Wednesday, July 15, 2026

กฟผ. และบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ขอเชิญสัมผัสเรื่องราวแห่งความรัก ความทรงจำ และพรหมลิขิต ผ่านภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น"

เตรียมสัมผัสเรื่องราวจากความรักอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่ภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น" สิงหาคมนี้ 
กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ขอเชิญสัมผัสเรื่องราวแห่งความรัก ความทรงจำ และพรหมลิขิต ผ่านภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น" ที่ถ่ายทอดทุกความรู้สึกผ่านภาพถ่ายที่บันทึกความทรงจำเหนือกาลเวลา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวความรักอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ กฟผ. ร่วมสร้าง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ร่วมออกเดินทางไปกับเรื่องราวที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม เดือนสิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ Facebook : Broadcast Thai Television

โฆษกวิปวุฒิซัดเวทีเสวนาครบรอบ 2 ปีเลือก สว. ทำประชาชนเข้าใจผิด เสนอพิสูจน์หลักฐานด้วยลายนิ้วมือ

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) แถลงข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จัดเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. คดีถึงไหนแล้ว” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สว.พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกระบวนการเลือก สว. และกระบวนการยุติธรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อย่างเต็มที่มาโดยตลอด การเสวนาที่จัดขึ้นดังกล่าวถือเป็นการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด อีกทั้งยังเป็นการลดทอนด้อยค่าศักดิ์ศรีของ สว. ซึ่งถือเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยเช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหลักฐานที่นำมาเปิดเผยได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และใช้อำนาจใดในการนำออกมาจากกระบวนการไต่สวน สอบสวน เนื่องจากตามหลักแล้วข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ ไม่สามารถนำออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด จึงถือเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงจะมีความผิดตามกฎหมายด้วย ดังนั้น หากมีความบริสุทธิ์ใจจริงควรมอบหลักฐานต่าง ๆ ให้แก่ กกต. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบโดยตรง และเสนอให้มีการพิสูจน์หลักฐานด้วยลายนิ้วมือ ซึ่งจะสามารถระบุตัวตนของบุคคลดังกล่าวได้ทันที  
นายพิสิษฐ์ ยังได้เรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบข้อมูลหลักฐานที่มีบุคคลต่าง ๆ นำมาเปิดเผยในการเสวนาด้วยว่าอยู่ในสำนวนคดีหรือไม่ เพราะการนำหลักฐานที่อยู่ในสำนวนคดีมาเปิดเผยอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีการดำเนินการอย่างไรเพราะเกิดความเสียหายต่อสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกกล่าวหา

สุพรรณบุรี รำลึกถึงเจ้าพระยายมราช 164 ปีชาตกาลมหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราชปั้นสุขุม

ที่บ้านเจ้าพระยายมราช (บ้านยะมะรัชโช) อำเภอเมืองสุพรรณบุรี นายแพทย์ณรงค์ ประกายรุ้งทอง รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ เป็นประธานเปิดงานรำลึกถึงเจ้าพระยายมราช 164 ปี ชาตกาลมหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดยมี แพทย์หญิงอรัญญา กัลยาณพจน์พร รองผู้อำนวยการ ด้านจริยธรรมโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช กล่าวรายงานวัตุประสงค์ มี ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย  อดีตวุฒิสมาชิก ทายาท เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)  คณะแพทย์พยาบาล นักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวการศึกษา  แขกผู้มีเกียรติ ร่วมงานจำนวนมาก 
เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นบุคคลท่านหนึ่งของชาวสุพรรณบุรีที่มีบทบาทหลายประการในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จนถูกเรียกว่าเป็นรัฐบุรุษ 4 แผ่นดิน ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในระบบราชการและการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ตลอดช่วงเวลาของการทำงานในชีวิตราชการนั้น ท่านได้สร้างผลงานสำคัญไว้หลายประการ ตั้งแต่เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชเป็นคนแรกในตำแหน่งพระยาสุขุมนัยพินิต ได้สร้างผลงานในการพัฒนาปรับปรุงระเบียบการปกครองเจ็ดหัวเมืองภาคใต้อย่างยอดเยี่ยม จนต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ และเสนาบดีกระทรวงนครบาลตามลำดับ 
ผลงานของการกลับมารับราชการในส่วนกลางนั้นมีตั้งแต่การเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างประปาพระนคร ไฟฟ้านครหลวงผู้อำนวยการสร้างถนนและสะพานหลายแห่ง รวมทั้งพระอนันตสมาคมอันงดงาม ที่ทุกท่านควรนำไปเป็นแบบอย่างที่ดีของข้าราชการไทยในปัจจุบันให้สมดั่งพระราชดำรัสในระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ใจความว่า "พระมหามงกุฎเป็นเครื่องหมายของราชาธิปไตย พระมหามงกุฎสง่างามด้วยประดับเพชรนิลจินดามีค่าฉันใด ข้าราชการที่อุตส่าห์ช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญก็เปรียบเสมือนเพชรนิลที่ประดับพระมหามงฎฉันนั้นนั้น"
พิธีรำลึกถึงเจ้าพระยายมราช 164 ปีชาตกาลมหาอำมาตย์นายกเจ้าพระยายมราช ในวันนี้เนื่องในโอกาสที่เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) มีอายุครบ164 ปี ชมรมจริยธรรมและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชจึงร่วมกันจัดงานขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ทำงานรับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทจนเป็นที่รัก เมตตาและเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งราชวงศ์จักรีนับตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 8 สมควรได้รับการยการยกย่องเละเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตสำหรับข้าราชการ ประชาชนและอนุชนรุ่นหลัง
กิจกรรมภายในงานหลังจากพิธีเปิดมีการอ่านบทประพันธ์  รำลึกถึงช้างป่าต้นคนสุพรรณ มหาอำมาตย์นายก เจ้าพระยายมราช (ปั้นสุขุม) มีการแสดงชุดเชิดชูเกียรติช้างป่าต้นคนสุพรรณ เจ้าพระยายมราช และพิธีทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ทรงสมณศักดิ์ จำนวน 9 รูป นอกจากนี้ยังมีการจัดบูท นำอาหารคาวหวาน มาบริการให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธี มีการออกร้านนำสินค้าโอท็อป จามจำหน่าย และคณะครูอาจารย์จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา ได้นำนักศึกษา มานวดช่วยผ่อนคลายให้ผู้ร่วมงานด้วย
//ภัทรพล  พรมพัก  สุพรรณบุรี// 

Tuesday, July 14, 2026

ม.ทักษิณ จับมือ กสม. หนุนธรรมนูญอูรักลาโว้ยเกาะลันตา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

มหาวิทยาลัยทักษิณเดินหน้าสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อผลักดันการจัดทำ (ร่าง) ธรรมนูญชาติพันธุ์อูรักลาโว้ยเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ให้เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิ อนุรักษ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน
มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยสถาบันส่งเสริมการบริการวิชาการ ร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และภาคีเครือข่าย จัดเวทีขับเคลื่อนการจัดทำ (ร่าง) ธรรมนูญชาติพันธุ์อูรักลาโว้ยเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการกำหนดแนวทางคุ้มครองสิทธิและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อูรักลาโว้ย
การดำเนินงานครั้งนี้มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอของชุมชน เพื่อนำไปสู่การจัดทำธรรมนูญชาติพันธุ์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของชาวอูรักลาโว้ย ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล
มหาวิทยาลัยทักษิณนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและการบริการวิชาการมาสนับสนุนกระบวนการจัดทำธรรมนูญชาติพันธุ์ โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ข้อเสนอที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบาย และเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
เวทีดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน คุ้มครองความหลากหลายทางวัฒนธรรม และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชาติพันธุ์ โดยมหาวิทยาลัยทักษิณยังคงมุ่งใช้ศักยภาพด้านวิชาการเพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคม และร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง

นายกอบจ.สงขลา เป็นประธานกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ตลาดน้ำบางกล่ำ หมู่ที่ 4 ตำบลบางกล่ำ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา โดยมี นายอภิชัย เกื้อก่อบุญ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายธีระวุฒิ เรืองศรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เขตอำเภอบางกล่ำ นายชัยรัตน์ สุขสมคิด นายอำเภอบางกล่ำ นายบุญเจอ กัลป์ยาศิริ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางกล่ำ นางสาวนงค์เยาว์ มณี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสงขลา นางสุนิสา เลาประสพวัฒนา ประมงอำเภอบางกล่ำ ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม
          นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพประมง เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ตามนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตรที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้ประชาชน การเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่เพียงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ แต่ยังเป็นการสร้างแหล่งอาหาร เพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนในระยะยาว
          ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยกองส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินโครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องไปแล้ว 4 อำเภอ (นาทวี , รัตภูมิ , สทิงพระ , เทพา) ก่อนขยายการดำเนินงานมายังอำเภอบางกล่ำ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ของจังหวัด อันเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
          สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ได้ปล่อยลูกกุ้งก้ามกราม จำนวน 1,000,000 ตัว ซึ่งเพาะพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสงขลา ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิด รวมถึงลูกกุ้งก้ามกรามจากวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2569 มีพันธุ์สัตว์น้ำสำหรับปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วจังหวัดสงขลา รวมทั้งสิ้น 3,920,000 ตัว เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเสริมความเข้มแข็งให้กับอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย -กัมพูชา

สภาพเศรษฐกิจ ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ระหว่างวันจันทร์ที่ 13 - วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 - 16.00 นาฬิกา ณ ศาลากลางจังหวัดจันบุรี
 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา นำโดย นายกัมพล  สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยกรรมาธิการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ได้พบปะ สนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนางคณิตา  ราษฎร์นุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นาวาเอก นฤมิต ศุขสมิติ  รองเสนาธิการ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)  หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับภาพรวมด้านเศรษฐกิจของจังหวัดจันทบุรี สถานการณ์การเฝ้าระวังบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สภาพเศรษฐกิจ ผลกระทบและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยเฉพาะแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง
นายกัมพล สุภาแพ่ง กล่าวว่า คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา มีหน้าที่ในการพิจารณาศึกษา ติดตาม และเสนอข้อคิดเห็น รวมทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การลงทุน การค้า และการพัฒนาประเทศ การเดินทางมาศึกษาดูงานในครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อรับฟังข้อมูล ข้อเท็จจริง ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชายแดน การค้าชายแดน การประกอบธุรกิจของภาคเอกชน และมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
ประธานคณะกรรมาธิการกล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดจันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการเกษตร การค้าชายแดน การส่งออก การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พื้นที่ชายแดนมีความเปลี่ยนแปลงและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายมิติ คณะกรรมาธิการจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ เพื่อให้การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายมีความครบถ้วน รอบด้าน และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของพื้นที่

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดจันทบุรี สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ผลกระทบต่อการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว การลงทุน ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ตลอดจนมาตรการที่จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อดูแลประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งข้อจำกัดและอุปสรรคที่ควรได้รับการสนับสนุนหรือผลักดันในระดับนโยบาย

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเห็นว่า การกำหนดมาตรการช่วยเหลือและการฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน จำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจากพื้นที่จริง และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้มาตรการของรัฐสามารถตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างตรงจุด รวดเร็ว และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อสังเกตหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เสนอต่อวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหา การเยียวยาผู้ประกอบการ การฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดจันทบุรีและประเทศต่อไป

สิงห์บุรี - วัฒนธรรมสิงห์บุรีแถลงข่าว “แห่เทียนจำนำพรรษายายดอกไม้ (ตักบาตรดอกไม้)” ชูอัตลักษณ์ลาวเวียง หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

วันที่ 14 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี จัดแถลงข่าวการจัดงาน “สืบสานประเพณีแห่เทียนจำนำพรรษายายดอกไม้ (ตักบาตรดอกไม้)” ชาวลาวเวียง ตำบลบ้านแป้ง ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2569 โดยมี นายสหชัย แจ่มประสิทธิ์สกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี, นายประสิทธิ์ พุ่มไม้ชัยพฤกษ์ วัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี, นางสนอง โพธิ์วัน ปราชญ์ชุมชนลาวเวียงตำบลบ้านแป้ง และ พระครูปริยัติกิจจานุกูล เจ้าอาวาสวัดจินดามณี ร่วมแถลงถึงความสำคัญของประเพณีและแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัด
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า ประเพณีดังกล่าวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และความศรัทธาของชุมชนชาวพุทธเชื้อสายลาวเวียงในตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี ที่ยังคงสืบทอดขนบธรรมเนียม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้อย่างเข้มแข็ง ทั้งด้านอาหาร การแต่งกาย ศิลปะ และหัตถกรรมพื้นบ้าน
ประเพณีนี้ได้รับการฟื้นฟูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 โดยวัดจินดามณี และได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดสิงห์บุรีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 โดยในปี 2569 นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 14
กิจกรรมเด่นภายในงาน
เวียนเทียนพระบรมธาตุเจดีย์บ้านแป้ง ขบวนแห่เทียนจำนำพรรษา
นิทรรศการประวัติชาวลาวเวียงและตักบาตรดอกไม้ สาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่นและอาหารพื้นถิ่น
การแสดงศิลปวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ ประกวดกวนกระยาสารทประกอบลีลา พิธีตักบาตรดอกไม้พระสงฆ์ 75 รูป ซุ้มถ่ายภาพและร้านอาหารพื้นบ้าน (เข้าร่วมฟรี)
กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 29–30 กรกฎาคม 2569 ณ วัดจินดามณี ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
ด้านวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี ระบุว่า ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับ “ทุนทางวัฒนธรรม” สู่ Soft Power สร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่การอนุรักษ์มรดกท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ จังหวัดสิงห์บุรีมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ได้แก่ ลาวเวียง ลาวแง้ว ไทยพวน และไทยญวน โดยในปีงบประมาณ 2570 จะเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมสำคัญของแต่ละกลุ่ม เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้แสดงอัตลักษณ์ ถ่ายทอดภูมิปัญญา และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
จังหวัดสิงห์บุรีขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมลาวเวียง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม ในงานครั้งนี้อย่างใกล้ชิด
ภาพ-ข่าว : สรวัชร สรรเพ็ชร์ ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี // รายงาน

กฟผ. และบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ขอเชิญสัมผัสเรื่องราวแห่งความรัก ความทรงจำ และพรหมลิขิต ผ่านภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น"

เตรียมสัมผัสเรื่องราวจากความรักอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม...