Saturday, May 9, 2026

สิงห์บุรี / มอบรางวัลฮีโร่กลางดึก! ตำรวจสายตรวจสิงห์บุรีบุกฝ่าเพลิง ช่วยชาวบ้านทันควัน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม ศปก.ภ.จว.สิงห์บุรี พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธีรวัจน์ ขจรเกียรติภาส และ พ.ต.อ.สรพัศ คำพานิช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองสิงห์บุรี ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและเสียสละ
สืบเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้บ้านประชาชนในช่วงเวลากลางดึก เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจได้เข้าระงับเหตุอย่างทันท่วงที โดยไม่รีรอแม้แต่วินาทีเดียว ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง สามารถควบคุมเพลิงที่กำลังลุกลามได้อย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อม ความเป็นมืออาชีพ และหัวใจของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่ต้องอาศัยความรวดเร็วและความกล้าหาญเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ การมอบรางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในการผลักดันให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง ตอกย้ำภาพลักษณ์ของตำรวจไทยที่พร้อม “อยู่เคียงข้างประชาชน” ตลอด 24 ชั่วโมง

//ภาพ-ข่าว : สรวัชร สรรเพ็ชร์  ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี // รายงาน//

พิษณุโลก รองผกก.ตชด.31 ระบุว่า รถขบวนการค้าแรงงานเถื่อนวิ่งถนน ชร.-ลป.-พร. มาแล้ว 2-3 ครั้งแล้ว จนสงสัย นำมาสู่การจับกุมครั้งนี้

 เผยยอดขบวนการขนค้าแรงงานเมียนมาเพิ่มเป็น 160 คน รถ 10 คันคงเดิม  มาจากหลบหนีบริเวณกักกัน 3 ราย และถูกจับ12 ราย ได้รถกระบะปล่อยทิ้งคอยริมสระน้ำ กระทั่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ต.ทับยายเชียงพาตัวส่งอำเภอฯ คาด รีโว่ ทะเบียน ผx 2255 หลุดเข้าเชียงรายไปได้เฉพาะคนขับ  1 คัน ปล่อยทิ้งแรงงานพม่าในที่เกิดเหตุ  
วันนี้ 9 พฤษภาคม 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมกรณีปฏิบัติการสกัดจับขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา ที่ สภ.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม พิษณุโลก หลังจาก รถตำรวจทางหลวงสกัดจับได้เมื่อเช้า  01.30 น. ของวันที่ 8  พ.ค.69  บนถนนสาย 11 พิษณุโลก–อุตรดิตถ์ จับแรงงานต่างด้าว 145 ราย พร้อมรถยนต์ 10 คัน เดิมมีเป้าหมายแวะเปลี่ยนถ่ายรถและคนที่พิษณุโลกก่อนกระจายต่อไปภาคกลางและกรุงเทพมหานครแต่ถูกจับกุมเสียก่อน
ล่าสุดยอดแรงงานเถื่อนชาวเมียนมาเพิ่มเป็น 160 คน รถ 10 คันคงเดิม ทั้งนี้จำนวนคนที่เพิ่มมา 15 คน มาจากชาวเมียนมาที่ซุกซ่อนไม่ยอมมารายงานตัว สามารถควบคุมตัวในพื้นที่สภ.พรหมพิรามจำนวน 3 ราย วานนี้ และช่วงเย็นของ( 8  พ.ค.69) กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและสารวัตรกำนันได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่เดินทางกลับที่ไร่นา ระบุว่า พบเห็นแรงงานเมียนมา นั่งนิ่งอยู่ริมสระน้ำ ไม่ยอมไปไหน สอบถามแล้ว อ้างว่า จะมีคนมารับ จึงนั่งคอย ทำให้ชุดรักษาความสงบหมู่บ้าน พาแรงงานดังกล่าวไปยังศูนย์ประสานแผนฯ ที่ว่าการอำเภอพรหมพิราม ซึ่งเป็นสถานที่พักพิงชั่วคราว ก่อนขึ้นศาลฯวันนี้ 
ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่า มีรถกระรีโว่  1 คัน ทะเบียน ผx- 2255  “หลุด”รอดเข้าจังหวัดเชียงรายไปได้แล้ว 1 คันบรรทุกแรงงานไปด้วย แต่จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด ทราบว่า รถคันดังกล่าว หลุดไปเฉพาะคนขับ ไม่มีแรงงานนั่งท้ายกระบะ คาดว่า บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ประสานงาน (ระดับกลาง) โดยทิ้งแรงงานชาวเมียนมาทั้งหมดไว้ในที่เกิดเหตุ ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่า เป็นยอดแรงงานที่นั่งรอ 12 คนหรือไม่   
พ.ต.ท.นฤษดินร์ สิทธรานพ รอง ผกก.กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 31 เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือทุกฝ่าย โดย พ.ต.อ.ปกาสิฐ หนูอิ่ม ผกก.ตชด.31 ได้ประสานความร่วมมือจากสายข่าวต่างๆ  เริ่มจากหน่วยข่าวกรองทหารตรวจพบว่า รถต้องสงสัยมักใช้เส้นทางจากเชียงรายผ่านเส้นทางลำปาง แพร่ และอ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก มีการใช้กล้องตรวจจับพบว่า มาเป็นขบวน ใช้รถคันเดิม บนเส้นทางอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งนำไปสู่งการวางแผนจับกุมในที่สุด 
ค่ำคืนวันที่ 8  พ.ค.จับได้ 3 คันแรกก่อน จากนั้นไล่มากระทั่งครบ 10 คัน เป็นชาวเมียนมาทั้งหมด มีคนไทยเพียง 1 คน ยืนยันว่า แรงงานเมียนมาเข้าพิษณุโลกเพื่อแยกส่วนกระจายไปแหล่งอื่น ลักษณะการเข้ามาคือ ถูกกฎหมายก่อน หลบเลี่ยงการตรวจจับ หลังจากเข้ามาไทยได้แล้ว ก็ง่ายต่อการเข้าสู่พื้นที่ตอนใน 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขบวนการค้าแรงงานเถื่อน ทำมาแล้วกี่ครั้ง รองผกก.ตชด.31 ระบุว่า ยืนยันไม่ได้ว่า ขบวนการนี้ทำมากี่ครั้งแล้ว แต่ตรวจสอบรถที่วิ่งลักษณะนี้แล้ว ประมาณ 2-3 ครั้ง กระทั่งสงสัย มีมูลเหตุนำมาสู่การจับกุมครั้งนี้   
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

ม.ทักษิณ ผนึก 11 เครือข่าย ยกระดับ ระบบสุขภาพองค์รวม ลดเหลื่อมล้ำ เสริมศักยภาพรับมือภัยพิบัติในเขตคนจนเมือง

มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับ 11 ภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ณ มัสยิดควนสันติ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาระบบสุขภาพแบบองค์รวม ลดความเหลื่อมล้ำในเขตคนจนเมือง และเสริมศักยภาพการจัดการภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นจากวิกฤตมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชุมชนริมคลองที่ทำหน้าที่เป็น “แนวหน้ารับน้ำ” ได้แก่ ชุมชนควนสันติ ชุมชนหน้าควน ชุมชนท่าเคียน ชุมชนประสานมิตร และชุมชนปลักหว้า ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคลองภูมินาถดำริ (เดิมคลอง ร.1) และคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นสายหลักที่รองรับมวลน้ำจากอำเภอสะเดา ทั้ง 5 ชุมชนดังกล่าว เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของประชาชนกลุ่มฐานรากและคนจนเมืองมากกว่า 5,000 ครัวเรือน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ค้าขายอาหาร แผงลอย และไรเดอร์ส่งอาหาร ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วมซ้ำซาก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อที่อยู่อาศัย รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่
ภายใต้ความร่วมมือนี้ ภาคีเครือข่ายประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 สงขลา, มูลนิธิชุมชนสงขลา, สำนักงานเทศบาลเมืองควนลัง,โรงพยาบาลหาดใหญ่, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กชป.) เขต 11, คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (กชป.) เขต 12, และ มูลนิธิเครือข่ายเมืองภาคใต้ถเพื่อรับมือการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศโดยร่วมกันบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และกลไกการทำงาน เพื่อยกระดับระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เชื่อมโยงมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวม
เป้าหมายสำคัญคือการพัฒนา “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ” ในระดับพื้นที่ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างระบบรองรับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การตอบสนองต่อวิกฤต ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังสถานการณ์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของชุมชน (community resilience) อย่างเป็นระบบ
รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า การพัฒนาระบบสุขภาพในบริบทปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยระยะเริ่มต้นจะเน้นการพัฒนาระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ครอบคลุมทุกมิติของการดำรงชีวิต ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพคนและชุมชนผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ และกิจกรรมที่สร้าง “ความเชื่อมั่นร่วม” ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน
“การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่เป็นการออกแบบระบบปฏิบัติการระดับชุมชน ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งด้านคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าว
ทั้งนี้ การดำเนินงานยังเชื่อมโยงกับบทเรียนจาก “พัทลุงโมเดล” ซึ่งเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ โดยมหาวิทยาลัยทักษิณทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางทางวิชาการ” (Knowledge Broker) เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน



ความร่วมมือดังกล่าวจึงสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะ “มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม” ที่ไม่เพียงผลิตองค์ความรู้ แต่ยังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความมั่นคงทางสุขภาพให้กับสังคมไทยในระยะยาว

Friday, May 8, 2026

ผู้ว่าฯ พิษณุโลก แถลงจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงงานเมียนมา ฝ่าฝืนเงื่อนไข Border Pass เตรียมส่งฟ้อง-ผลักดันกลับประเทศ

ผู้ว่าฯแจง ขบวนการขนค้าแรงงานเถื่อนรถ 10 คัน ชาวเมียนมา 100 กว่ารายล้วนมีบอเดอร์พาส อยู่ในราชอาณาจักรผิดเงื่อนไข พาขึ้นศาลฯพรุ้งนี้ ก่อนผลักดันออกนอกประเทศ หลังตำรวจทางหลวงพิษณุโลกสนธิกำลังฝ่ายความมั่นคงไล่ล่า บนถนนสาย 11 ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม แรงงานบางรายลั่น เจอค่าหัวไป 27,000 บาท บางรายจ่ายแค่มัดจำ 2,000 บาท เผยเบื้องลึก รีโว่ ทะเบียน ผx 2255 ซุกเมียนมาร์หนีกลับเชียงรายไปได้  1 คัน 
วันนี้ 8 พฤษภาคม 2569  นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พลตำรวจตรีนิคม เครือนพรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก,  พ.อ.วิชา อมระดิษฐ์ รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก, พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจทางหลวง พ.ต.อ.สาธิต ตรีเทพา ผู้กำกับการ สภ.พรหมพิราม, รอง ผกก.ตชด.31, ปกครองจังหวัดและอำเภอพรหมพิราม, สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองร่วมกันปฏิบัติงานสกัดจับขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา ที่ สภ.พรหมพิราม อ.พรหมพิราม พิษณุโลก หลังจาก รถตำรวจทางหลวงสกัดจับได้เมื่อเช้าวันนี้ 01.30 น.บนถนนสาย 11 พิษณุโลก–อุตรดิตถ์ จับแรงงานต่างด้าว 145 ราย พร้อมรถยนต์ 10 คัน โดยเป้าหมายแวะเปลี่ยนถ่ายรถและคนที่พิษณุโลกก่อนกระจายต่อไปภาคกลางและกรุงเทพมหานคร
ทั้งนี้ตำรวจทางหลวงพิษณุโลก ตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณหน้าหน่วยบริการตำรวจทางหลวงบ้านป่า ถนนทางหลวงหมายเลข 11 หลังได้รับข้อมูลจากฝ่ายข่าวกรองว่าจะมีขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผ่านเข้าพื้นที่
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบเห็น”รถนำขบวน”เลี้ยวกลับขึ้นเหนือ จากนั้นรถกระบะต้องสงสัยอีก 3 คัน ขนแรงงานต่างด้าวนั่งอยู่ท้ายรถกระบะประมาณ 50 คนได้ยูเทิร์น กลับรถหลบหนีเป็นขบวน มุ่งหน้าขึ้นเหนือ ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม เจ้าหน้าที่จึงไล่ล่า ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 255-256 พื้นที่ ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ทำให้รถบางส่วนแตกกระจายหลบหนีเข้าป่าและกลางทุ่งนาหนีการจับกุม
ต่อมาเจ้าหน้าที่สนธิกำลังร่วมกันทั้งตำรวจทางหลวง ตชด.31 ฝ่ายปกครอง, กอ.รมน. และหน่วยข่าวกรองทางทหาร ปิดล้อมตรวจค้น ตรวจสอบแล้วเป็น แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มีใบ”บอเดอร์พาส” Border Pass หรือหนังสือผ่านแดน สามารถเข้ามาประเทศไทยจำกัดแค่ตัวอำเภอแม่สาย ผ่านเข้าช่องทางปกติจากด่านแม่สาย จ.เชียงราย จำนวน 10 คัน โดยใช้เส้นทางสายเหนือเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อรอเปลี่ยนถ่ายรถส่งต่อไปยังพื้นที่ชั้นใน
