Monday, August 10, 2026

กองทัพภาค 3 จับมือ พิษณุโลกพิทยาคม นำกำลังพล-เยาวชน ร่วมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ "สมเด็จพระพันปีหลวง" ขับเคลื่อนศูนย์พอเพียง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

พิษณุโลก – กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ผนึกกำลังจัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก
โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณอิสรีย์ บุญญะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง, กำลังพลจาก 4 ค่ายหลัก, นักศึกษาวิชาทหาร, คณะครู-นักเรียน และชมรมศิษย์เก่า เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง สะท้อนพลังความสามัคคีในการร่วมทำความดีเพื่อส่วนรวม

กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือภายใต้โครงการ "ทหารพันธุ์ดี" และ "นักเรียนพันธุ์ดี" โดยกำลังพลทหารนับร้อยนายได้ร่วมมือกับเยาวชน ลงพื้นที่ขุดลอกคลอง ถางป่ารกร้าง เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และเตรียมพื้นที่สำหรับทำแปลงเกษตรกรรม มุ่งพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบของภาคเหนือตอนล่าง (ควบคู่กับโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน)

นายกร เลือกหา ผู้อำนวยการโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ทรงมีต่อการส่งเสริมอาชีพและการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญในการปลูกฝังจิตสาธารณะ ความเสียสละ และความตระหนักรู้ในการดูแลสถานศึกษาให้แก่เยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป พร้อมทั้งได้กล่าวขอบคุณแม่ทัพภาคที่ 3, มทบ.39 และกำลังพลทุกนายที่มาร่วมสร้างประโยชน์ในครั้งนี้
ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนและสานต่อกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืน

Sunday, August 9, 2026

รองนายกฯ พิพัฒน์ นั่งหัวโต๊ะนำประชุมเตรียมความพร้อม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา

ระดมข้อเสนอโครงการ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้ (9 สิงหาคม 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อกลั่นกรองและจัดเตรียมข้อมูลข้อเสนอโครงการ ตลอดจนกำหนดแนวทางและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนรวบรวมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยมี นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายศักระ กปิลกาญจน์ รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 5 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกผู้แทนราษฎร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
.
การประชุมครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมและกลั่นกรองข้อเสนอโครงการของทั้ง 5 จังหวัด (จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) ให้มีข้อมูลครบถ้วน ชัดเจน และสะท้อนปัญหา ความต้องการ ตลอดจนศักยภาพของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง โดยเน้นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถดำเนินการได้จริง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้จังหวัดนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถรับทราบปัญหาและความต้องการจากพื้นที่โดยตรง และกำหนดมาตรการสนับสนุนได้ตรงกับบริบทของพื้นที่ ตลอดจนบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
โดยนายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ข้อเสนอโครงการของจังหวัดมีคุณภาพ โดยข้อมูลจะต้องสะท้อนปัญหาและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง มีรายละเอียดและข้อมูลประกอบที่ชัดเจน สามารถอธิบายถึงความจำเป็น ความเหมาะสม ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ข้อเสนอของแต่ละจังหวัดมีความพร้อมสำหรับการนำเสนอและประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี รวมถึงนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกัน
ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ตนกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคใต้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการประชุม ครม.สัญจร ณ จังหวัดสงขลา รวมถึงติดตามการสนับสนุนงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมา โดยการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการรับฟังความต้องการจากพื้นที่โดยตรง และนำข้อเสนอเหล่านั้นไปสู่การกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ตอบสนองความต้องการของประชาชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ เปิดกว้างสำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายและโครงการขนาดใหญ่โดยไม่จำกัดวงเงิน เพื่อนำมารวบรวมและพิจารณาร่วมกับหน่วยงานส่วนกลาง ก่อนจัดทำข้อเสนอสรุปเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
.
รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และใช้ทรัพยากรภาครัฐให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้แทนภาครัฐในพื้นที่ ต้องร่วมรับผิดชอบในการขับเคลื่อนและสื่อสารข้อเสนอให้ครบถ้วนและชัดเจน เพื่อให้พื้นที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มศักยภาพ
สำหรับจังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้นำเสนอ 5 โครงการ วงเงินรวม 395.5 ล้านบาท มุ่งตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สอดคล้องกับศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การคมนาคม และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ โครงการวัฒนธรรมสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาสู่มรดกโลก โครงการก่อสร้างระบบป้องกันตลิ่งริมคลองบางดาน 
.
นอกจากนั้น จังหวัดสตูล ได้เสนอ 18 โครงการ วงเงินรวม 209 ล้านบาท เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขุดลอกร่องน้ำและปรับปรุงท่าเรือ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และหอประชุมนานาชาติ รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายการเปิดเส้นทางเดินเรือสตูล–ปีนัง–ลังกาวี การพัฒนาเกาะหลีเป๊ะสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมสงขลา–สตูล และการยกระดับสตูลสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน, จังหวัดยะลา เสนอ 6 โครงการ วงเงินรวม 265 ล้านบาท มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงสนามกีฬาจาโร การขุดลอกแหล่งรับน้ำ การปรับปรุงถนนศิโรรัตน์ การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและระบบน้ำในพื้นที่เทศบาลตำบลเบตง พร้อมผลักดันการท่องเที่ยว การค้าชายแดน และการเปิดใช้สนามบินเบตงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการคมนาคมและการลงทุน, จังหวัดปัตตานี เสนอ 6 โครงการ วงเงินรวม 7,683 ล้านบาท มุ่งยกระดับจังหวัดสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมการขนส่งทางน้ำ ทางบก และทางราง การขุดลอกร่องน้ำปัตตานี การพัฒนาโครงข่ายถนน ระบบบริหารจัดการและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางและโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงมาเลเซียและอินโดนีเซีย และ จังหวัดนราธิวาส เสนอ 9 โครงการเชิงนโยบาย วงเงินรวมกว่า 404 ล้านบาท มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และการบริหารจัดการน้ำ อาทิ การขยายทางหลวงหมายเลข 4096 เป็น 4 ช่องจราจร การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโกลกและแม่น้ำบางนรา การพัฒนาโครงข่ายถนนตามผังเมือง การขยายทางหลวงหมายเลข 42 รวมถึงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำยะตัง การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ และการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง เพื่อยกระดับการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการค้าชายแดน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ
.
การประชุมครั้งนี้นับเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 1/2569 โดยมุ่งให้ข้อเสนอจากพื้นที่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงระดับรัฐบาล พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงรายละเอียดโครงการให้มีความครบถ้วน ชัดเจน และมีความพร้อมสำหรับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
.
ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการฯ จะสรุปภาพรวมข้อเสนอโครงการของทั้ง 5 จังหวัด พร้อมประเด็นเชิงนโยบายสำคัญที่ได้รับมอบหมายรวบรวมและจัดส่งให้กระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เพื่อรวบรวมเข้าในการประชุมร่วมกับหน่วยงานส่วนกลางในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ก่อนนำไปสู่การการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ จังหวัดสงขลา
.
โดยในเวลา 13.00 น. ที่ประชุมจะมีการกำหนดรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหา อุปสรรค ความต้องการ และข้อเสนอแนะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การบริการ โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน ตลอดจนเสนอแนวทางการพัฒนาที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยข้อมูลและข้อเสนอจากภาคเอกชนจะถูกนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและพิจารณาแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของภาคธุรกิจ สามารถนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ กระตุ้นการลงทุน และยกระดับเศรษฐกิจของภูมิภาค..//

.

"สรรเพชญ” ลงพื้นที่คลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ รับมือ–ป้องกันน้ำท่วมสงขลา พร้อมเดินหน้า 3 โครงการต่อเนื่องปี 70

วันนี้ (8 สิงหาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา พร้อมตรวจติดตามการดำเนินงานและความพร้อมของกรมเจ้าท่าในการขับเคลื่อนโครงการขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝน รวมถึงอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำ โดยมีนายอารีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4 และนายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา พร้อมเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า รายงานสภาพพื้นที่ ความก้าวหน้า และแผนการดำเนินงาน
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญและผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลาและพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งมีความสำคัญต่อการระบายน้ำของพื้นที่ จึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การขุดลอก และการเปิดทางน้ำให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อบ้านเรือน พื้นที่เศรษฐกิจ และการประกอบอาชีพของประชาชน
สำหรับปีงบประมาณ 2569 กรมเจ้าท่าอยู่ระหว่างดำเนิน โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา โดยดำเนินการเอง วงเงินงบประมาณ 1,551,300 บาท ปริมาณวัสดุขุดลอก 45,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของร่องน้ำและการระบายน้ำ รวมถึงอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจรทางน้ำของประชาชน
ขณะเดียวกัน ได้ติดตามการเตรียมความพร้อมโครงการที่จะดำเนินการต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2570 จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำคลองอู่ตะเภา วงเงิน 28,483,300 บาท ปริมาณวัสดุขุดลอก 300,000 ลูกบาศก์เมตร โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำคลอง ร.1 วงเงิน 28,483,300 บาท และ โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องชายฝั่งทะเลที่ร่องน้ำคลอง ร.3 วงเงิน 28,483,300 บาท ปริมาณวัสดุขุดลอก 300,000 ลูกบาศก์เมตร

