Tuesday, March 10, 2026

โครงการคนละลูก เดินหน้าปีที่ 8 สานฝันเยาวชนไทย ส่งมอบความสุขผ่านโครงการคนละลูก ผู้นำเยาวชนกีฬา ร่วมทำความดี พี่ให้น้อง ปีที่ 8 มอบลูกฟุตบอลมิกาซ่า มาตรฐานระดับโลก พร้อมเปิดคลินิกทักษะลูกหนังทั่วไทย

​[นครพนม] 9 มีนาคม 2569 – โครงการคนละลูก และ บริษัท มิกาซ่า อินดัสตรี้ส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชนไทย และมอบลูกฟุตบอลมิกาซ่า ให้โรงเรียนบ้านโคกสีมิตรภาพที่ 87 อำเภอวังยาง จังหวัดนครพนม ในโครงการคนละลูก ผู้นำเยาวชนกีฬา ร่วมทำความดี พี่ให้น้อง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ประจำปี 2569 โดยมุ่งเน้นการมอบโอกาสทางการกีฬาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารและโรงเรียนทั่วไทย
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายวีระศักดิ์ สำราญเนตร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโคกสีมิตรภาพที่ 87 ร่วมพิธีรับมอบ ลูกฟุตบอลมิกาซ่า (Mikasa) จากนายธนธรณ์ พรหมอารักษ์ (เสื้อสีแดงที่ 5 ซ้ายมือ)หัวหน้าสำนักงานโครงการคนละลูกจังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นลูกฟุตบอลคุณภาพมาตรฐานสากลที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลก เพื่อนำไปใช้ในการฝึกซ้อมและพัฒนาขยับขยายศักยภาพทางด้านกีฬาฟุตบอลอย่างถูกวิธี
นอกจากการมอบอุปกรณ์กีฬาแล้ว ไฮไลท์สำคัญของโครงการในปีนี้คือการเปิด ฟุตบอลคลินิก(Football Clinic) โดยมีผู้เชี่ยวชาญและสต๊าฟโค้ชมาลงสนามถ่ายทอดทักษะพื้นฐาน การควบคุมบอล และเทคนิคการเล่นเป็นทีมให้กับเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อปลูกฝังการมีน้ำใจนักกีฬา (Sportsmanship) และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ห่างไกลยาเสพติด
​นายธนธรณ์ พรหมอารักษ์ หัวหน้าสำนักงานโครงการคนละลูกจังหวัดนครพนม กล่าวว่า “ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา โครงการคนละลูก ไม่เพียงแค่มอบลูกฟุตบอลมิกาซ่า แต่เราต้องการส่งมอบโอกาสและมาตรฐานกีฬาที่ดีให้กับเด็กไทย เราเชื่อว่าเยาวชนทุกคนมีศักยภาพ หากได้รับอุปกรณ์และการชี้แนะที่ถูกต้อง พวกเขาอาจก้าวไปเป็นกำลังสำคัญของวงการกีฬาไทยในอนาคต”
โครงการคนละลูก จะยังคงเดินหน้าส่งมอบความสุขและอุปกรณ์กีฬาไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้เกิดเครือข่ายผู้นำเยาวชนที่รักการเล่นกีฬาและพร้อมส่งต่อความดีคืนสู่สังคมสืบไป โอกาสนี้ต้องขอขอบคุณ ผลิตภัณฑ์มิกาซ่า ผลิตภัณฑ์ชุดกีฬาFACTIVE ผลิตภัณฑ์ KC  บริษัท กีล่าสปอร์ต จำกัด ทีสนับสนุนโครงการมาโดยตลอด