เวลาเวลา 08.00 น. สามารถควบคุมตัวได้แล้วกว่า 110 ราย  จากนั้นได้ขยายผลติดตามจับกุมเพิ่มเติมเป็น 145 รายในเวลา 10.30 น. โดยนำตัวแรงงานต่างด้าวทั้งหมดมาควบคุมไว้ที่ สภ.พรหมพิราม เพื่อทำประวัติและสอบสวน พบว่า แรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาบางรายมีอายุต่ำกว่า 18  ปี 
ตรวจสอบพบว่า รถที่ใช้ขนแรงงานทั้งหมดเป็นรถป้ายทะเบียนไทย จำนวน 10 คัน ส่วนใหญ่เป็นป้ายทะเบียนจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ยังพบป้ายทะเบียนจังหวัดพะเยา บุรีรัมย์และปทุมธานี โดยคนขับรถส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและรถขับรถจำนวน 1 คันเป็นคนไทย  
ล่ามแรงงานต่างด้าว สื่อสารกับเจ้าหน้าที่ไทยว่า  แรงงานทั้งหมดจะเข้ามาพักในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกก่อน จากนั้นจะมีนายหน้าคอยส่งโลเคชั่นหรือพิกัดปลายทาง เพื่อเปลี่ยนถ่ายขึ้นรถอีกชุด ก่อนเดินทางต่อไปยังจังหวัดต่าง ๆในภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แต่ไม่ทราบปลายทางที่แน่ชัดล่วงหน้า
แรงงานรายหนึ่งบอกว่าเสียค่าใช้จ่ายจำนวน 350,000 จ๊าดพม่า หรือ ประมาณ 27,000  บาทไทย มาจากอ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ส่วนเด็กอีกราย จ่ายแค่”มัดจำ”   2,000 บาทกว่า แต่จะจ่ายภายหลังหักจากค่าแรงทำงาน แต่ไม่บอกว่า จะไปทำงานประเภทใด อย่างไรก็ตาม แรงงานต่างด้าวต้องเสียค่าหัว ยอดเงินไม่เท่ากัน หลักพันบาทขึ้นไป บ้างก็หลักหมื่นบาทขึ้นไป    
นายนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ค่าแรงเมืองไทยเป็นสิ่งจูงใจในการหลบหนีเข้ามา คิดว่า ดีกว่าประเทศพม่า จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่งฟ้องในวันพรุ่งนี้ จะนั้นส่งตัวในตรวจคนเข้าเมือง เพื่อผลักดันส่งกลับประเทศ  ในภาพรวมกลุ่มใหญ่เดินทางมาด้วยรถ 10 คัน ส่วนใหญ่มีบอเดอร์พาส แต่เข้าเมืองชั้นใน โดยไม่ได้รับอนุญาติถือว่ามีความผิด ส่วนวันนี้แรงงานทั้งหมด 145 คนได้พาไปพักที่ศูนย์ประสานแผนอำเภอพรหมพิราม
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า แรงงานเถื่อนจากเชียงรายภาคเหนือ ทะลุผ่านมาถึงจังหวัดพิษณุโลกได้อย่างไร ผู้ว่าฯ พิษณุโลก บอกว่า คงไม่ก้าวล่วง ถึงพื้นที่อื่น เขาอาจมีข้อจำกัด 
พล.ต.ต.นิคม เครือนพรัตน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ตั้งข้อหา กรณีคนขับเป็นคนไทย 1 คนตาม ป.วิ อาญา “ช่วยเหลือผู้กระทำผิด” ส่วนรถ 10 คัน ยึดเป็นของกลางไว้ตรวจสอบขยายผล 
สารวัตรตรวจคนเข้าเมืองพิษณุโลก กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวทั้งหมด 145 คนถูกตั้งข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่รับอนุญาต” ซึ่งกลุ่มเมียนมา ล้วนมีใบอนุญาตหรือใบ บอเดอร์พาส หรือเข้ามาถูกต้อง แต่ผิดเงื่อนไขของการอยู่อาศัยในไทย คือ ออกนอกเขต 
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แรงงานเถื่อน145 คน นั่งบนรถ 10 คัน ถูกจับกุมได้ แต่หลายคนหวั่นว่า จะหลุดรอดหรือ หนีการจับกุมไปได้หรือไม่นั้น ล่าสุดแหล่งข่าวระบุว่า  ตรวจพบกล้องต่างๆ พบว่า มีรถกระบะ รีโว่  1 คัน ทะเบียน ผx- 2255  ไม่ขอระบุจังหวัด พาแรงงานเมียนมาร์หนีกลับขึ้นเหนือ เข้าจังหวัดเชียงรายไปได้แล้ว 1 คัน
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

