Sunday, June 14, 2026

พ.ต.อ.ทวี รุดเยี่ยม ‘เด่น โต๊ะมีนา’ เสาหลักวาดะห์-ทายาทหะยีสุหลง สะท้อนผูกพันเหนือเส้นแบ่งการเมือง

          พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำคณะพรรคประชาชาติ รุดเยี่ยมอาการป่วย "เด่น โต๊ะมีนา" ย้อนภาพความผูกพันในฐานะ "สะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณ" ชายแดนใต้ เผยเปรียบเสมือนเข็มทิศนโยบายความยุติธรรมตั้งแต่ยุค ศอ.บต. ย้ำมิติความเคารพยังเหนียวแน่น ขณะที่วงสนทนาพลิกฟื้นปม "72 ปี หะยีสุหลง" โยงคดีความมั่นคงปัจจุบัน
       เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำคณะเดินทางไปยังโรงพยาบาลปัตตานี เพื่อเข้าเยี่ยมอาการป่วยและให้กำลังใจ นายเด่น โต๊ะมีนา อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี นักการเมืองอาวุโสระดับปูชนียบุคคลที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความเคารพศรัทธาอย่างสูง นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้เดินทักทายให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่มาเฝ้าไข้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่มาปฏิบัติหน้าที่เฝ้าไข้ผู้ต้องขังป่วยอย่างเป็นกันเอง
          การเดินทางไปเยือนเตียงผู้ป่วยของ พ.ต.อ.ทวี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเยี่ยมเยียนนักการเมืองรุ่นพี่ตามมารยาททั่วไป หากแต่สะท้อนถึงความผูกพันอันลึกซึ้งในมิติประวัติศาสตร์ ความยุติธรรม และแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทั้งสองมีร่วมกันมาอย่างยาวนาน
       สำหรับ นายเด่น โต๊ะมีนา ถือเป็นเสาหลักประวัติศาสตร์ใต้ โดยเป็นบุตรชายของ หะยีสุหลง อับดุลกอเดร์ ผู้นำจิตวิญญาณชาวมลายู เส้นทางทางการเมืองของนายเด่นเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย อาทิ อดีตรมช.สาธารณสุข (พ.ศ. 2533-2534 ยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) อดีตรมช.มหาดไทย (พ.ศ. 2535-2537 ยุครัฐบาล นายชวน หลีกภัย) อดีต สส.ปัตตานี หลายสมัย อดีต สว.ปัตตานี (จากการเลือกตั้ง) และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
      นับตั้งแต่ พ.ต.อ.ทวี เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในอดีต ได้ให้ความสำคัญกับ "ประวัติศาสตร์บาดแผล" เป็นอย่างมาก และได้เข้าหาตระกูลโต๊ะมีนาด้วยความนอบน้อม เพื่อส่งสัญญาณว่ารัฐไทยยุคใหม่พร้อมจะรับฟังและคืนความชอบธรรมให้แก่ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ทำให้นายเด่นเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมทางจิตวิญญาณชิ้นสำคัญระหว่างรัฐไทยกับคนในพื้นที่
      ในทางการเมือง นายเด่น คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง "กลุ่มวาดะห์" ร่วมกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถหลอมรวมพลังชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีเสียงดังและมีอำนาจต่อรองในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ต.อ.ทวี มาร่วมขับเคลื่อนพรรคประชาชาติร่วมกับแกนนำกลุ่มวาดะห์ นายเด่นจึงอยู่ในฐานะ "เสาหลัก" และครูใหญ่ผู้เขียนตำราการเมืองท้องถิ่น
    อีกทั้งในช่วงที่ ศอ.บต. ขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติภาพและนโยบาย "การเมืองนำการทหาร" พ.ต.อ.ทวี ได้มีการสนับสนุนงบประมาณ โครงการบูรณะบ้านและสุเหร่า "หะยีสุหลง" ด้วยงบประมาณ 7.7 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ปาตานียุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการคงรูปแบบสถาปัตยกรรมมลายูดั้งเดิมให้สมบูรณ์ที่สุด และมอบหมายให้ครอบครัวโต๊ะมีนาเป็นผู้ดูแล
      ระหว่างการเยี่ยมเยียน นายเด่น โต๊ะมีนา ได้กล่าวขอบคุณ พ.ต.อ.ทวี และทีมพรรคประชาชาติด้วยความดีใจ พร้อมพูดคุยทักทายและจับมือให้กำลังใจ
   โดยมี นายจตุรนต์ เอี่ยมโสภา หรือ "สจ.บอย" ให้การต้อนรับ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนิทสนมและเป็นกันเอง มีการสนทนาถึงมิติทางการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงการหารือเรื่องการจัดทำหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญในพื้นที่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
     พ.ต.อ.ทวี กล่าวระหว่างการเยือนว่า ตนชื่นชมในชีวประวัติของนายเด่น โต๊ะมีนา และชื่นชม พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา (บุตรสาว) อดีต สส.บัญชีรายชื่อ ว่าเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพ
      อย่างไรก็ดี ในวงสนทนาดังกล่าว พ.ต.อ.ทวี ได้สะท้อนความคิดในประเด็นที่น่าสนใจว่า
"เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นกับฮัจญีสุหลงในอดีตนั้น มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์และมิติทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ (ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ผู้เคลื่อนไหวตรวจสอบประเด็นการละเมิดสิทธิและคดีความมั่นคงในพื้นที่) ซึ่งถือเป็นเส้นทางบททดสอบสำคัญ"
     ขณะที่ นายจตุรนต์ เอี่ยมโสภา หรือ สจ.บอย กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า การสูญหายของฮัจญีสุหลง ในปีนี้จะครบรอบ 72 ปี ในวันที่ 13 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งในการประชุมที่กทม.ที่ผ่านมาได้มีการหยิบยกและพูดคุยถึงประเด็นของ สส.กมลศักดิ์ โดยย้ำวลีสำคัญว่า "ต้องเอาคนบงการให้ได้ ถึงจะสำเร็จ"
      ภาพการจับมือและบรรยากาศอันอบอุ่นระว่างหัวหน้าพรรคประชาชาติ กับทายาทและผู้สนับสนุนของตระกูลโต๊ะมีนาในห้องผู้ป่วยวันนั้น จึงถูกตีความว่าเป็นการถักทอสายสัมพันธ์ที่อาจนำไปสู่ “ความร่วมมือทางการเมืองครั้งใหม่บนระนาบแห่งความปรองดอง” เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ผู้ว่าฯ สงขลา ลงพื้นที่แก้ปัญหาวางมาตรการอำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย

โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเทศกาล ยกระดับการค้าชายแดนไทย–มาเลเซีย ดันด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ เพิ่มความคล่องด้านการขนส่ง การลงทุนและการท่องเที่ยว 
วันนี้ (วันที่ 11 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมพรมแดนขาออก ชั้น 2 ด่านศุลกากรสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานหารือแนวทางการอํานวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย พร้อมติดตามความคืบหน้าการเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ร่วมกับ นายอะฮ์มัด ฟะฮ์มี บิน อะฮ์มัด ซาร์มัด กงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา และนายนายมูฮัมหมัด ดาเนียล บิน อาตีฟ นาซีเรน กงสุลมาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา โดยมี นายบัณฑูร อู่เจริญ นายด่านศุลกากรสะเดา พันเอกธีรพันธ์ แพเรือง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา นางสาวจิราวดี อ่อนวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสงขลา นางสาวจิตพิสุทธิ์ ไกรประสิทธิ์ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา นายฉัตรเพชร ครุอำโพธิ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ตรวจคนเข้าเมือง ผู้แทนนายอำเภอสะเดา และภาคเอกชนในพื้นที่เข้าร่วม
ทั้งนี้ จากกรณีที่มีสื่อสังคมออนไลน์ ได้นําเสนอภาพการจราจรหนาแน่น บริเวณหน้าด่านพรมแดนสะเดา เมื่อช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2569 ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว และการบริการนั้น ที่ประชุมเปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นผลจากการเดินทางเข้า-ออกของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและประชาชน ที่มีจำนวนมากกว่าปกติในช่วงสิ้นสุดวันหยุดยาว จนส่งผลให้เกิดความแออัดด้านการจราจรและการให้บริการ 
นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสถิติพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียไม่ได้ลดลงตามที่หลายฝ่ายกังวลจากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา แต่กลับกัน คือปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและวันหยุดยาวที่มากขึ้นเกือบ 3 เท่า เนื่องจากนักท่องเที่ยวบางส่วนจะเดินทางเข้ามา และเชื่อมโยงต่อไปยังจังหวัดอื่น เช่น กระบี่ พังงา และภูเก็ต และส่วนใหญ่จะเดินทางกลับพร้อมกันในวันอาทิตย์ และช่วงสิ้นสุดวันหยุดยาว ประกอบกับปัจจุบันหน้าด่านเดิมมีพื้นที่จำกัด และอยู่ระหว่างการเตรียมเปลี่ยนผ่านสู่ด่านแห่งใหม่ จึงทำให้การระบายรถในช่วงเวลาเร่งด่วน ทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่จังหวัดสงขลาไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่มาเลเซีย เร่งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวทยอยเดินทางกลับ ไม่ให้กระจุกตัวกลับในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้อำเภอสะเดา เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้ง "จุดพักคอย" เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและรถยนต์ ในกรณีที่การจราจรหนาแน่นให้จัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ พื้นที่จอดรถ และที่พักคอยที่เหมาะสม บริการอาหารและน้ำดื่ม รถสุขาเคลื่อนที่ จุดปฐมพยาบาลด้านการแพทย์ และการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้ได้รับความสะดวกสบายที่สุด
สำหรับประเด็นอื่น ๆ ที่ประชุม ยังได้หารือแนวทางการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ทั้งมาตรการแก้ปัญหาการจราจร การบริหารจัดการช่องทางผ่านแดน รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร กระบวนการพิธีการสำหรับรถผ่านแดน และอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับการเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ รองรับปริมาณผู้เดินทางและการขนส่งสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน  ให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 
ที่ประชุมยังได้หารือการเตรียมความพร้อมในการเปิดด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ โดยในที่ประชุม EWG ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ยังมีการเปิดเผยว่า เร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะมีกำหนดเดินทางไปเยี่ยมเยือนนายกรัฐมนตรีมาเลเซียด้วยตนเอง ราววันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 ที่จะถึงและจะมีลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าประเด็นด่านพรมแดนสะเดาด้วยตนเองด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า "ขอให้พี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซียมั่นใจในการทำงานร่วมกันของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาวที่มีปริมาณผู้เดินทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จะพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในต้นเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาความแออัดและรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างถาวรแน่นอน"
.

ผอ.สบอ.3 เข้มงวดสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ ! อุทยานฯ ไทรโยค จับมือเทศบาลตำบลไทรโยค สนธิกำลัง ชรบ. และกู้ภัยกาญจนบุรี เปิดศูนย์บัญชาการร่วม เดินหน้าปูพรมค้นหาผู้สูญหายใต้น้ำอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569  นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีปฏิบัติตามนโยบายเข้มข้นในการสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ชายต้องสงสัยกระโดดน้ำหนีการปิดล้อมรอดชีวิต 1 ราย และสูญหาย 1 ราย ล่าสุดหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่อำเภอไทรโยคได้ยกระดับการค้นหา โดยจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ร่วม เพื่อระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนปฏิบัติภารกิจกู้ภัยทางน้ำอย่างเต็มกำลังตามหลักมนุษยธรรม
    นายพีร พวงมาลี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค รายงานลำดับเหตุการณ์ว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติไทรโยค ที่ ทย.5 (แม่น้ำน้อย) ได้รับแจ้งเบาะแสจากชาวบ้านแม่น้ำน้อย ว่าพบชายต้องสงสัย 2 ราย สะพายเป้มีพิรุธเข้ามาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ชายทั้งสองได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่าทึบ เจ้าหน้าที่จึงได้ประสาน กำนันตำบลไทรโยค เพื่อแจ้งเตือนและกระจายกำลังติดตามตัวอย่างใกล้ชิด
    ต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น. ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านดาวดึงส์ (ชรบ.) ได้ตรวจพบชายต้องสงสัยทั้งสองราย แต่เมื่อกลุ่มชายดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ปิดล้อม จึงได้วิ่งหลบหนีและตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำแควน้อย บริเวณบ้านดาวดึงส์ หมู่ 6 ตำบลไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้ช่วยเหลือขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย 1 ราย ก่อนที่ผู้นำชุมชนจะนำตัวส่ง สถานีตำรวจภูธรไทรโยค เพื่อดำเนินคดีและสอบสวนขยายผล ส่วนชายอีก 1 ราย ได้จมหายไปกับกระแสน้ำเชี่ยว
    จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทางอุทยานแห่งชาติไทรโยคได้ประสานขอรับการสนับสนุนจาก ชุดกู้ภัยทางน้ำ ทันที ล่าสุดได้มีการจัดตั้ง ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ภารกิจค้นหาผู้สูญหายภายในน้ำ ณ บ้านดาวดึงส์ ม.6 ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยมี นายประกอบ เซี่ยงหลิว นายกเทศมนตรีตำบลไทรโยค ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และมีหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไทรโยค เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ และทีมกู้ภัยเข้าร่วมวางแผนปฏิบัติการ
    สำหรับความคืบหน้าล่าสุด (13 มิถุนายน 2569 เวลา 18.00 น.) ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ ได้ทำการปรับแผนการค้นหาเนื่องจากสภาพน้ำเชี่ยว โดยเปลี่ยนมาเน้นการลาดตระเวนและค้นหาทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันของ รวมทั้งสิ้น 5 ลำ ประกอบด้วย มูลนิธิกู้ภัยกาญจนบุรีสำนักงานใหญ่ (สนับสนุนเรือจำนวน 2 ลำ) ทีมมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ (สนับสนุนเรือจำนวน 1 ลำ) เทศบาลตำบลไทรโยค (สนับสนุนเรือจำนวน 1 ลำ) และอุทยานแห่งชาติไทรโยค (สนับสนุนเรือจำนวน 1 ลำ)
    นายพีร กล่าวว่า การปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และท่านอธิบดีกรมอุทยานฯ ที่นอกจากจะเข้มงวดเรื่องการป้องกันป่าแล้ว ยามเกิดเหตุฉุกเฉินต้องคำนึงถึงชีวิตมนุษย์เป็นสำคัญ การได้รับความร่วมมือจากทั้ง นายกเทศมนตรีตำบลไทรโยค, กำนันตำบลไทรโยค, ชรบ.บ้านดาวดึงส์ และพี่น้องกู้ภัยทุกภาคส่วน ถือเป็นภาพสะท้อนของการบูรณาการที่แท้จริง ขณะนี้ทีมเรือทั้ง 5 ลำ ยังคงออกปฏิบัติการลาดตระเวนค้นหาอย่างต่อเนื่อง และหากมีความคืบหน้าประการใด ทางอุทยานฯ จะรีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยด่วนต่อไป.
  /////////#ทีมข่าวภาคตะวันตกรายงาน - ข่าว

Saturday, June 13, 2026

ZEEKR PRIMUS เปิดบ้านต้อนรับ ZEEKR CLUB THAILAND ตอกย้ำความเชื่อมั่นมาตรฐานบริการ

มีรายงานว่า ZEEKR PRIMUS ในเครือ PRIMUS GROUP ได้จัดงาน X-PERIENCE DAY เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ แฟลกชิปแห่งใหม่ บนถนนราชพฤกษ์ ต้อนรับสมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ร่วมสัมผัสประสบการณ์การบริการแบบครบวงจร เพื่อตอกย้ำเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม และสร้างการรับรู้แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ภายในงาน คณะผู้บริหาร ZEEKR PRIMUS นำโดย นายศราวิช ไชยมังกร รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ PRIMUS GROUP ได้นำเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโชว์รูมและศูนย์บริการ พร้อมโชว์เทคโนโลยีการซ่อมบำรุงและดูแลรถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ด้วยมาตรฐานระดับสูง โดยมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่พร้อมให้บริการในทุกด้าน
การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ZEEKR PRIMUS ในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะนอกจากรถยนต์ที่มีคุณภาพแล้ว การมีเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการที่มีศักยภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ในการเป็นเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่เหนือระดับในระยะยาว
นายศราวิช กล่าวว่า เรามุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการในทุกมิติให้แก่ลูกค้า โดยการออกแบบและพัฒนาให้ ZEEKR HOUSE PRIMUS ราชพฤกษ์ เป็น FLAGSHIP SHOWROOM แห่งสำคัญ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก เพื่อมอบการบริการและดูแลลูกค้ารถยนต์ ZEEKR แบบครบวงจร ทั้งการจำหน่าย อะไหล่แท้ และการบริการหลังการขาย พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่เหนือระดับ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดรถ ZEEKR ในอนาคต
การเปิดบ้านในครั้งนี้ ทำให้สมาชิก ZEEKR CLUB THAILAND ได้สัมผัสขั้นตอนการทำงานในส่วนต่างๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยตอกย้ำความมั่นใจได้อย่างดี เพราะเราเชื่อว่า ประสบการณ์ด้านบริการหลังการขาย คือ หัวใจสำคัญของการครอบครองรถยนต์ในระยะยาว

สำหรับ ZEEKR HOUSE PRIMUS สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการ ZEEKR ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานระดับสูงตาม CI ของบริษัทแม่ ภายใต้การบริหารงานของ PRIMUS GROUP กลุ่มบริษัทที่มีประสบการณ์ในธุรกิจผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งมุ่งมั่งในการยกระดับมาตราฐานการบริการที่เหนือระดับ เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน 

ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้ รองเกรียงไกรฯ ผู้ต้อนรับเกียรติยศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันรับรองเพื่อเป็นเกียรติอำลารองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 นาฬิกา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะผู้ต้อนรับเกียรติยศ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันรับรองเพื่อเป็นเกียรติอำลา นางสาว เสียน ฮุย (Ms.Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ และคณะ ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของวุฒิสภา ระหว่างวันที่ 10-12 มิถุนายน 2569 โดยมี นางนวนันทน์ เนติธนากูล รองเลขาธิการวุฒิสภา นายรุ่งธรรม เปรมมางกูร รองเลขาธิการวุฒิสภา และผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วมรับรอง ณ โรงแรมไฮแอทรีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ต
โอกาสนี้ ระหว่างเวลา  09.00-10.30 นาฬิกา พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะผู้ต้อนรับเกียรติยศ ได้นำมาดามเสียน ฮุย (Madam Xian Hui) รองประธานสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ และคณะ เข้าเยี่ยมชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร  ซึ่งนอกจากจะเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่คุณค่าความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย และส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Friday, June 12, 2026

“สรรเพชญ” ตรวจความพร้อมท่าเรือระนอง สู่ประตูการค้าอันดามัน เชื่อมเอเชียใต้ - BIMSTEC กทท. โชว์ผลงานตู้สินค้าผ่านท่า 7 เดือน พุ่งกว่า 55% เร่งเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน-บริการ

วันนี้ (12 มิถุนายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน ณ ท่าเรือระนอง จังหวัดระนอง โดยมีนายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระนอง นายราชัน  มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง นายสีหราช สรรพกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระนอง ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมคณะผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ฯลฯ ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและแผนพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการค้าฝั่งทะเลอันดามัน รองรับการขนส่งสินค้าไปยังประเทศในเอเชียใต้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC และเส้นทางการค้าหลักในมหาสมุทรอินเดีย
นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือระนองเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาเป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ของไทยไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และภูมิภาคเอเชียใต้ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งท่าเรือระนองมีศักยภาพสูง ทั้งด้านการขนส่งสินค้าและการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ จึงต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถให้รองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมบูรณาการกับโครงข่ายคมนาคมอื่น ๆ เพื่อให้การขนส่งมีความต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างแท้จริง
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองมีจุดแข็งจากทำเลที่ตั้งบนฝั่งทะเลอันดามัน สามารถเชื่อมการขนส่งจากอ่าวไทย ภาคใต้ตอนบน และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศไปยังเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง กทท. จึงเดินหน้าพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการ และความร่วมมือกับท่าเรือคู่ค้า เพื่อให้ท่าเรือระนองเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงสำหรับผู้ประกอบการ ลดระยะทางบางเส้นทาง เพิ่มความคล่องตัวในการขนส่ง และสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ให้กับประเทศ”
ท่าเรือระนอง ปัจจุบันมีท่าเทียบเรือหลัก 2 ส่วน ได้แก่ ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ความยาว 134 เมตร รองรับเรือสินค้าไม่เกิน 500 ตันกรอส และท่าเทียบเรือตู้สินค้า ความยาว 150 เมตร รองรับเรือสินค้า 8,000 ตันกรอส หรือไม่เกิน 12,000 เดดเวทตัน พร้อมร่องน้ำการเดินเรือลึก 8 เมตร กว้าง 120 เมตร ระยะทาง 28 กิโลเมตร โดยมีพื้นที่รองรับการให้บริการทั้งโรงพักสินค้า ลานวางตู้สินค้า พื้นที่จอดรถบรรทุก และพื้นที่สำหรับกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น รถเครนเคลื่อนที่ (Mobile Harbour Crane) รถหัวลาก รถยก และจุดให้บริการตู้ควบคุมอุณหภูมิ ฯลฯ

ด้านผลการดำเนินงานของท่าเรือระนองในรอบ 7 เดือนของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568–เมษายน 2569 เติบโตในทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นถึงทิศทางการใช้บริการท่าเรือระนองที่ขยายตัวมากขึ้น โดยมีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ทีอียู (+55.56%) มีสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 106,000 ตัน (+7.07%) และเรือผ่านท่าเพิ่มขึ้นเป็น 217 เที่ยว (+38.22%) นอกจากนี้ กทท. ยังผลักดันความร่วมมือด้านการตลาดภายใต้กรอบ MOU กับท่าเรือพันธมิตรในบังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโอกาสทางการค้า เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ และเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงตลาดฝั่งอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กทท. มีแนวทางพัฒนาศักยภาพท่าเรือระนองอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพเครื่องมือทุ่นแรง เพื่อยกระดับความพร้อมด้านบริการ ความปลอดภัย และการรองรับปริมาณสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เพื่อผลักดันท่าเรือระนองสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการค้าและโลจิสติกส์ไทยบนฝั่งทะเลอันดามันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดระนอง โดยเฉพาะการยกระดับโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยในที่ประชุมฯ ได้ร่วมสะท้อนข้อเสนอ และความต้องการของพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม ในการผลักดันโครงการสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การขยายทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) เป็น 4 ช่องจราจรตลอดสาย การก่อสร้างถนนสายใหม่ช่วง “กะเปอร์–บ้านนา” เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางปากหมาก–ไชยา เพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางระหว่างจังหวัดระนอง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี การขยายถนนสาย ทช.4010 เป็น 4 ช่องจราจร การศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางรถไฟเชื่อมตำบลราชกรูด อำเภอเมืองระนอง ไปยังท่าเรือระนอง การพัฒนาท่าเรือมารีน่าชุมชนบ้านเขานางหงส์ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง การขอใช้พื้นที่จากจังหวัดระนอง ในการทำลานพักตู้สินค้าโดยการท่าเรือระนอง เพื่อลดการแออัดของตู้สินค้า ตลอดจนการศึกษาโครงการถนนวงแหวนรอบนอกเมืองระนอง เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดในระยะยาว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม พร้อมรับข้อเสนอของจังหวัด และภาคเอกชน ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันโครงการที่มีความพร้อมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยยืนยันว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในจังหวัดระนองจะต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับจังหวัดระนองสู่การเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญฝั่งทะเลอันดามันของประเทศต่อไป

อนุกรรมาธิการทหารฯ เตรียมผลักดัน ยุทธศาสตร์อวกาศและดาวเทียมแห่งชาติ เพื่อเอกราชทางเทคโนโลยี เพื่อความมั่นคงของประเทศ

​นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านไซเบอร์ เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมธิการกิจการทหารฯเมื่อวันที่  10 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ เชิญผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และตัวแทนของบริษัทเอกชนผู้ผลิตดาวเทียม บริษัทอีออส ออร์บิส จำกัด มาให้ข้อมูลด้าน อวกาศ และดาวเทียมซึ่งสถาบันการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้ดำเนินการในเรื่องการสร้างดาวเทียมโดยฝีมือของนักวิทยาศสาร์และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นคนไทยทั้งหมด เช่นเดียวกับบริษัทเอกชนที่เป็นของคนไทย บริษัทอีออส ออร์บิส  จำกัด ที่ สามารถผลิตดาวเทียม และส่งขึ้นสู่วงโคจรได้แล้ว เพื่อที่จะรับทราบ ข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับความก้าวหน้าของทั้ง 2 หน่วยงาน ด้านการวิจัย การพัฒนา การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการร่วมมือกับภาครัฐด้านอวกาศและดาวเทียม ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และความจำเป็นในด้านความมั่นคงของประเทศ สำหรับประเทศไทย ที่ต้องมีเป็นของหน่วยงานความมั่นคง เพื่อให้มีเอกราชทางเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึงพาหน่วยงานอื่นๆ และต่างชาติ ที่ปัจจุบัน เป็นการ ยืมจมูดคนอื่นในการหายใจ
​นายไชยยงค์ กล่าวว่า อธิปไตยทางอวกาศ คือความมั่นคงแห่งอนาคต  ในโลกปัจจุบัน อวกาศคือโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดชะตาของประเทศ การพึงพาเทคโนโลยีของต่างชาติถือว่าเป็นความเปราะบางทางยุทธศาสตร์ ซึ่งการซื้อเทคโนโลยีจากผู้อื่น คือการสูญเสียอำนาจในการควบคุมข้อมูล ซึ่งในปัจจุบัน และอนาคต หน่วยงานความมั่นคง ต้องสร้างระบบนิเวศวงจรต่ำ ของตนเอง เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ ยุทธศาสตร์ใหม่คือต้องเปลี่ยนจาก ต่างคนต่างทำ มาสู่การบูรณาการ หรือ ร่วมมือกัน ระหว่าง หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่มีความพร้อมและมีความก้าวหน้าไปมากแล้ว ภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจากคู่แข่งเป็นผู้สนับสนุนและส่งเสริม สร้างโครงสร้างพื้นที่ให้เอกชนเติบโตและเชื่อมโยงกับรัฐให้ได้ ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ฯ จะผลักดันให้มีการร่วมมือของทั้งสองฝ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ
​นอกจากนั้น ในที่ประชุมยังได้มีการพิจารณาในการจัดตั้งคณะทำงานศูนย์นวัตกรรม วิจัย และ พัฒนาต้นแบบด้านความมั่นคง ปลอดภัย เหตุฉุกเฉิน และภัยพิบัติของประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาความมั่นคง และภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว และ อื่นๆ  และเพื่อให้การศึกษาและผลักดันเรื่อง อวกาศ และ ดาวเทียม เทคโนโลยี อาวุธ ยุทธโธปกรณ์ และ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นไปอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเดินทางไปดูงงานถึงความก้าวหน้า ณ กองบิน 3  อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เพื่อการหารือ แลกเปลี่ยนแนวความคิดการควบคุมและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ  และเทคโนโลยีด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับ อากาศยาน

พ.ต.อ.ทวี รุดเยี่ยม ‘เด่น โต๊ะมีนา’ เสาหลักวาดะห์-ทายาทหะยีสุหลง สะท้อนผูกพันเหนือเส้นแบ่งการเมือง

          พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำคณะพรรคประชาชาติ รุดเยี่ยมอาการป่วย "เด่น โต๊ะมีนา" ย้อนภาพความผูกพันในฐานะ "สะพานเ...