นายสรรเพชญได้มอบนโยบายให้กรมเจ้าท่าเร่งเตรียมความพร้อมของทุกโครงการให้สามารถดำเนินการได้ตามแผน โดยเฉพาะการขุดลอกจุดที่มีการตื้นเขินและเป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ เพื่อให้ร่องน้ำสามารถรองรับและระบายน้ำได้เต็มประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ประสานการทำงานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำและการป้องกันอุทกภัยของพื้นที่
“เรื่องน้ำท่วมต้องเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้น้ำมาแล้วจึงแก้ปัญหา การขุดลอกคลองและร่องน้ำจึงเป็นงานที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลองอู่ตะเภาที่เป็นเส้นทางน้ำสำคัญของสงขลา เราต้องทำให้ทางน้ำพร้อมระบาย ลดจุดตื้นเขินและสิ่งกีดขวาง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจ ขณะเดียวกันร่องน้ำที่มีประสิทธิภาพยังช่วยสนับสนุนการสัญจร การประกอบอาชีพ และเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ด้วย” นายสรรเพชญกล่าว
ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามแผนและกรอบงบประมาณอย่างเคร่งครัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้การลงทุนด้านการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำสามารถตอบโจทย์ทั้งการรับมือและป้องกันปัญหาน้ำท่วม การคมนาคมทางน้ำ ความปลอดภัยในการเดินเรือ และการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาในระยะยาว

นายกสุพิศ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอายุวัฒนมงคล มอบทุนการศึกษาสามเณร 130 รูป พร้อมบริจาคเพื่อสาธารณกุศล

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จัดพิธีบำเพ็ญกุศล อายุวัฒนมงคล ณ วัดปะโอ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยได้รับความเมตตาจาก สมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้ ที่ปรึกษามหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ พระอารามหลวง จังหวัดตรัง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พระเทพวชิรสุพร เจ้าคณะจังหวัดสงขลา และพระเถรานุเถระ รวม 68 รูป เจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล
ภายในงานมีพิธีมอบทุนการศึกษาแก่สามเณรจำนวน 130 รูป พร้อมมอบเงินสนับสนุนโรงพยาบาลและร่วมบริจาคเพื่อสาธารณกุศล โดยมี นายสาคร ทองมุณี อดีตนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ให้เกียรติกล่าวอวยพรเนื่องในโอกาสอายุวัฒนมงคลของนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมพิธีและร่วมอนุโมทนาบุญอย่างพร้อมเพรียง

เตือนภัยวิกฤตยางพารา! สั่งห้ามใช้ "สารจับตัวยางชนิดผง-ผงขาว" โรงงานประกาศปฏิเสธรับซื้อทันที ปรับขั้นต่ำ 20,000 บาท พร้อมจ่อฟ้องดำเนินคดี

การยางแห่งประเทศไทยพร้อมด้วยกลุ่มผู้ประกอบการโรงงานรับซื้อยางพารา ออกประกาศเตือนภัยด่วนที่สุดถึงพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยาง และพ่อค้ารับซื้อยางทั่วประเทศ หลังตรวจพบพฤติกรรมการนำ "สารจับตัวยางชนิดผง" หรือ "ผงขาว" และสารเคมีต้องห้ามประเภทต่างๆ มาเจือปนในน้ำยางสด ยางก้อนถ้วย และยางแผ่น เพื่อหวังเร่งให้ยางแข็งตัวเร็วและเพิ่มน้ำหนัก ซึ่งถือเป็นการทำลายคุณภาพและห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างร้ายแรง
เจาะลึก 5 สารเคมีต้องห้าม และลักษณะยางที่ถูกยัดไส้
จากการตรวจสอบในระบบการผลิต พบกลุ่มสารเคมีต้องห้ามที่ถูกนำมาใช้ผิดประเภท ดังนี้:
1. ชนิด A (ผงขาวละเอียด): มักใช้ผสมเพื่อให้ยางจับตัวและแข็งตัวเร็วกว่าปกติ
2. ชนิด B (เม็ดใส/ขาว): ใช้ผสมเพื่อเพิ่มน้ำหนัก
3. ชนิด C (ก้อนขาว/เนื้อกลม): ใช้ผสมเพื่อช่วยเร่งการจับตัว
4. ชนิด D (ผง/ก้อนสีขาว): ใช้ผสมเพื่อเร่งน้ำหนักยาง
5. ชนิด E (ผงเกล็ด/ผงขาว): ใช้ผสมเพื่อเพิ่มน้ำหนักยาง
วิธีสังเกตลักษณะยางที่สงสัยว่าเจือปนสารต้องห้าม
 เนื้อสัมผัสผิดธรรมชาติ: ยางมีลักษณะแข็งกระด้าง ผิวสัมผัสเหนียวแห้ง หรือเมื่อเหยียบจะมีความแน่นเด้งสู้เท้าผิดปกติ
 กลิ่นฉุนเคมี: ไม่มีกลิ่นยางธรรมชาติ แต่มีกลิ่นฉุนคล้ายพลาสติก สารเคมี หรือกลิ่นยางรัดถุงแกง
 ความผิดปกติเมื่อแปรรูป: เมื่อนำไปรีดแล้วเนื้อยางจะแตกตัวยุ่ย ไม่ติดกัน มีฟองมาก ไม่สามารถจับตัวเป็นแผ่นได้ ผิวภายนอกแข็งแต่ภายในยังอุ้มน้ำและมีสีขาวผิดปกติ
 เมื่อนำไปเข้ากระบวนการอบ: ส่วนที่เป็นยางตายผสมผงเคมีจะไม่สุกและเกิดอาการเปื่อยเสียหาย
 ค่าความเป็นกรดรุนแรง: ตรวจพบค่า pH สูงถึง 0–1 ซึ่งมีความเป็นกรดกัดกร่อนรุนแรง (ปกติยางพาราควรมีค่า pH อยู่ที่ 3–5)
มหันตภัย 4 ด้าน จากการใช้สารจับตัวยางชนิดผง
การนำสารผงเคมีมาใช้โดยขาดความรู้ความเข้าใจ ก่อให้เกิดความเสียหายในทุกมิติ:
1. ด้านคุณภาพยาง: ยางแข็งกระด้าง ความหนืดต่ำ ความยืดหยุ่นต่ำ คุณภาพยางตกต่ำอย่างรุนแรง
2. ด้านสภาพดิน: สารเคมีตกค้างทำให้ดินเค็ม ดินอัดแน่นแข็ง ทลายการระบายอากาศและน้ำในดิน
3. ด้านสุขภาพต้นยาง: เสี่ยงต่อการเกิด "โรคเปลือกแห้ง" (ยางตายนึ่ง) ส่งผลให้การเจริญเติบโตของต้นยางลดลงและผลผลิตหดหายในระยะยาว
4. ด้านสิ่งแวดล้อม: สารเคมีชะล้างลงแหล่งน้ำ ทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน
มาตรการลงโทษและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
ขณะนี้กลุ่มโรงงานรับซื้อยางพาราทั่วประเทศได้ยกระดับมาตรการตรวจสอบเข้มงวด โดยกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติชัดเจน:
 หากตรวจพบสารต้องห้าม = ไม่รับซื้อทันที!
 ปรับขั้นต่ำ 20,000 บาท: โรงงานจะพิจารณาเรียกค่าปรับจากผู้ส่งขายทันทีเพื่อชดเชยความเสียหาย
 ดำเนินคดีตามกฎหมาย: กรณีพบเจตนาปลอมปนเพื่อหลอกลวง จะถูกส่งตัวดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 มีโทษจำคุกและปรับ
ข้อแนะนำสำหรับเกษตรกร (แนวทางที่ถูกต้อง):
 ใช้น้ำยางสดคุณภาพดี ไม่เจือปนสิ่งแปลกปลอม
 ใช้ "กรดฟอร์มิก" ตามมาตรฐานในอัตราส่วนที่เหมาะสมเท่านั้น
 ห้ามเติมผง สารเคมี หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักหรือเร่งยางแข็งตัวโดยเด็ดขาด
 รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ ภาชนะ และพื้นที่การผลิตเพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมและสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างยั่งยืน
#ยางพาราปลอมปน #ห้ามใช้ผงจับตัวยาง #เตือนภัยชาวสวนยาง #ยางพาราไทย #การยางแห่งประเทศไทย #เกษตรสัญจร