สุพรรณบุรี ห้างดังนำสินค้าชุดนักเรียนร่วมโครงการไทยช่วยไทยซื้อ1แถม1ลดค่าครองชีพ

บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของกินของใช้ ที่ตลาดชุมชนจำหน่ายสินค้า "ไทยช่วยไทย" ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ที่บริเวณโดม หลังที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี มีประชาชนเดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่อง ภายในงานมีห้างสรรพสินค้าดัง และผู้ประกอบการร้านค้านำสินค้าหลากหลายทั้งเครื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า ชุดนักเรียน มาจำหน่าย กว่า 36 ร้านค้า
โดยห้างเทสโก้โลตัสสาขาสุพรรณบุรี ได้นำอุปกรณ์การเรียน สมุด ปากกา ดินสอ รองเท้า นักเรียนเสื้อผ้าชุดนักเรียนชาย หญิง ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึงชั้นมัธยม โดยเฉพาะเสื้อผ้าชุดนักเรียน ทางห้างได้จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 รองเท้านักเรียนขายราคาคู่ 99 บาทซึ่งทางผู้บริหารของห้างเล็งเห็นความเดือดร้อนของประชาชนผู้ปกครองจึงนำสินค้ามาจัดโปรช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้บริษัทกิจโกศล สุพรรณบุรี ก็ได้นำเสื้อผ้าชุดนักเรียน อุปกรณ์เครื่องเขียน รองเท้า กระเป๋าหนังสือ มาจำหน่ายและลดราคา 20 % รองเท้านักเรียน ลดราคา 50 % ลูกค้าท่านใดที่ซื้อครบ 2,000 บาทจะได้รับข้าวสาร หอมมะลิแท้จากทุ่งกุลาร้องไห้ 5 กอโล 1 ถุงทันที 
ทางด้านสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ได้ยกครัวมาทำเมนูข้าวไข่เจียวสูตรพิเศษให้ลูกค้าที่เดินจับจ่ายซื้อของแล้วหิว ก็แวะมารับประทาน ซึ่งข้าวไข่เจียวของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสุพรรณบุรี นั้นรสชาติอร่อย ขนาด พันเอก ณัฐติพงษ์ ตะโกใหญ่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยม และช้อปซื้อสินค้า กับปลัดอาวุโสอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ยังแวะเวียนเข้ามาโชว์ฝีมือในการเจียวไข่ ท่านรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุพรรณบุรี บอกเมนูไข่เจียวทรงเครื่องนี้ช่างหอมหวนชวนน้ำลายสอ 
นอกจากนี้มีบรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างนำสินค้าอาหารคาวหวาน ผลไม้ขึ้นชื่อทุเรียน ระยอง  กล้วยหอมลูกใหญ่ ส้มโอขาว มาจำหน่ายมีประชาชนทยอยเดินทางมาจับจ่ายซื้อของกันแบบไม่ขาดสาย งานนี้มีหมอนวดแผนไทยจากวัดพระลอยมาให้บริการนวดคลายปวดเมื่อยฟรี อีกด้วย
กิจกรรมจำหน่ายสินค้า "ไทยช่วยไทย"ลดภาระลดค่าครองชีพ "ตลาดชุมชน คนเมืองสุพรรณบุรี" เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพานิชย์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) อาที Makro, Lotus's, Big C, Tops และ GO Wholesale จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ Makro, Lotus's , บิ๊กซี (Bie C), Tops และ GO Wholesale เพื่อนำสินค้า "ไทยช่วยไทย" ไปจำหน่าย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาประหยัด 
ซึ่งมีสินค้าเข้าร่วมมากกว่า 3,000 รายการ และจะสามารถลดราคา สูงสุดได้กว่า 58 เปอร์เซ็นต์  โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาพิเศษ มาจัดจำหน่ายให้ทุกท่านได้เลือกชมเลือกซื้อ ประกอบด้วย สินค้า อุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร อาหารเครื่องดื่ม และสินค้าราคาประหยัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้านมากขึ้น 
โดยลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของและจัดกิจกรรม "ไทยช่วยไทย" ลดภาระลดค่าครองชีพ เพื่อนำสินค้าของห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modem Trade) ซึ่งมีกำหนดเริ่มการจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องเป็นประจำในทุกวัน ศุกร์ที่ 8,15,22 และ 29 ของเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดำเนินการจำหน่ายสินค้า "ไทยช่วยไทย" และเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่อีกด้วย
//ภัทรพล  พรมพัก  สุพรรณบุรี//

