Tuesday, November 3, 2026

ดีลเลอร์รถดังแจงดราม่าเงินเดือน ยันจ่ายครบจบ พ.ย. นี้ พร้อมเดินหน้าธุรกิจต่อ

พิษณุโลก – ดีลเลอร์รถยนต์ชื่อดังเมืองสองแควโต้ข่าวดราม่า ยันไม่ได้ค้างเงินเดือนพนักงานยาวนาน 4 เดือนตามที่เป็นข่าว แจงเป็นผลกระทบสะสมช่วง ส.ค.-ก.ย. พร้อมกางแผนเคลียร์เงินครบจบภายใน พ.ย. นี้ ยืนยันไม่ปิดกิจการ ด้าน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฯ เร่งกำชับดูแลตามกฎหมายเพื่อความยุติธรรมทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 พ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีอดีตและพนักงานโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ชื่อดังในพื้นที่ จ.พิษณุโลก รวมตัวร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมพิษณุโลก โดยอ้างว่าถูกนายจ้างค้างจ่ายเงินเดือนนานกว่า 4 เดือน จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการดำรงชีวิตและครอบครัว
ล่าสุด ตัวแทนเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ได้ชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวหลังเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมเปิดเผยแนวทางการชดเชยเยียวยาพนักงานทั้งหมด

ตัวแทนบริษัทฯ เปิดเผยว่า ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ว่าค้างจ่ายเงินนานถึง 4 เดือนนั้น ไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่เป็นผลกระทบสะสมจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งตัวแทนและเจ้าหน้าที่เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้บริหารและเจ้าของโชว์รูมมีความตั้งใจจริงและยืนยันความพร้อมที่จะชำระเงินที่ค้างจ่ายทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และพร้อมจะเดินหน้าดำเนินกิจการต่อไป
สำหรับ แผนการจ่ายเงินชดเชย บริษัทฯ ได้แบ่งพนักงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อจัดลำดับการจ่ายเงินอย่างเป็นระบบ ดังนี้  กลุ่มพนักงานปัจจุบันจำนวน 38 คน กำหนดชำระเงินค้างจ่ายทั้งหมดภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569  ส่วน​กลุ่มพนักงานขอหยุดงานไม่รับค่าจ้าง และกลุ่มพนักงานที่ลาออกไปแล้ว กำหนดจ่ายเงินภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เช่นเดียวกัน
ด้าน นางจิรภาพร ปานะชาติ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของลูกจ้างและครอบครัว จึงได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเข้ามาร่วมแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

"สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก ขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้าง ยึดหลักความถูกต้อง คำนึงถึงสิทธิของทุกฝ่าย และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน" 

จันทบุรี// กองทัพเรือตรวจเข้ม!ชายแดน จับชาวต่างชาติ 7 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 42 เครื่อง และโน้ตบุ๊กอีก 3 เครื่อง

เมื่อวันที่ 2  พฤศจิกายน 2569  เวลา 03.20 น. กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี โดย ชค.ทพ.นย.2  ฯ จัดกำลังชุดปฏิบัติการข่าว ชุดปฏิบัติการพิเศษ และกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 523  บูรณาการร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และกลุ่มงานสืบสวน สภ.บ้านแปลง จับกุมชาวต่างชาติรวม 7  ราย ในพื้นที่ ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาวกัมพูชา 1  ราย ชาวจีน 5  ราย และชาวเมียนมา 1  ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 42  เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จำนวน  3  เครื่อง เพื่อประกอบการตรวจสอบ
จากการซักถามเบื้องต้น มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในคาสิโนประเทศกัมพูชาและการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดการเดินทาง บทบาทของแต่ละบุคคล และที่มาของอุปกรณ์ที่ตรวจยึด รวมถึงความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดทางออนไลน์ โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์
เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการจับกุม พร้อมเตรียมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและตรวจสอบขยายผล โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับกุม

กองทัพเรือและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ยังคงประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกระทำผิดตามแนวชายแดนและดูแลความปลอดภัยของประชาชน
//กิตติพงศ์  คงคาลัย  จ.จันทบุรี  รายงาน//

สิงห์บุรี ปลุกเสน่ห์เมืองประวัติศาสตร์! ท่องเที่ยวและกีฬานำสื่อมวลชนเปิดเส้นทาง Press Tour ย้อนรอยเสด็จประพาสต้น รัชกาลที่ 5 ชวนเที่ยวงานใหญ่ 5–8 พ.ย.นี้

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. ดร.จีราธิวัฒน์ มโนวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยนายสมควร ชัยบุรินทร์ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดสิงห์บุรี นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดสิงห์บุรี ลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยว (Press Tour / Test Tour) ภายใต้แนวคิด “สัมผัสเสน่ห์วิถีถิ่น ตามรอยเสด็จประพาสต้น รัชกาลที่ 5” มุ่งประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้สิงห์บุรีเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญหลายแห่ง เริ่มจากศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี (หลังเดิม) หรือมิวเซียมสิงห์บุรี ร.ศ. 130 อาคารประวัติศาสตร์ที่มีสถาปัตยกรรมตะวันตก ก่ออิฐถือปูน ประดับหน้าบันด้วยตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนเดินทางไปยังวัดพรหมเทพาวาส (วัดชลอน) อำเภอพรหมบุรี เพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญาอาหารตามตำนาน “แม่ครัวหัวป่าก์” จากนั้นเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมืองพรหมบุรี แหล่งรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตชุมชนในอดีต
นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวงสำคัญของจังหวัด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จพระราชดำเนินถึง 2 ครั้ง และพิพิธภัณฑ์อินทร์บุรี แหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และพระราชกรณียกิจที่สำคัญ สะท้อนคุณค่าของเมืองสิงห์บุรีที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ค้นหาอย่างน่าประทับใจ
ทั้งนี้ จังหวัดสิงห์บุรี โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี เตรียมจัดงานใหญ่ “ย้อนรอยประพาสต้น รัชกาลที่ 5 ร.ศ. 130 ปี จังหวัดสิงห์บุรี” ระหว่างวันที่ 5–8 พฤศจิกายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีหลังเดิม เนื่องในโอกาสครบรอบ 130 ปีจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน
สำหรับไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน วันที่ 5 พฤศจิกายน ช่วงเช้าจัดพิธีบวงสรวง ถวายพวงมาลาและพานพุ่ม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ส่วนช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป พบกับพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมการแสดงแสง สี เสียง คอนเสิร์ตจากนักร้อง และการแสดงลิเก
วันที่ 6–7 พฤศจิกายน พบกับตลาดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของดีเมืองสิงห์บุรี จากร้านค้ากว่า 70–80 ร้าน พร้อมกิจกรรมการแสดงและความบันเทิงตลอดงาน
ปิดท้ายวันที่ 8 พฤศจิกายน กับกิจกรรม “เดิน-วิ่ง ตามรอยเสด็จ” ระยะทาง 10 กิโลเมตร ผ่านวัดและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมฟรี โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนตอบรับเข้าร่วมแล้วกว่า 800 คน
จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์เมืองสิงห์บุรี ย้อนรอยประวัติศาสตร์ตามเส้นทางเสด็จประพาสต้น พร้อมชมกิจกรรมและเลือกซื้อสินค้าของดีเมืองสิงห์บุรี ระหว่างวันที่ 5–8 พฤศจิกายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีหลังเดิม แล้วคุณจะได้ค้นพบว่าเมืองสิงห์บุรีไม่ได้มีดีแค่ประวัติศาสตร์ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวที่รอให้ทุกคนมาสัมผัส
ภาพ-ข่าว :สรวัชร สรรเพ็ชร์ ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี  // รายงาน

เร่งจัดระเบียบตักบาตรเช้า "วัดใหญ่พิษณุโลก" หลังโซเชียลร้องเรียน "ปัญหากั๊กที่นั่ง" วอนเปิดโอกาสประชาชนสัมผัสบรรยากาศรุ่งอรุณ

พิษณุโลก – เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ เมื่อการตักบาตรยามเช้าหน้าพระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชกลับกลายเป็นประเด็นดราม่า หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Ann" ออกมาโพสต์สะท้อนปัญหาพฤติกรรมเข้าข่าย "ยึดพื้นที่ทำธุรกิจจองที่นั่งตักบาตร" ทำเอาพุทธศาสนิกชนที่ตั้งใจไปทำบุญแต่เช้าตรู้ถึงกับจุกอก
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ผู้โพสต์เดินทางไปรอตักบาตร ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) ตั้งแต่เวลา 04.30 น. ทว่าบริเวณทางเดินหน้าพระวิหารกลับถูกจับจองด้วย "ขันโตก" วางเต็มพื้นที่ เมื่อเธอเข้าไปนั่ง กลับถูกชายคนหนึ่งเข้ามาทักท้วงว่า "ได้จองไว้หรือไม่?" พร้อมแจ้งว่าขันโตกทั้งหมดมีผู้จองไว้เต็มแล้ว

แต่เรื่องราวกลับ "ตาลปัตร" เมื่อเธอตัดสินใจไปอุดหนุนชุดอาหารตักบาตรเพิ่มอีก 5 ชุด จากร้านค้าบริเวณหน้าพระวิหาร ปรากฏว่าร้านค้ากลับอนุญาตให้เธอเข้าไปนั่งตรงขันโตกดังกล่าวได้ทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่ามีคนจองไว้แล้ว และเมื่อถึงเวลาตักบาตรจริง ขันโตกที่เคยถูกอ้างว่า "จองแล้ว" กลับไม่มีผู้เดินทางมานั่งแอยู่อย่างใด
สะท้อนให้เห็นข้อสังเกตว่า อาจมีผู้ประกอบการบางกลุ่มแปลงสภาพพิธีการตักบาตรให้กลายเป็นธุรกิจ "กั๊กที่นั่ง" หากไม่ซื้อสินค้าจากร้านตน ต่อให้ตื่นเช้าแค่ไหนก็ไร้สิทธิ์ ในทางกลับกัน หากยอมจ่ายเงินซื้อชุดตักบาตร ก็จะมีที่นั่งวีไอพีล็อกไว้ให้ทันที ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเมืองสองแคว
ความคืบหน้าล่าสุด ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหากิจกรรมตักบาตรเช้า โดยทางวัดเตรียมทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาบูรณาการจัดระเบียบพื้นที่ และควบคุมผู้ประกอบการบริเวณวัดอย่างเด็ดขาด
สำหรับกิจกรรม "ชินะราชา เบิกฟ้าเสริมบุญ ตักบาตรรับอรุณ หน้าวิหารเสริมพลังศรัทธา @เมืองสองแคว" นั้น จัดขึ้นทุกเช้าวันเสาร์ เวลา 06.00 น. ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของการมาท่องเที่ยวพิษณุโลก ที่นักท่องเที่ยวต่างมุ่งมั่นมาเก็บภาพความทรงจำยามเช้า ในวินาทีที่แสงทองรับรุ่งอรุณส่องกระทบ และประตูพระวิหารเปิดออกเผยความงดงามผุดผ่องขององค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช

ขณะเดียวกัน ได้มีเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงการจัดลำดับที่นั่งของข้าราชการและคณะผู้จัดงานตามระเบียบสารบรรณว่า แม้จะเป็นเรื่องของความเหมาะสมตามหลักสากล แต่วันเสาร์ซึ่งเป็นวันท่องเที่ยว ควรเน้นเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้สัมผัสบรรยากาศความเลื่อมใสหน้าพระวิหารอย่างใกล้ชิดและเท่าเทียม เพราะช่วงเวลาแห่งความประทับใจเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ สำหรับผู้มาเยือน

ธนา นภาดล รุกตลาดบ้านหรูพัทยา เปิดตัวโครงการ The Palm Grandio's (Pattaya-Motorway) มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้าน พร้อมจัดงาน Grandio's in the Garden ดึง ตู่ ภพธร สร้างสีสัน

วันที่ 1 พ.ย.69 บริษัท ธนา นภาดล จำกัด โดย คุณภาค ธนาอัครชล ประธานกรรมการบริษัทฯ และคุณญดา จิรฉัตรบวรกุล กรรมการผู้จัดการ จัดงาน Grandio's in the Garden เปิดพื้นที่ให้ลูกค้า พันธมิตร เอเจนซี่และสื่อมวลชนร่วมเข้าชมโครงการ The Palm Grandio's (Pattaya-Motorway) มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้าน ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับมาสเตอร์พีซ นิยามใหม่ของการอยู่อาศัยเหนือระดับ ท่ามกลางสังคมคุณภาพจำนวนเพียง 117 ครอบครัว บนทำเลที่ผสานความสงบเงียบและความสะดวกสบาย โดยมี ตู่ ภพธร ศิลปินนักร้องชื่อดังมาร่วมขับกล่อมบทเพลงสร้างสีสัน 
เดอะ ปาล์ม แกรนดิโอ้ เป็นโครงการที่พักอาศัยที่ได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันจากแนวคิด " Modern Classic" ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสแกนดิเนเวียและสไตล์ยุโรป เพื่อให้บ้านทุกหลังสะท้อนถึงรสนิยมอันโดดเด่นของผู้อยู่อาศัย ภายในบ้านถูกออกแบบให้มีเพดานสูง (High Ceilings) ที่ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย และเปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ด้วยหน้าต่างบานใหญ่ พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับสวนสไตล์อังกฤษภายนอก ด้วยดีไซน์ "Inside Out – Outside In" เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น และมีชีวิตชีวาเสมือนการพักผ่อนที่เหนือไปอีกระดับ
โครงการมีขนาดที่ดินประมาณ 40 ไร่ และนำเสนอแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้นถึง 3 แบบ (Type A – C) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกขนาดครอบครัวอย่างแท้จริง ทั้งในด้านพื้นที่ใช้สอย และฟังก์ชันที่ครบครัน เริ่มต้นพื้นที่ 221-352 ตร.ม. โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 7 - 14 ล้านบาท  ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับบ้านระดับนี้ เกิดกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% และขณะนี้บริษัทกำลังเร่งดำเนินงานก่อสร้างเพื่อส่งมอบบ้านใน 2 เฟสแรก ให้แก่ลูกค้าโดยเร็ว  
นอกเหนือจากดีไซน์ที่โดดเด่น เดอะ ปาล์ม แกรนดิโอ้ ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่คลับเฮาส์หรู, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่พร้อมจากุซซี่ และพื้นที่พักผ่อนแบบซันเคน สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ โครงการมีทั้งห้องฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ห้องโยคะ และลู่วิ่งออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคนในครอบครัว เช่น สวนส่วนกลางและสวนหลังบ้าน สนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่ Co-Working Space ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ และที่สำคัญ โครงการยังติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charge Point) เพื่อรองรับเทรนด์พลังงานสะอาด  
ในด้านความปลอดภัย โครงการยกระดับมาตรฐานด้วย "Premium Security System" ที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบ Easy Pass และกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกคนอุ่นใจได้อย่างสูงสุด  
ทำเลที่ตั้งของโครงการถือเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่า ด้วยศักยภาพการเดินทางที่เชื่อมต่อกับถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-พัทยาได้ภายใน 5 นาที ทำให้การเดินทางเข้า-ออกเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำอย่าง Terminal 21 และ Central Pattaya ที่ใช้เวลาเพียง 10 นาที รวมถึงใกล้กับโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ เช่น Regent's International School, Rugby School Thailand  และ Mooltripakdee International School ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในเมืองและธรรมชาติ รวมทั้งสนามบินนาชาติหัวใจของของ ECC 
บริษัท ธนา นภาดล จำกัด ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และมีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน และการเปิดตัวโครงการ เดอะ ปาล์ม แกรนดิโอ้ ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดไฮเอนด์ และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์โครงการคุณภาพสูงสุด  โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านหรูที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับบน และขยายไปสู่การพัฒนาในมิติใหม่ ๆ ทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม และบริการอื่น ๆ ขึ้นมาเพื่อโฟกัสการเติบโตในอนาคต 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

ปัตตานี - แม่ทัพภาคที่ 4 ห่วงใยความเป็นอยู่กำลังพล ลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี เน้นย้ำสวัสดิการ นำสู่การบูรณาการดูแลความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลโท ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความเป็นอยู่ของกำลังพล ตลอดจนการปฏิบัติงานของหน่วยกำลังในพื้นที่จังหวัดยะลาและปัตตานีโดยได้รับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนแผนการปฏิบัติงานในห้วงต่อไป พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม
โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยสั่งการให้ผู้บังคับหน่วยพูดคุยทำความเข้าใจกับกำลังพลถึงเจตนารมณ์ เป้าหมาย และกรอบการปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับ "แผนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2570" ตลอดจนกำชับให้ผู้บังคับหน่วยลงไปดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน
นอกจากนี้ ยังได้ย้ำเตือนให้กำลังพลทุกนายคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดและไม่ประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดูแลพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งหวังให้การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการแก้ไขปัญหา และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน
//ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว จังหวัดปัตตานี รายงาน// 

#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

จันทบุรี กองทัพเรือคุมเข้มชายแดน จับชาวกัมพูชาลักลอบเข้าเมือง 8 ราย

เมื่อวันที่ 1  พฤศจิกายน 2569  เวลา 22.00 น. กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี โดย ชค.ทพ.นย.2 ฯ บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานสืบสวน สภ.บ้านแปลง จับกุมชาวกัมพูชา จำนวน 8  ราย เป็นชาย 5  ราย และหญิง 3  ราย ในพื้นที่ ต.หนองตาคง อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
การจับกุมสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนตรวจพบบุคคลต้องสงสัยเมื่อเวลา 21.00 น. จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ เบื้องต้นไม่พบเอกสารการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร จึงควบคุมตัวเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม
จากการซักถามเบื้องต้น ผู้ถูกจับกุมให้ข้อมูลว่าเดินเท้าข้ามแดนจากประเทศกัมพูชา เพื่อเข้ามาหางานทำใน จ.จันทบุรี เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการจับกุม พร้อมเตรียมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

การปฏิบัติครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับกุมตามกฎหมาย ควบคู่กับการดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน
//กิตติพงศ์  คงคาลัย  จ.จันทบุรี  รายงาน//

ดีลเลอร์รถดังแจงดราม่าเงินเดือน ยันจ่ายครบจบ พ.ย. นี้ พร้อมเดินหน้าธุรกิจต่อ

พิษณุโลก – ดีลเลอร์รถยนต์ชื่อดังเมืองสองแควโต้ข่าวดราม่า ยันไม่ได้ค้างเงินเดือนพนักงานยาวนาน 4 เดือนตามที่เป็นข่าว แจงเป็นผลกระท...