สุพรรณบุรี ระทึกตำรวจใช้เหล็กง่ามบุกสยบชายคลั่งยาด่าตำรวจด่านักข่าวแล้วบ้านพัง

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยุสื่อสาร สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีชายคลุ้มคลั่งมีอาวุธ เดินอยู่ที่บริเวณบ้านหลังหนึ่ง พื้นที่ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี ชาวบ้านเกรงจะเกิดเหตุร้ายจึงประสานเ ร.ต.อ.มานะชัย โพธิ์หอม รอง สวป.สภ.เมืองสุพรรณบุรี  นำกำลังสายตรวจรถยนต์,สายตรวจรถจักรยานยนต์ สายตรวจตำบลตำรวจ และหน่วยกู้ภัยร่วมใจสวนแตง ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงหลังและฝาบ้านเป็นสังกะสี เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพบชายคลุ้มคลั่ง ทราบชื่อนายทองดี  สงวนนามสกุล  อายุ 60 ปีสภาพนุ่งกางเกงในตัวเดียว มือถือขวาถือวัตถุคล้ายอาวุธ มือซ้ายถือโทรศัพท์มือถือ พอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รีบเดินขึ้นบ้านปิดประตูล็กกลอนภายใน แล้วค่อยๆ เปิดหน้าต่างโผล่หน้าออกแล้วใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพของเจ้าหน้าที่ที่มาระงับเหตุ เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้ออกมาพูดคุยกันแต่ผู้ก่อเหตุไม่ยอม ยังคงเดินอยู่ในบ้าน เปิดหน้าต่างบานโน้นบานนี้ ปากก็ตะโกนถามเจ้าหน้าที่ตำว่ามาทำไม มาทำส้นเท้าทำไม จะมาจับตนข้อหาอะไร ตนไม่ได้ทำผิด  ตนโดนพวกค้ายาบ้ากลั่นแกล้ง  ระหว่างที่เจ้าหน้าที่เจรจา ก็ได้ประสาน ภรรยา ลูกสาว และผู้นำหมู่บ้านมาช่วยเกลี้ยกล่อม แต่ชายคลุ้มคลั่ง ไม่ยอมออกมา โดยภรรยาของชายคลุ้มคลั่งพยายามเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้ออกมาพูดคุยหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จ 
กระทั่งเวลา ผ่านไปเกือบ 4 ชั่วโมงลูกสาวและหลานสาวของชายคลุ้มคลั่งจึงยอมเปิดประตูให้เข้าไปเจรจา แต่นายทองดี  ชายคลุ้มคลั่งได้สั่งให้ลูกสาวและหลานสาวถ่ายภาพเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาในบริเวณบ้านไว้เป็นหลักฐานเพื่อจะแจ้งข้อหาบุกรุก ระหว่างที่ลูกสาวกำลังเจรจา เจ้าหน้าตำรวจได้อาศัยจังหวะเผลอย่องตามขึ้นไปบ้านก่อนบุกเข้าชาร์จใช้เหล็กง่ามล็อกตัวเอาไว้ได้แต่ชายคลุ้มคลั่งพยายามดิ้นรนต่อสู้ขัดขืนและล้มลงกับพื้นศีรษะชายคลุ้มคลั่ง กระแทกกับพื้นจนศีรษะแตกเลือดอาบ แต่สุดท้ายสุดท้ายเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวเอาไว้ได้อย่างทุลักทุเล ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวชายคลุ้มคลั่งเพื่อจะตัวลงจากบ้าน ได้เกิดเหตุระทึกขึ้น เมื่อจู่ๆพื้นบ้านได้ทรุดตัวลงทำให้ทั้งตำรวจลูกสาว และภรรยาของชายคลุ้มคลั่งต่างตกใจเสียหลักล้มโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ 
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวชายคลุ้มคลั่งเดินมาที่รถเพื่อจะนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ระหว่างทำถูกคุมตัวมาที่รถชายคลุ้มคลั่งยังไม่ยอมสงบ พยายามดิ้นรนขัดขืนปากก็ตะเรียกให้ลูกสาวและภรรยาช่วยบอกเดี๋ยวตำรวจจะยัดยา และภรรยาได้ขึ้นไปอยู่บนกระบะด้วยกันแล้วเทน้ำดื่มในขวดล้างหน้าให้ ชายคลุ้มคลั่งก็ยังโวยวายหาว่าภรรยาเอาน้ำร้อนมารด จนภรรยาทนไม่ไหว ตบปากไป 2-3 ครั้งจึงยอมสงบเมื่อเจ้าหน้าที่พานายทองดี ออกเดินทาง ไปโรงพยาบาล นายทองดี  ได้ร้องไห้โฮ  ทันที
สำหรับนายทองดี  มีประวัติเคยถูกจับคดีครอบครองยาเสพติด ติดคุกมาแล้วหลายครั้งและยังไม่เลิกเสพยา ยังคคงยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดจนเกิดอาการหลอน ญาติได้ซื้อยากล่อมประสาทมาให้กินเพื่อบรรเทาอาการแต่ยังไม่เคยส่งตัวเข้ารับการรักษา จนอาการกำเริบ ก่อนหน้านี้เคยก่อเหตุตบเพื่อนบ้านโดยไม่มีเหตุผล และวันนี้ก็ทะเลาะกับคนในหมู่บ้าน มีการข่มขู่ว่าจะไปเอาปืนมายิง สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านจนต้องแจ้งเจ้าหน้าที่มาระงับเหตุและควบคุมตัวส่งไปตรวจประเมินอาการก่อนส่งตัวเข้ารับการรักษาตามขั้นตอนต่อไป
//ภัทรพล  พรมพัก  สุพรรณบุรี//

ชลบุรี ’ดร.เอิง‘ ร่วมปล่อยพันธุ์กุ้งคืนอ่าวบางละมุง ฟื้นธรรมชาติทางทะเล

วันที่ 9 มีนาคม 2569 กลุ่มประมงพื้นบ้านนาเกลือ จ.ชลบุรี ได้จัดกิจกรรมการปล่อยพันธุ์กุ้งลงสู่ทะเลอ่าวบางละมุง กิจกรรมประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล โดยพบว่ามีตัวแทนท่องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง ดร.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ ดร.เอิง ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา 
ดร.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ ดร.เอิงเผยว่า กิจกรรมนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง ซึ่งส่งผลดีทั้งในเชิงนิเวศและเศรษฐกิจของชุมชน สามารถช่วยในเรื่องการฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศ การปล่อยลูกกุ้งช่วยเพิ่มประชากรในธรรมชาติที่อาจลดน้อยลงจากการทำประมงเกินขนาด หรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
ตลอดจนเป็นการรักษาห่วงโซ่อาหาร เพราะกุ้งเป็นอาหารของสัตว์น้ำขนาดใหญ่กว่า ช่วยรักษาความสมดุลในทะเลได้อย่างเป็นระบบ และด้วนความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยให้ระบบนิเวศชายฝั่งมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประมงพื้นบ้าน
ที่สำคัญคือสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวประมงท้องถิ่น เพราะเมื่อกุ้งเติบโตจนได้ขนาด ชาวประมงสามารถจับมาขาย หรือบริโภคได้มากขึ้น โดยไม่ต้องออกเรือไปไกล รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุน ช่วยให้ชาวประมงชายฝั่งมีแหล่งอาหารและอาชีพอยู่ใกล้บ้าน และลดค่าใช้จ่ายเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

Monday, March 9, 2026

พิษณุโลก ยึดไม้เถื่อนตามถึงบ้าน หลังป่าไม้ตรวจพบไม้ 200 ท่อน กระจายเกลื่อน 30 ไร่เศษในเขตป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย ต.ชมพู…อ.เนินมะปราง

คาดคนในพื้นที่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ป่าไม้-อุทยานฯ นำกำลังขยายผลรัศมี 1.5 กิโลเมตร พบว่า ไม้เถื่อนถูกชักลากเข้าที่พัก ทั้งไม้แปรรูป-ไม้ปอนด์เหลี่ยม อื้อ! รับสารภาพ  2 รายจำนนไม้เถื่อนคาบ้าน และพบว่า   1 ใน 2  ราย เจออาวุธปืนผิดมืออีก    
วันนี้ (9 มี.ค.69)   นายธีรพล  กาญจนโกมล   หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก  2  รับแจ้งมีผู้ลักลอบตัดโค่นต้นไม้ โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดทอน จึงประสาน ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้พิษณุโลก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, ตำรวจป่าไม้ กก.4 บก.ปทส., ฝ่ายปกครอง, ตำรวจเนินมะปราง, กำนันชมพู  ตำบลชมพู  อ.เนินมะปราง ร่วมตรวจสอบ  
พบไม้นานาชนิด อาทิ ไม้ประดู่ ไม้เต็ง ไม้รัง ฯลฯ ถูกเลื่อยยนต์ตัดโค่นล้มกระจัดกระจาย บางต้นถูกตัดทอนยังไม่ขาด ร่องรอยเพิ่งตัดสดๆ บางจุดพบเศษไม้เหลือจากการตัดเป็นท่อนๆวางเรียงอย่างมีระเบียบ พบแปลงที่ดินข้างเคียง มีร่องรอยการทำไร่มันสำปะหลัง ระหว่างตรวจยึด ไม่พบบุคคลใดให้ปากคำ  หรือบุคคลใดอ้างเป็นเจ้าของที่ดิน คาดว่า เป็นการตัดไม้ เพื่อบุกรุกป่าเพิ่มเติม ขยายพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย 
เจ้าหน้าป่าไม้จับค่าพิกัดรอบแปลงตรวจยึดประมาณ  30 ไร่พบไม้ประดู่, ไม้เต็ง  เป็นไม้ที่ปกติวิสัยของบุคคลทั่วไป จะนิยมปลูก จึงยืนยันว่า ไม้ที่โค่นล้มเป็นต้นไม้ธรรมชาติ ไม่ใช่ไม้ที่ปลูกขึ้นโดยมนุษย์  จึงดำเนินการตรวจยึดไม้กว่า 200 ท่อน  ทำบันทึกแจ้ง ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 11  ฐาน “ทำไม้หวงห้าม โดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 69 วรรคสอง ฐาน “มีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูป โดยไม่ได้รับอนุญาต พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ทำไม้ อันเป็นการเสื่อมเสีย แก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต  มาตรา 26/4 ผู้ใดทำลาย ผู้นั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย  นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเนินมะปราง เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีต่อไป   
จากนั้น ตำบลชมพู ระบุว่า  แปลงตรวจยึดนั้น มีแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้านปลูกมัน อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ต่อมาเจ้าหน้าป่าไม้ เร่งควานหามอดไม้ที่ตัดไม้เถื่อน คาดว่า อยู่รัศมีใกล้ๆ ล่าสุดนำกำลังบุกค้น พบว่า มีราษฎรอำเภอเนินมะปรางจำนวน  2 ราย รับสารภาพว่า เป็นคนนำไม้มาจากแปลงตรวจยึด พบไม้  ไม่มีร่องรอยดวงตราของรัฐ เก็บไว้บริเวณบ้านพักไม่ต่ำกว่า  100 แผ่น ไม้ปอนด์ หลายเหลี่ยม  วางเรียง  ส่วนตรวจสอบบ้านหลังที่ 2 ยังพบว่า ไม้แผ่น และปืนยาว ลูกซอง เป็นปืนมีทะเบียน และเป็นชื่อของ ทายาท(ปู่)  ยังไม่ได้โอนอย่างถูกต้อง จึงถูกจับข้อหาอาวุธผิดมือ นำส่ง ตำรวจสภ.เนินมะปราง ดำเนินคดี พรบ.อาวุธปืน อีกกระทงหนึ่ง 
ล่าสุดเจ้าหน้าป่าไม้ กำลังตรวจสอบและชักลากไม้ของกลางเก็บรักษาที่หน่วยป้องกันฯ  พร้อมทำบันทึกดำเนินคดีเพิ่มเติม เนื่องจากทั้ง  2 รายสารภาพว่า นำไม้เถื่อนจากจุดเกิดเหตุและมีไม้แปรรูปอยู่ในครองครอง เบื้องต้นเช็กพิกัดระยะทางเบื้องต้นพบว่า จุดบ้านพักของราษฎร 2 ราย ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1.5 กิโลเมตรในการขนย้ายไม้เถื่อนออกจากป่าสงวนลุ่มน้ำวังทองฝั่งซ้าย 
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

เตรียมระเบิดความมันส์ เทศกาลสาดสี โฮลี พัทยา 2026

วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดให้มีการแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลสีสุดยิ่งใหญ่ โฮลีพัทยา Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2026 (เทศกาลสาดสี ครั้งที่ 4) โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา นายสุขราช กาลรา นายหสมาคมนักธุรกิจไทย-อินเดีย พัทยา (TIPPA) นายลักษมัน ซิงห์ นายกสมาคมอินเดียพัทยา และผู้เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว
ทั้งนี้ พบว่ามีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายมานะ ยาประคำ ประธานสภาวัฒนธรรมเมืองพัทยา นางอำพร แก้วแสง ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองพัทยา นายศุภฤกษ์ ชมภูนุช สมาชิกสภาเมืองพัทยา นางสาวภคินี สุทธิธำรงสวัสดิ์ สมาชิกสภาเมืองพัทยา ท่ามกลางสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง 
สำหรับเทศกาล Amazing Thailand Grand Holi Festival Pattaya 2026 (เทศกาลสาดสี ครั้งที่ 4) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 นี้ ที่บริเวณชายหาดพัทยากลาง เพื่อสร้างสีสันแห่งวัฒนธรรมอินเดียกับเทศกาลสาดสีสุดคึกคักริมทะเลพร้อมเสียงดนตรีขับกล่อง เรียกรอยยิ้มจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก และที่สำคัญเป็นอีเว้นต์การท่องเที่ยวประจำปีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก
ภายในงานพบกับกิจกรรมสาดสีตามประเพณีโฮลี คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังของอินเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และกิจกรรมสร้างสีสัอานืพร้อมมีการบริการอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายริมทะเล ซึ่งคาดว่าปีนี้จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ และช่วยสร้างเม็ดเงินให้เมืองพัทยาได้เฉกเช่นปีที่ผ่านมา 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ สนธิกำลังรุกหนัก ระดมพล "เสือไฟ-อากาศยาน" บุกพื้นที่เขาสูงชัน สยบไฟป่าองบะ-หัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นสำเร็จ

     เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 นายคุณากร บุญเกื้อสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่าได้รายงานปฏิบัติการเชิงรุกในการเข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่า หลังตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) ในช่วงบ่ายจำนวน 3 จุด บริเวณป่าองบะ ท้องที่บ้านปากเหมือง หมู่ที่ 7 ตำบลด่านแม่แฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์ โดยสถานการณ์มีความรุนแรงเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและกระแสลมแรง ประกอบกับพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วและยากต่อการเข้าถึง
ปฏิบัติการเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมค่ายเยาวชน โดยมี นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) พร้อมด้วย นายอากรชัย อวยพรชัยรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ร่วมกับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ประชุมวางแผนเผชิญเหตุอย่างเร่งด่วน โดยมีการระดมสรรพกำลังแบบบูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ สถานีควบคุมไฟป่าสลักพระ-เอราวัณ และชุดปฏิบัติการพิเศษดับไฟป่า (เสือไฟกาญจนบุรี) รวมกำลังพลกว่า 40 นาย พร้อมรับการสนับสนุนอากาศยานจากศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน (ศอท.) เพื่อเปิดปฏิบัติการทั้งทางบกและทางอากาศ
ในเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่ได้แบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุดปฏิบัติการเพื่อเข้าพื้นที่เป้าหมาย โดยกลุ่มที่ 1 นำกำลังเสือไฟและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รวม 20 นาย เดินทางเข้าพื้นที่บริเวณหัวน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ซึ่งเป็นจุดวิกฤต โดยมีอากาศยานเข้าสนับสนุนโปรยน้ำดับไฟอย่างต่อเนื่องถึง 28 เที่ยวบิน รวมปริมาณน้ำกว่า 14,000 ลิตร ขณะที่กลุ่มที่ 2 อีก 20 นาย ได้เร่งเข้าสกัดไฟในพื้นที่ป่าองบะเพื่อป้องกันการลุกลาม
จากการทำงานอย่างหนักภายใต้สภาวะกดดันและภูมิประเทศที่ยากลำบาก ในเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และดับไฟป่าในจุดเป้าหมายได้สำเร็จเรียบร้อย พร้อมทั้งส่งกำลังเดินเท้าเข้าตรวจสอบ "แนวดำ" เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการคุไหม้ซ้ำอีกครั้ง โดยปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีและเจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการปกป้องผืนป่าตะวันตกอย่างเต็มกำลัง
///////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

เพชรบุรี สลด!! พบเต่าตนุตายลอยเกยหาดชะอำ 2วัน ตาย2ตัว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางองค์จันทร์ ภาสดา ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลจังหวัดเพชรบุรี  สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จ.เพชรบุรี  ได้รับแจ้ง จากเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ ว่าพบสัตว์ทะเลตายลอยมาเกยตื้น  บริเวณชายหาดชะอำใต้  พิกัด 12.7869520,99.9815010   ซอยร่วมจิตร ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 
จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน    โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบพบว่าเป็นซากเต่าตนุ (Green Turtle) ขนาดความยาว  ประมาณ 43.50 ซม. กว้าง 42 ซม. ด้านหลังกระดองพบรอยแตก ไม่ทราบเพศ เนื่องจากเต่าตนุมีสภาพเน่าเปื่อยมาก  เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการจัดเก็บกู้ซากเต่าตนุก่อนนำไปและฝังกลบเหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 69ที่ผ่านมา
ล่าสุดวันนี้8 มีนาคม เจ้าหน้าที่ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล  สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลเมืองชะอำ ว่าพบสัตว์ทะเลเกยตายลอยมาเกยตื้น  บริเวณหาดชะอำด้านทิศใต้หน้าลุมพินีพาร์คบีช  พิกัด 12°46'45.3"N 99°58'42.4  อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมประสานไปยังศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนเข้าร่วมตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจแล้วเป็นซากเต่าตนุ (Green Turtle) ขนาดความยาว  ประมาณ 47 ซม. กว้าง 44 ซม. ด้านหลังกระดองพบรอยแตก ไม่ทราบเพศเนื่องจากมีสภาพเน่าเปื่อยมาก เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการทำการจัดเก็บกู้ซากเต่าตนุก่อนนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธิต่อไป
สำหรับ เต่าตนุ (Green Turtle) เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ของประเทศไทย  ถือเป็นสัตว์ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง  ห้ามล่า ห้ามครอบครอง ห้ามค้า หรือห้ามเพาะพันธุ์ รวมถึงไข่และซากเต่าทุกส่วน  หากพบมีการฝ่าฝืน มีโทษทางกฎหมายรุนแรง โดยเต่าทะเลทั้ง 5 ชนิดที่พบในไทย ได้รับการคุ้มครองทั้งหมด
/////////////// บรรณรต  เจริญกิจสัมพันธ์ จ.เพชรบุรี