กงสุลใหญ่จีนชวนชม “จดหมายรักถึงอาม่า” สะท้อนมิตรภาพไทย-จีนผ่านภาพยนตร์

สถานกงสุลใหญ่จีนประจำจังหวัดสงขลา จัดกิจกรรมชวนชมภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ถ่ายทอดเรื่องราวครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน สะท้อนประวัติศาสตร์การอพยพและความผูกพันของสองประเทศ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมชมในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
วันนี้ (6 ส.ค. 69) ที่โรงภาพยนตร์ ชั้น 4 ไดอาน่า หาดใหญ่ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ร่วมกับสถาบันขงจื๊อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรมเชิญชวนประชาชนรับชมภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” โดยมี นายวัง จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา นายกองเอก อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนกว่า 200 คน เข้าร่วม
การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและจีน ผ่านภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของครอบครัว ความกตัญญู และประวัติศาสตร์การอพยพของชาวจีนสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพไทย-จีนที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน และพร้อมสืบสานให้ยั่งยืนต่อไป
นายวัง จื้อเจียน กล่าวว่า ภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” เป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศจีน และได้รับกระแสตอบรับที่ดีในมาเลเซียและสิงคโปร์ ก่อนจะได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ชมชาวไทยทันทีที่ประกาศเข้าฉายในประเทศไทย
โดยเนื้อหาของภาพยนตร์สร้างจากเรื่องราวจริงของชาวจีนรุ่นก่อนที่อพยพลงสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการถ่ายทำบางส่วนในประเทศไทยและมีนักแสดงชาวไทยร่วมแสดง อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนภาพสะท้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้และการสร้างรากฐานชีวิตของบรรพบุรุษ ตลอดจนสะท้อนสายสัมพันธ์ของครอบครัวและการผสานกลมกลืนของวัฒนธรรมจีนกับสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง
.
โอกาสนี้ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลา ได้เชิญชวนประชาชนร่วมสัมผัสเรื่องราวความประทับใจผ่านภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ซึ่งเข้าฉายแล้วในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ โดยมีทั้งรอบเสียงภาษาแต้จิ๋วพร้อมคำบรรยายภาษาไทย อังกฤษ และจีน รวมถึงรอบพากย์ภาษาไทย เพื่อให้ผู้ชมทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเนื้อหาและร่วมซาบซึ้งไปกับเรื่องราวแห่งความรัก ความผูกพันของครอบครัว และมิตรภาพอันงดงามระหว่างไทยกับจีน..//

.

นายกเบียร์ ร่วมแสดงความยินดีร้าน Two Brothers Chill 90‘S สถานที่พบปะแห่งใหม่ริมหาดจอมเทียน

ค่ำวันที่ 8 ส.ค.69 ที่ร้าน Two Brothers Chill 90‘S ซอย 14 ถนนจอมเทียนสายสอง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ร่วมมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีในโอกาสเปิดร้านให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยมี นายรุ่งศักดิ์ วงศ์ศิวาพร ผู้บริหารร้านและพนักงานให้การต้อนรับ
สำหรับร้าน Two Brothers Chill 90‘S สถานที่พบปะแห่งใหม่ริมหาดจอมเทียน ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 30 ล้านบาททบนพื้นที่ริมถาสจอมเทียนสายสองกว่า 2 ไร่ ตกแต่งเป็นสไตล์โมเดิร์นร่วมสมัย ที่หวังให้เป็นมากกว่าร้านอาหารคือศูนย์กลางการพบปะสังสรรค์ที่รองรับลูกค้าได้ 100-200 คน
ภายในจะมีบริการอาหารนานาชนิด ทั้งอาหารนานาชาติสเต้ก พิซซ่า อาหารไทย ซีฟู้ด อาหารอีสาน และคาเฟ่ เสน่ห์ของร้านคือการขับกล่อมด้วยบทเพลงยุค 90 วงดนตรีแสดงสด การแสดงวัฒนธรรม โชว์กระบองไฟ และอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยจะเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ถือเป็นร้านสาขาที่ 2 ของร้าน Two Brothers หลังจากเปิดสาขาแรกในวอล์กกิ้งสตรีทพัทยามาแล้ว 
ทั้งนี้พบว่ามีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อาทิ นายชาญยุทธ เฮงตระกูล อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ต.อ.เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ร.ต.ท. ชัยนาม ไวยณางค์ ประธานชมรมฟุตบอล VIP หนองปรือ นายไพบูลย์ ตั้งธนวัฒน์ อดีตประธานสภาทนายความเมืองพัทยา และนายสุนทร กังศิริกุล อดีตประธานชุมชนวอล์กกิ้งสตรีท 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

กองทัพภาค 3 จับมือ พิษณุโลกพิทยาคม นำกำลังพล-เยาวชน ร่วมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ "สมเด็จพระพันปีหลวง" ขับเคลื่อนศูนย์พอเพียง โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม

พิษณุโลก – กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ผนึกกำลังจัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระร...