาสารักษาดินแดน จากระเบิดแสวงเครื่อง และการซุ่มโจมตี และการใช้ สไนเปอร์ เพื่อซุ่มยิง มีการปฏิบัติการในการทำลายเศรษฐกิจการลงทุนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่นวางระเบิด วางเพลิง โรงไฟฟ้าชีวะมวล โรงไฟฟ้าโซล่าเซลล์ เครื่องจักรกล บริษัทรับเหมาก่อสร้าง มีการแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ ตั้งด่าน บนถนนสายหลัก สายเศรษฐกิจ ยะลา-เบตง เผารถบรรทุกสินค้า โดย เจ้าหน้าที่ ซึ่งมี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นผู้รับผิดชอบ ไม่สามารถ รับมือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น 
ซึ่งนายไชยยงค์ฯ กล่าวว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความล้มเหลว 4 ด้านด้วยกัน 1. ล้มเหลวในงานการข่าว 2. ล้มเหลวในงานมวลชน 3. ล้มเหลวในการป้องกันเหตุ และ 4. ล้มเหลวในปฏิบัติการเชิงรุก ปล่อยให้ บีอาร์เอ็น ปฏิบัติการก่อการร้ายอย่างเสรี โดยเฉพาะบนถนนสายหลัก ที่ไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติการในเวลากลางคืน กอ.รมน.ไม่มีความสามารถในการ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้ประกอบการขนส่ง ผู้เข้ามาลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ในพื้นที่ ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2568 - มิถุนายน 2569 มีเหตุร้ายรายวันเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ กอ.รมน. ไม่สามารถป้องกันเหตุได้แม้แต่เหตุเดียว มีการใช้ เฮลิคอปเตอร์ ปฏิบัติการทางอากาศ ด้วยการทิ้งระเบิด และ กราดยิง ในพื้นที่ป่าเขา แต่ไม่สามารถทำความเสียหายให้กับ บีอาร์เอ็นแต่อย่างใด การซีลแนวชายแดน จ,นราธิวาส ไม่ได้ผล เพราะ บีอาร์เอ็น ยังเดินทาง เข้า-ออก และ ขนระเบิดข้ามจากฝั่งมาเลเซีย เข้ามาปฏิบัติการ ในพื้นที่ และหลังปฏิบัติการ ก็ข้ามกลับไปยัง มาเลเซีย ได้อย่างสะดวกแม่ทัพภาคที่ 4 มีการแก้ปัญหา ด้วยการสับเปลี่ยน โยกย้าย นายทหารระดับ พลตรี และพันเอก จากกองทัพภาคที่ 1 และ ที่ 2 เข้ามาเพื่อรับผิดชอบในการรับมือกับ บีอาร์เอ็น แต่ไม่มีความสำเร็จ  ที่สำคัญ บีอาร์เอ็น มีการปฏิบัติการต่อ ข้าราชการฝ่ายปกครอง และฝ่ายการเมือง ที่มีการเชิญให้เป็นประธานในการเปิดงานต่างๆ โดยมีการวางระเบิดแสวงเครื่อง และซุ่มโจมตี และ ซุ่มยิงด้วยสไนเปอร์ เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐมนตรี และ ตัวแทน เป็นการทำทำลายนโยบายที่ กอ.รมน.ต้องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่ให้เกิดขึ้น และทำให้ข้าราชการระดับผู้นำหน่วย และ นักการเมือง ไม่กล้าลงพื้นที่เพื่อพบปะประชาชน 
    แม้ รัฐบาล จะมีการตั้งคณะพูดคุยสันติสุข เพื่อพูดคุยกับ บีอาร์เอ็น โดยขอให้ บีอาร์เอ็น หยุดการใช้ความรุนแรงก่อนเข้าสู่ขบวนการพูดคุยในต้นเดือน กรกฎาคม แต่บีอาร์เอ็นไม่ตอบรับในการลดความรุนแรง และคณะผู้แทนพิเศษที่รัฐบาลแต่งตั้งโดยมีนายสีหะศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกและ รมว.ต่างประเทศ ก็ไม่มีผลในการทำให้ สถานการณ์ดีขึ้น รวมทั้งการที่ นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของไฟใต้ลดความรุนแรงลง
    จึงขอเสนอให้ นายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่เพิ่มความถี่ของการก่อเหตุ และลุกลามทั้ง สามจังหวัด และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 /ผอ.กอ.รมน,ภาค 4 และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ไม่มีความสามารถแก้ปัญหาความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยแต่งตั้งผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ ลดความรุนแรง ความสูญเสียที่เกิดขึ้น

“สรรเพชญ” ลุยภูเก็ต ตรวจเจ็ตสกี–แท็กซี่ ดัน Smart Pier–ท่าเรือสำราญ เร่งทางพิเศษกะทู้–ป่าตอง ลดปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุในภูเก็ต

วันนี้ (28 มิถุนายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายประเวศน์ สุภาชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 นายอัดชา บัวจันทร์ ขนส่งจังหวัดภูเก็ต นายอดูลย์ ระลึกมูล ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาคมนาคมและโครงการสำคัญของจังหวัดภูเก็ต รวม 6 จุด
โดยในจุดแรก นายสรรเพชญและคณะได้ลงพื้นที่ชายหาดป่าตอง ตรวจสอบการให้บริการเรือเจ็ตสกี ซึ่งปัจจุบันมีเรือจดทะเบียนถูกต้องจำนวน 384 ลำ พร้อมกำชับให้ตรวจเข้มเรือที่ไม่มีใบอนุญาต ใบอนุญาตหมดอายุ การให้บริการนอกเขต และการรุกล้ำพื้นที่เล่นน้ำ รวมถึงเพิ่มการเฝ้าระวังของไลฟ์การ์ด กล้องวงจรปิด และไฟส่องสว่าง เพื่อสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว
จากนั้น ลงพื้นที่ท่าเทียบเรืออ่าวฉลอง รับฟังข้อเสนอเรื่องการเพิ่มเจ้าหน้าที่ช่วยผูกเรือ พื้นที่หลบฝน และปัญหาการวาง ซื้อขาย หรือให้เช่าทุ่นจอดเรือ โดยมอบหมายกรมเจ้าท่าเร่งตรวจสอบและจัดระเบียบพื้นที่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันโครงการ “Phuket Smart Pier” เชื่อมโยงข้อมูลเรือ ผู้โดยสาร ใบอนุญาต กล้องวงจรปิด และข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ Port Control ซึ่งเตรียมเริ่มใช้งานในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 ตลอดจนการชมเรือกู้ภัยทางทะเลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ตที่ใช้สำหรับปฏิบัติภารกิจค้นหาทางทะเลและดับเพลิง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
ต่อมา นายสรรเพชญลงพื้นที่ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต หารือร่วมกับหน่วยงานและผู้รับสัมปทาน เพื่อเร่งยกระดับท่าเรือรองรับธุรกิจเรือสำราญ โดยมีแผนพัฒนา 3 ระยะ ตั้งแต่การปรับปรุงร่องน้ำและหลักผูกเรือ การเพิ่มพื้นที่กลับลำเรือ ไปจนถึงการพัฒนา Mega Cruise Terminal ในรูปแบบ PPP รองรับเรือสำราญขนาดกว่า 150,000 ตันกรอส และผู้โดยสารประมาณ 3,000–4,500 คนต่อเที่ยว
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตเปิดใช้งานมานานกว่า 30 ปี จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับการเติบโตของการท่องเที่ยวและการคมนาคมทางน้ำ โดยมีเป้าหมายผลักดันภูเก็ตให้เป็นประตูการท่องเที่ยวทางทะเลฝั่งอันดามัน และเป็นจุดหมายปลายทางของเรือสำราญระดับโลก
สำหรับโครงการทางพิเศษกะทู้–ป่าตอง นายสรรเพชญยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันโครงการอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 พร้อมกำชับว่าการปรับรูปแบบโครงการเพื่อลดภาระงบประมาณจะต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัย

ทั้งนี้ ได้ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยศึกษาการลดค่าผ่านทาง โดยมีอัตราเบื้องต้น ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 10 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 20 บาท รถ 6–10 ล้อ 40 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ 60 บาท เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง
หลังจากนั้น นายสรรเพชญได้ลงพื้นที่ติดตามการปรับปรุงจุดกลับรถบนทางหลวงหมายเลข 402 บริเวณท่าเรือเกาะแก้ว ซึ่งกรมทางหลวงเสนอของบประมาณปี 2570 วงเงินกว่า 600 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณผูกพัน เพื่อปรับปรุงผิวจราจร จุดกลับรถ ระบบระบายน้ำ ทางเท้า และระบบตรวจจับการจราจร ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันได้รับงบประมาณปรับปรุงจุดกลับรถระยะแรกแล้ว 2 แห่ง และมีแผนดำเนินการรวม 9 แห่งทั่วจังหวัด โดยนายสรรเพชญกำชับให้เร่งดำเนินงานและควบคุมมาตรฐานการก่อสร้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากจุดกลับรถบริเวณท่าเรือเกาะแก้วได้ภายในปี 2571

จุดสุดท้าย นายสรรเพชญลงพื้นที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ติดตามการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะและรถรับจ้าง กำชับให้ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้รถแท็กซี่ที่จดทะเบียนถูกต้อง มีประกันภัย และสามารถตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่ได้ พร้อมตรวจสอบอัตราค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้โดยสาร
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้ติดตามทั้งปัญหาเร่งด่วนที่กระทบประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยจะนำข้อเสนอจากทุกฝ่ายไปกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ กรอบเวลา และแนวทางดำเนินงานให้ชัดเจน เพื่อยกระดับระบบคมนาคมของภูเก็ตให้ปลอดภัย คล่องตัว และรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พิษณุโลก ล่าคู่รักใจบาป! ซิ่งเวฟแดงยกตู้บริจาควัดเด่นโบสถ์หนีลอยนวล

พิษณุโลก – วงจรปิดจับภาพชัด คู่รักใจบาปทำทีเข้ามาไหว้พระประธานในโบสถ์ อาศัยจังหวะปลอดคนยกตู้บริจาคขึ้นจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดงหลบหนีลอยนวล พระเลขาฯ วอนตำรวจเร่งตามจับ หวั่นไปก่อเหตุซ้ำกับวัดอื่น
​เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก พระครูมนูญ บุญวาท (การุณ ปริปุณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดเด่นโบสถ์โพธิ์งาม ต.บ้านกร่าง อ.เมือง จ.พิษณุโลก ว่ามีคนร้ายเป็นชายและหญิงคู่หนึ่ง เข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ตู้บริจาคภายในอุโบสถ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 15.40 น. โดยคนร้ายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีแดง ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน หลบหนีไป หลังเกิดเหตุได้มอบหมายให้พระเลขาฯ นำหลักฐานเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองพิษณุโลก แล้ว
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังวัดเด่นโบสถ์โพธิ์งาม เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ พระเจริญ โพธิ์ระย้า พระเลขาฯ ของวัด ซึ่งได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 13.00 - 14.00 น. มีญาติโยมจากต่างถิ่นเดินทางมากราบขอพร "หลวงพ่อสุข" พระประธานในอุโบสถประมาณ 5-6 คน ระหว่างนั้นมีชายหญิงคู่หนึ่งขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดงเข้ามา ทำทีท่าเหมือนคนมาแสวงบุญตามปกติ ตนจึงบอกจุดบริการธูปเทียนให้ ทั้งคู่ก็เดินเข้าอุโบสถไปโดยไม่มีท่าทีพิรุธ จนกระทั่งโยมกลุ่มอื่นกลับไป เหลือเพียงชายหญิงคู่นี้อยู่ด้านใน
"จนกระทั่งวันที่ 28 มิถุนายน เวลาประมาณ 16.00 น. อาตมามารับสังฆทานจากญาติโยม แล้วสังเกตเห็นว่าตู้บริจาคค่าน้ำ-ค่าไฟ และตู้สังฆทานหายไป จึงไปสอบถามแม่บ้านก็ไม่มีใครเห็น จึงโทรศัพท์ไปหาพระลูกวัดให้ช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง จนกระทั่งช่วงเย็นจึงพบภาพพฤติกรรมของคนร้ายคู่นี้อย่างชัดเจน ก่อนจะรีบนำหลักฐานเดินทางไปแจ้งความ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรับปากว่าจะเร่งดำเนินการให้" พระเจริญ กล่าว

สำหรับความเสียหายในเบื้องต้น คาดว่าภายในตู้มีเงินสดที่ญาติโยมร่วมบริจาคประมาณ 3,000 - 4,000 บาท รวมถึงเงินในซองบริจาคอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถระบุยอดได้

ทั้งนี้ พระเลขาฯ ได้ฝากเตือนภัยไปยังวัดต่างๆ ว่า ขอให้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบสิ่งผิดสังเกตหรือบุคคลต้องสงสัย ให้พยายามจดจำหรือถ่ายภาพป้ายทะเบียนรถเอาไว้ และแจ้งให้พระลูกวัดหรือกรรมการวัดทราบทันที พร้อมวอนขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามจับกุมตัวคนร้ายคู่นี้มาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว เพื่อจะได้ไม่ไปก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้แก่วัดอื่นอีก



งดงาม! ‘เบียร์ ปรเมศวร์’ ชื่นชม ’เจ็กวัฒน์‘ สปิริตสูง สายตรงแสดงความยินดี-ฝากดูแลชาวบ้าน

หลังผ่านพ้นการเลือกตั้งเมืองพัทยา ปี 2569 ไป ผลอย่างไม่เป็นทางการปรากฎว่า นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ชนะคะแนนเสียงได้รับการเลือกตั้ง...