Thursday, April 23, 2026

คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด่านศุลกากรสะเดา ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนไทย–มาเลเซีย

วันที่ 23 เมษายน 2569 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา นำโดย นางสาวภาวนา ว่องอมรนิธิ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ในฐานะหัวหน้าคณะเดินทาง พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ สำนักงานด่านศุลกากรสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังข้อมูลและติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
ในการนี้ นายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ได้แก่ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา คลังจังหวัดสงขลา พาณิชย์จังหวัดสงขลา นายด่านศุลกากรสะเดา และนายอำเภอสะเดา ได้ให้การต้อนรับและร่วมบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงานของด่านศุลกากรสะเดา รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าชายแดน การนำเข้า–ส่งออกสินค้า และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่
นางสาวภาวนา ว่องอมรนิธิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของด่านศุลกากรสะเดา ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะในมิติของการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation) การกำกับดูแลการนำเข้าและส่งออกสินค้า และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบถึงประเด็นปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในหลายด้าน อาทิ ความแออัดของพื้นที่ด่าน การบริหารจัดการการจราจรของรถบรรทุกสินค้า การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนทางปฏิบัติ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพของการค้าชายแดนและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
คณะกรรมาธิการฯ จะได้นำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอเชิงนิติบัญญัติ เพื่อนำเสนอต่อวุฒิสภาและรัฐบาล อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการค้าชายแดนให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจ และรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของวุฒิสภาในการติดตาม ตรวจสอบ และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรมต่อไป

รองผู้ว่าฯ สงขลา ตรวจเยี่ยมการจัดทำเอกสารเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ กำชับอนุมัติระดับจังหวัดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้

วันที่ 22 เมษายน 2569 
นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วย นางรพิยารัตน์ ตันติเมตตา หัวหน้าสำนักปลัดเทศบาล และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมให้การต้อนรับ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่และติดตามความคืบหน้าการจัดทำเอกสารเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 
 ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมายดำเนินการอนุมัติในระดับอำเภอและระดับจังหวัดให้เสร็จสิ้นทั้งหมดภายใน เดือนเมษายน นี้ และจะเริ่มทยอยโอนเงินเข้าบัญชีพี่น้องประชาชนในลำดับถัดไป  ซึ่งเทศบาลนครหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาไม่ได้นิ่งนอนใจ  เร่งรัดติดตามและดำเนินการทุกขั้นตอนเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับสิทธิ์เยียวยาครบทุกครัวเรือนและเร็วที่สุด
การกำหนดวัน-เวลาในการโอนจะต้องผ่านการอนุมัติจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เท่านั้น
ทางเทศบาลฯ จึงไม่สามารถระบุวัน-เวลาในการโอนได้
การตรวจสอบสถานะต่างๆนั้น ยังไม่มีช่องทางในการตรวจสอบเนื่องจากทางปภ.ใช้ระบบอื่น ที่ไม่ใช่เงินเยียวยา 9,000 บาท
หากทางส่วนกลางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีช่องทางให้ตรวจสอบสถานะได้แล้ว ทางเทศบาลฯ จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยเร็วที่สุด 
📌หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่
☎️สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักปลัดเทศบาล
ฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร.082 246 9978

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ติดตามใกล้ชิดต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กระทบต่อความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้ว

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 – 12.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอันเกี่ยวเนื่องถึงความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนด้านตะวันออก การสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชา แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการปัญหาความมั่นคงแบบองค์รวม ณ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งนำโดย นายสมบูรณ์  หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี รองประธานคณะกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นิฟาริด  ระเด่นอาหมัด ว่าที่พันตรี กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ กรรมาธิการ และนักวิชาการ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ร่วมคณะลงพื้นที่ 
ในการนี้ นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รองผู้ว่าจังหวัดสระแก้ว  พร้อมด้วย (1) นายนพัชกรณ์ ชัยนพพงษ์ 
ผู้แทนป้องกันจังหวัดสระแก้ว (2) ร.อ. ปพล วงศ์เจริญ ผู้แทนผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา 
(3) นางสาวเพ็ญศรี เมยสูงเนิน ผู้แทนจัดหางานจังหวัดสระแก้ว (4) นางสาวกรามาส  ยั่งยืน 
ผู้แทนแรงงานจังหวัดสระแก้ว (5) นางสาวจิตติมา  แก่นอ้วน ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระแก้ว (6) ร.อ. อรุณ จันทร์ละม่อม ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12  
(7) นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง (8) นายอนิรุท  เสวกานันท์ ผอ.สำนักงาน กสทช. เขต 14 (9) นายพิสุทธิ์ ปัญจเดช ผู้แทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระแก้ว (10) นายณัรภูมิ สบายใจ 
ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 2 จังหวัดชลบุรี (11) นายวิทวัส ปลื้มรัมย์   
นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ (12) นายอภิรักษ์ คชินทร  ผอ. ศูนย์ป่าไม้จังหวัดสระแก้ว  ให้การต้อนรับและสรุปผลการดำเนินงาน ดังนี้
1.   ในเรื่องความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนภาคตะวันออกที่กระทบต่อการรักษาความมั่นคงพบว่าสถานการณ์ได้สะท้อน “พื้นที่ความเสี่ยงเชิงซ้อน” ที่เชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีปัจจัยสำคัญ ได้แก่ แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมือง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ 
และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งล้วนเป็นภัยคุกคามที่มีลักษณะไร้พรมแดนและทวีความซับซ้อนมากขึ้น ในเชิงการวิเคราะห์ตามกรอบ Security Studies ปัญหาเหล่านี้สะท้อนทั้งช่องว่างของศักยภาพรัฐและการขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมที่อาศัยเทคโนโลยีและความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือสำคัญ ส่งผลให้การจัดการไม่อาจพึ่งพามาตรการภายในประเทศเพียงลำพัง ดังนั้น การแก้ไขจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการเสริมประสิทธิภาพการควบคุมชายแดน การพัฒนาระบบข่าวกรองและฐานข้อมูล การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการจัดการปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนของฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจและฝ่ายปกครองเป็นสำคัญ
 2.   ปัญหาที่ดินของราษฎรตามชายแดนไทย - กัมพูชา และราษฎรตามชายแดนไทย - กัมพูชา ตามที่มีผลกระทบและประสบปัญหาการถูกคุกคามจากประเทศกัมพูชาและการปิดพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชาในห้วงที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยจำเป็นต้อจัดหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เด็ดขาดและเป็นรูปธรรมตามกรอบกฎหมายภายในและภายนอกอย่างเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ซึ่งเห็นว่า ปัญหาที่ดินของราษฎรตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีรากฐานจากความไม่ชัดเจนของการปักปันเขตแดนและการอ้างสิทธิระหว่างสองประเทศจึงส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถถือครองที่ดินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่ ทั้งที่อยู่อาศัยและทำกินมาเป็นเวลานาน และเมื่อเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดที่ผ่านมายิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ และหากมีการใช้มาตรการด้านความมั่นคง เช่น การปิดพื้นที่หรือจำกัดการเข้า –ออก จึงเป็นเหตุให้กระทบต่อวิถีชีวิต รายได้ และความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงก่อให้เกิดความกังวลต่อการรุกล้ำพื้นที่ของกลุ่มคนหรือทหารฝ่ายกัมพูชาด้วยส่วนหนึ่ง
       ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวจึงสะท้อนความไม่สมดุลระหว่างการรักษาอธิปไตยของรัฐกับการคุ้มครองสิทธิ
ขั้นพื้นฐานของประชาชน แนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมจึงควรมุ่งดำเนินการแบบบูรณาการ ได้แก่ 
การเร่งรัดการปักปันเขตแดนให้ชัดเจนภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับการกำหนดมาตรการผ่อนปรนการใช้พื้นที่ในเขตพิพาทในระยะเปลี่ยนผ่าน การพัฒนารูปแบบเอกสารสิทธิหรือสิทธิครอบครองที่เหมาะสมกับบริบทชายแดน รวมทั้งการใช้มาตรการด้านความมั่นคงอย่างสมดุล
และยืดหยุ่น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
ในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทั้งในมิติของรัฐและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

 3.   รับทราบความเป็นไปได้ข้อดีและข้อเสียของการสร้างรั้วชายแดนไทย - กัมพูชา รวมทั้งสถานการณ์ และภัยความมั่นคงในพื้นที่ โดยการสร้างรั้วชายแดนไทย – กัมพูชาเป็นมาตรการที่มีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ และสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ ลดการลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติได้ในระดับหนึ่ง ภายใต้บริบทที่พื้นที่ชายแดนยังเผชิญปัญหาเขตแดนบางส่วนที่ไม่ชัดเจน ความตึงเครียดเป็นระยะ และภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการใช้เทคโนโลยีสื่อสารข้ามแดน    
      อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขรากฐานของปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ทั้งในมิติการปักปันเขตแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อีกทั้งอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนชายแดนหากดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ ดังนั้น ในภาพรวมรั้วชายแดนควรถูกใช้เป็น “มาตรการเสริมด้านความมั่นคง” ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการจัดการปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้เกิดเสถียรภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลและข้อเท็จจริงจกาทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้รับทราบไปประกอบการพิจารณา
ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการเพื่อรักษาอธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

"มุกดาหาร" ติวเข้มนายจ้าง! จัดเวทีประกันสังคม 2569 ยกระดับสิทธิประโยชน์ลูกจ้าง

มุกดาหาร ประกันสังคมจังหวัดจัดโครงการประชุมชี้แจงให้ความรู้งานประกันสังคม ประจำปี 2569
เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นางปณิดา  พันธุ์โชติ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร  เป็นประธานเปิดโครงการประชุมชี้แจงให้ความรู้ งานประกันสังคม ประจำปี 2569 โดยมีนางนางสุปราณี พงศ์อัมพรคุปต์ ประกันสังคมจังหวัดมุกดาหาร  พร้อมข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมโครงการ ณ ห้องพลอยบอลรูม โรงแรมพลอยพาเลช อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร
 ในการจัดโครงการดังกล่าวนี้ได้มีนายจ้าง ภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม  เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจในงานประกันสังคมเกี่ยวกับหน้าที่นายจ้างตามกฎหมาย การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง ผู้ประกันตน และผู้มีสิทธิได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และยังเป็นการสร้างเครือข่าย การพัฒนาการประสานงาน ระหว่างสำนักงานประกันสังคม สถานประกอบการ สถานพยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดในการดูแลลูกจ้าง และผู้ประกันตน 
การจัดโครงการในครั้งนี้มีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย นายจ้างภาครัฐ และนายจ้างภาคเอกชน จำนวน 90 คน ซึ่งมีกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้ การแบ่งกลุ่ม workshop และการเสวนา เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจงานด้านการประกันสังคม สิทธิต่างๆ และเป็นการสร้างเครือข่ายประสวนงานที่ดีต่อกัน และทำให้เกิดประสิทธิภาพ และประโยชน์สูงสุดต่อนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
//วิลาสินี เจริญสุข /รายงานจากมุกดาหาร 081-5926966//

กมธ. เกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา นำโดย นายธวัช  สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการ เยี่ยมชมและศึกษาดูงานการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำ ณ ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว คุณโชคฟาร์ม ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมี นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับคณะกรรมาธิการ และดร. กิตติชล อุเทนพันธ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว เช่น การเลี้ยงปูขาว การศึกษาทดลองการขยายพันธุ์ปูขาว การขุนปูไข่แบบคอนโด เป็นต้น 
โดยเมื่อ 2 ปี ที่แล้วในพื้นที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ นายณัฏฐชัย นาคเกษม เจ้าของฟาร์มปูขาวได้มีการจับปลาทะเลมาทำเป็นอาหารพบว่า มีปลาหมอคางดำปนมากับปลาทะเล ปัจจุบันจึงได้นำปลาหมอคางดำ 80% มาผลิตเป็นอาหารปูขาว สามารถลดต้นทุนในการเลี้ยงปูขาว นอกจากนี้ ยังสามารถนำปลาหมอคางดำมาทำเป็นปลาแดดเดียวเพื่อจำหน่ายราคา 200 บาทต่อกิโลกรัม เป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยร่วมทำวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาพันธุ์ของปลาหมอคางดำ การเพิ่มจุลินทรีย์เพื่อคุณค่าทางอาหาร กินอาหารได้ดี โตเร็ว รวมถึงได้มีการศึกษาการนำปลาหมอคางดำถ้าแช่แข็งอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส 24 ชั่วโมง และถ้าแช่น้ำเย็นนาน 3 วัน จะทำให้ไข่ปลาหมอคางดำไม่สามารถขยายพันธุ์ ซึ่งถือได้ว่าการศึกษาในครั้งนี้เป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปู
ในการนี้ คณะกรรมาธิการได้แสดงความคิดเห็นและมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการนำปลาหมอคดำมาใช้ประโยชน์ ให้มีการขยายผลการศึกษาทางวิชาการในพื้นที่แพร่ระบาดอื่น ๆ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทในการสนับสนุนการศึกษา วิจัย เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ปลาหมอคางดำให้อยู่กับธรรมชาติได้โดยไม่ทำลายระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมต่อไป

สิงห์บุรี / “ส่งต่อความรู้จากพระราชประสงค์ สู่อนาคตของชาติ” ผู้ว่าฯ สิงห์บุรี มอบสารานุกรมไทย เล่ม 45 พระราชทาน แก่ 36 โรงเรียน

วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ที่หอประชุมโรงเรียนสิงห์บุรี บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปีติและความตั้งใจในการพัฒนาการศึกษา เมื่อ นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีมอบ “สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 45 ฉบับพระราชทาน” ให้แก่คณะครูจาก 36 โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี
หนังสือชุดดังกล่าวจัดทำขึ้นตามพระราชประสงค์ เพื่อเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่สำคัญสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะ และปลูกฝังการใฝ่รู้ให้กับเยาวชนในทุกระดับ
ภายในงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดยังได้เยี่ยมชมนิทรรศการของโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ซึ่งรวบรวมเนื้อหาสาระที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ สังคม และการดำรงชีวิต นับเป็นคลังความรู้ที่ทรงคุณค่าและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับนักเรียน
ในโอกาสนี้ นางสาววีรวรรณ จันทนเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยผู้บริหารด้านการศึกษา อาทิ นางสาวรัชดา ทองสุข ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดร.เกตุชญา วงษ์เพิก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี นางนัฐวรรณ ศรีทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนสิงห์บุรี รวมถึงผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งนี้ การมอบหนังสือในครั้งนี้ เป็นไปตามพระราชานุญาตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยรับหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 45 เพื่อนำไปส่งต่อยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อกระจายสู่สถานศึกษาในพื้นที่
นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับการศึกษาไทย ด้วยการส่งต่อองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่า เพื่อให้เยาวชนได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป
ภาพ-ข่าว : สรวัชร สรรเพ็ชร์ ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี // รายงาน

สิงห์บุรี / “สิงห์บุรีเปิดเส้นทางประวัติศาสตร์! Press Tour พาสื่อ 6 จังหวัด ปลุกกระแสงานใหญ่ ‘เมืองโบราณบ้านคูเมือง 2569"

บรรยากาศการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดสิงห์บุรีเริ่มคึกคักอีกครั้ง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 09.15 น. จังหวัดสิงห์บุรี โดยนายปฏิญญา สันติชาติงาม ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี ผนึกกำลังภาคเอกชน นำโดยคุณอรพรรณ รักถนอม ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี จัดกิจกรรม “Press Tour” พาคณะสื่อมวลชนจาก 6 จังหวัดภาคกลางตอนบน ลงพื้นที่อำเภออินทร์บุรี
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ถึงงานใหญ่ประจำปี “เมืองโบราณบ้านคูเมือง 2569” โดยคณะสื่อได้สัมผัสเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินบุรี วัดไทร วัดม่วง อินบุรี และวัดโพธิ์ศรี ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่งดงามของพื้นที่
สำหรับงาน “เมืองโบราณบ้านคูเมือง 2569” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 เมษายน 2569 ณ บริเวณเมืองโบราณบ้านคูเมือง โดยภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการสาธิตและประกวดอาหารพื้นถิ่น การแสดงศิลปวัฒนธรรมสุดตระการตา การแสดงแสง สี เสียงสุดอลังการ รวมถึงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และการออกร้านจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้า SME กว่า 100 ร้านค้า
การกลับมาจัดงานในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเว้นช่วงไปในสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมผลักดันการท่องเที่ยวของจังหวัดสิงห์บุรีให้กลับมาคึกคัก และสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
คาดการณ์ว่าตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน จะมีนักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สร้างสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับเมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้อีกครั้ง
ภาพ-ข่าว : สรวัชร สรรเพ็ชร์ ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี  // รายงาน

คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด่านศุลกากรสะเดา ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนไทย–มาเลเซีย

วันที่ 23 เมษายน 2569 คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา นำโดย นางสาวภาวนา ว่องอมรนิธิ รองประธานคณะกรรมาธิการ ค...