"สรรเพชญ” ลงพื้นที่พัทลุง นำเจ้าท่าติดตามขุดลอกร่องน้ำพนางตุงวันแรก พร้อมสำรวจคลองลำปำ-ทะเลน้อย หนุนพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุงเพื่อติดตามการเริ่มดำเนินโครงการขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่พนางตุง ซึ่งเป็นวันแรกของการดำเนินงาน โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, น.อ.ดร.อธิคุณ คงมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1, นายวรท เทิดวีระพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 จังหวัดพัทลุง, นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่ พร้อมด้วยนายอารีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4 นายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
โครงการขุดลอกร่องน้ำพนางตุงครั้งนี้ประกอบด้วย 2 สาย ได้แก่ ร่องน้ำคลองยวน และร่องน้ำคลองหลังป่า กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 4 กันยายน 2569 นายสรรเพชญกล่าวว่า การขุดลอกร่องน้ำเป็นงานที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดปัญหาการตื้นเขิน และบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด
ภายหลังการลงพื้นที่บริเวณจุดขุดลอก คณะได้นั่งเรือหางยาวเดินทางไปยังพื้นที่ทะเลน้อย แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำคัญของจังหวัดที่อุดมไปด้วยบัวและนกนานาชนิด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบางพื้นที่มีวัชพืชขึ้นปกคลุมจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการเติบโตของบัว ซึ่งหากได้รับการแก้ไขและพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในโอกาสเดียวกัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้ลงสำรวจพื้นที่คลองลำปำ อำเภอเมือง ซึ่งประชาชนในพื้นที่สะท้อนความต้องการให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์และคุณภาพน้ำ รวมถึงขอให้กรมเจ้าท่าได้สำรวจเพื่อขุดลอกและกำจัดวัชพืชในบริเวณคลองกระถิน ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ที่ปัจจุบันมีวัชพืชปกคลุมหนาแน่นจนเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ทั้งที่คลองสายนี้ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างคลองลำปำกับทะเลน้อย
ทั้งนี้ จังหวัดพัทลุงอยู่ระหว่างผลักดันโครงการวอล์กเวย์ริมคลองลำปำ เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่พักผ่อนสาธารณะ โดยมีแนวคิดนำเสนอแผนพัฒนาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในโอกาสที่จะถึงนี้​​​​​​​​​​​​​​​​

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดนครปฐม ร่วมแสดงจุดยืนในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดนครปฐม กว่า 500 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายหลังมีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด
นายเกรียงวิทย์ วิริยะหิรัญไพบูลย์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาพลักษณ์ของนักปกครองท้องที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน และเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม ขอแสดงจุดยืนว่า สมาชิกทุกคนพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและวินัย หากพบการกระทำผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมที่ไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมยืนยันว่า จะยังคงยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้รับมอบหนังสือดังกล่าว พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดนครปฐม และหัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ผ่านกรมการปกครอง ได้รับทราบและพิจารณาต่อไป
//สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

สิงห์บุรี / มอบรางวัลฮีโร่กลางดึก! ตำรวจสายตรวจสิงห์บุรีบุกฝ่าเพลิง ช่วยชาวบ้านทันควัน

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุม ศปก.ภ.จว.สิงห์บุรี พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุร...