Tuesday, June 2, 2026

ล่าสุด!! กรณีจากเหตุการณ์ น้ององุ่น อายุ 7 ปีหายตัวไปแล้วมาพบ เป็นศพได้เสียชีวิตจากการถูกฆ่าอย่าง อำมหิตโหดเหี้ยมและทารุณ

 ที่บริเวณกลางสวนยางพารา หมู่ 4 ต.ปรังเผย อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตามที่เป็นข่าวไปแล้ว เมื่อ 2 ที่ผ่านมา 
   เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.จอมพล รุจิรดำรงค์ชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ลงพื้นที่ นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบ จุดที่พบศพ น้ององุ่น และพื้นที่โดยรอบ เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว ขนาดที่ชายต้องสงสัยซึ่งถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำยังคงให้การปฏิเสธ 
   ทางด้าน พ.ต.อ. สันติ พิทักษ์สกุล ผกก.สภ.สังขละบุรี พ.ต.อ. มานะ สำราญวงศ์ ผกก. สืบจังหวัดกาญจนบุรี ได้เชิญตัว นางมะยาน  แม่ของน้ององุ่นผู้เสียชีวิต มาสอบปากคำค จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ขอเก็บไว้เป็นความลับกลัวว่าผู้ต้องหาจะไหวตัวทันแล้วหลบหนี ได้พุ่งเป้าไปคนที่สนิทคุ้นเคยกันในหมู่บ้าน
   และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญ บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงรวมทั้ง พระทั้ง4 รูป ที่ประจำอยู่วัดทิโค้ง และเด็กวัดอีก 2 คน ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 500 เมตร มาสอบสวนปากคำ รวบรวมพยานหลักฐาน เก็บทุกประเด็น
    ตร.กองพิสูจน์หลักฐาน จังหวัดกาญจนบุรี ได้เก็บร่องรอย ตรวจคาบลายนิ้วมือทุกอย่าง ที่จะโยงถึงตัวคนร้ายได้ เพื่อไปตรวจสอบ อย่างละเอียด เพื่อหาวัตถุพยานลายนิ้วมือ เก็บน้ำลายผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเพื่อไปตรวจหาดีเอ็นเอของคนร้าย
    เบื้องต้นจากการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ น้ององุ่น พบร่องรอยมีการทำร้ายร่างกาย อย่างทารุณ อวัยวะเพศฉีกขาด คาดว่าน่าจะโดนข่มขืน ก่อนลงมือฆ่า บ่งบอกถึงพฤติกรรมคนร้าย เป็นคนใจคออำมหิตโหดเหี้ยม จนเกินมนุษย์  
   จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่รู้จักน้ององุ่นว่า น้ององุ่นผู้ตายเป็นเด็กที่น่ารักรู้จักสัมมา คารวะดี เป็นเด็กดี ก่อนเกิดเหตุได้นำเงินแบงค์ 20 มา 2ใบ มาซื้อขนมในร้านของตัวเอง หลังจาก นั้นมาทราบข่าวทีหลังว่าน้ององุ่นได้หายตัว
ไป จนมารู้ข่าวว่าได้เสียชีวิตไปแล้ว
   อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะเร่งรีบ สืบสวนสอบสวน บุคคลที่ต้องสงสัย พยานบุคคล เก็บวัตถุพยาน  พยานหลักฐาน เพื่อนำตัวคนร้าย มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว

Monday, June 1, 2026

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี อัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ถวายสักการะ พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาชบูชา

วันที่ 31 พ.ค.69  ณ มณฑลปลูกต้นพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร วัดถ้ำแจง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี  ร้อยตำรวจโทภพชนก ชลานุเคราะห์  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ถวายสักการะ พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาชบูชา โดยมี รองผู้ว่าราชการจัวงหวัดเพชรบุรี นายอำเภอทั้ง 8อำเภอ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดเพชรบุรี ข้าราชการ พนัก เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน 
ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ถวายความเครารพเบื้องพระยายายาลักษายาลักยาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  ถวายรูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เข้ารับพระราชทานพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ ก่อนอัญเชิญพุ่มดอกบัวประดิษฐ์ไปยังโต๊ะหมู่ ณ มณฑลพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร จุดธูปเทียนบูชาพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตรประจำจังหวัด กล่าวคำสักการะพระศรีมหาโพธิ ทศมราชบพิตรประจำจังหวัด  ก่อนนำ ผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้เข้าร่วมพิธีเดินประทักษิณ รอบพระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร จำนวน3รอบ
////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

Sunday, May 31, 2026

PNBA จัดเลี้ยงอาหารกลางวันเป็นกำลังให้ตำรวจท่องเที่ยว

สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยา โดย นางลิซ่า แฮมิลตัน นายกสมาคมผู้ประกอบการกลางคืนเมืองพัทยา ได้เดินทางไปตัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยา อาสาตำรวจท่องเที่ยว ตลอดจนเจ้าหน้าที่และบุคลากรในสังกัด 
กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมการกุศลตอบแทนสังคมที่คณะสมาชิกผู้ประกอบการกลางคืนเมืองดำเนินจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนช่วยเหลือองค์กรต่างๆ ในสังคมเมืองพัทยาเรื่อยมา โดยในครั้งเป็นการให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว
สำหรับบรรยากาศของกิจกรรมเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความเป็นกันเอง ทางคณะสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจกลางคืนเมืองพัทยาได้ลงมือทำอาหารหลายเมนู อาทิ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว หมูหัน ลาบหมู ผัดวุ้นเส้น เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมงานต่างอิ่มท้องไปตามๆ กัน 

สงขลา ร้องสว.ช่วย! สาวเจ้าของร้านชำติดกับแก๊งต้มตุ๋น โอนเงินสลับมือจนกลายเป็น "ผู้ต้องหาฉ้อโกง" ซ้ำร้าย ตร. เมินเรียกตัวการสอบ

เจ้าของมินิมาร์ทสงขลา ร้อง สว.สายสื่อ ถูกแก๊งต้มตุ่นวางแผนหลอกโอนเงินชำระหนี้ แจ้งความเอาผิดถูก อายัดบัญชีทั้งหมด และตำรวจไม่ยอมเรียกร่วมขบวนการมาสอบสวน ทั้งที่มีตัวตนและหลักฐาน
เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2569 นางสาวกุลธิดา วิสะมิตนันท์ เจ้าของมินิมาร์ท ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้มาร้องทุกข์ ของความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากการตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาฉ้อโกง โดยผู้ร้อง ได้แจ้งว่า ก่อนที่จะมาร้องทุกข์ได้ถูกแก๊งต้มตุ๋น หรือสแกมเมอร์ ที่เป็นลูกค้าประจำ ชื่อนายอดุลย์ ขอสงวนนามสกุล ซึ่งอยู่ใน ต.ทุ่งหวัง อ.เมือง สงขลา  ซึ่งเคยมาซื้อสินค้าบ่อยครั้งและได้เงินค้างค่าสินค้าจำนวน 200 กว่าบาท  โดยโทรมาขอหมายเลขบัญชีเพื่อโอนเงินมาให้ ต่อมามีเงินโอนเข้าบัญชีของตน 26,000 บาท หลังจากนั้น นายอดุลย์ได้เดินทางมาที่ร้าน และแจ้งว่ามีผู้โอนเงินมาชำระค่าสินค้า โดยโอนเกินมา และขอเงินที่โอนเกินมาเป็นเงินสด โดยมีการบอกยอดเงินที่ถูกต้อง ตนจึงได้ให้เงินสดจำนวนที่โอนเกินมาให้นายอดุลย์ เพราะเห็นว่าข้อมูลตรงกัน หลังจากนั้นตนได้รับโทรศัพท์จาก นายสุพจน์ แซ่ห่าน ที่อ้างว่าอยู่ จ.สระแก้ว และเป็นผู้โอนเงิน 26,000 บาท ซึ่งเป็นการโอนผิดบัญชีขอให้ตนโอนคืน ตนได้แจ้งว่า เงินจำนวนนั้นนายอดุลอ้างว่าเป็นการมาโอนจ่ายค่าสินค้าที่ติดค้าง และได้รับเงินส่วนที่โอนเกินมาคืนไปแล้วเป็นเงินสด นายสุพจน์ อ้างว่าไม่รู้จักไม่เกี่ยวข้องกับนายอดุลย์ และหากไม่โอนคืนให้ทั้ง 26,000 บาท จะไปแจ้งความ 
หลังเกิดเหตุ นายสุพจน์ได้แจ้งความที่ สภ.สระแก้ว ซึ่งพนังานสอบสวนกล่าวว่าเข้าข่ายฉ้อโกง และตนได้ไปแจ้งความที่ สภ.สงขลา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดตามนายอดุลย์ ที่เป็นผู้รับเงินสดที่นายสุพจน์โอนมา เพื่อให้ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินกับนายอดุลย์ เพราะตนเชื่อว่าเป็นผู้ที่สมคบกับนายสุพจน์ เพราะเป็นผู้ส่งบัญชีของตนให้นายสุพจน์ และนายสุพจน์โอนเงินเข้ามา และนายอดุลย์มารับเงินทอน หลังจากนั้นนายสุพจน์ก็โทรมาว่าโอนเงินผิด แต่ตำรวจ สภ.เมือง สงขลา กล่าวว่าตนเป็นผู้ต้องหา และไม่ยอมออกหมายเรียกนายอดุลย์มาสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของ สภ.สระแก้ว ทั้งที่ตนได้มอบหลักฐานทั้งหมด รวมทั้งภาพถ่ายของนายอดุลย์จากกล้องวงจรปิด ที่ถิ่นฐานที่อยู่ของนายอดุลย์ รวมทั้งพฤติกรรม ที่มีการใช้วิธีการแบบเดียวกับที่หลอกลวงคนอีกหลายรายใน จ.สงขลา  แต่ ตำรวจไม่ยอมเรียกตัวนายอดุลย์ มาสืบสวนสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหา
ตนได้รับความเดือนร้อนเป็นอันมาก เพราะมีการอายัดบัญชีทุกบัญชีของตน ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆของร้านค้าติดขัดไปหมด จึงมาร้องขอความเป็นธรรม โดยขอให้เจ้าหน้าที่ สภ.เมืองสงขลา นำตัวนายอดุลย์ มาสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเกี่ยวข้องกับนายสุพจน์หรือไม่ และขอให้มีการถอนการอายัดบัญชีอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีที่มีการโอนเงินจากนายสุพจน์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้งขอให้ ตำรวจ สภ.สระแก้ว ออกหมายเรียกนายอดุลย์ไปสืบสวนสอบสวนด้วยว่าเกี่ยวข้องกับนายสุพจน์อย่างไร เพราะนายอดุลย์เป็นผู้ส่งหมายเลขบัญชีของตนให้นายสุพจน์โอนเงิน 26,000 บาท เข้ามาบัญชีของตน และมารับเงินที่โอนเกิน หลังจากนั้นนายสุพจน์ก็โทรศัพท์มาแจ้งว่าโอนเงินผิด และขอให้ตนโอนเงิน 26,000 บาทคืน ทั้งที่เงินส่วนนั้นนายอดุลย์ เป็นผู้มาขอรับเป็นเงินสดไปแล้ว พฤติกรรมทั้งหมด เป็นการสมรู้ร่วมคิด เพราะตนไม่รู้จักนายสุพจน์ และหากนายสุพจน์ไม่มีความสัมพันธ์กับนายอดุลย์ นายสุพจน์จะรู้หมายเลขบัญชีตนได้อย่างไร ตนจึงของร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง สภ.สระแก้ว และ สภ.สงขลา ผ่านทางสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเป็นปากเสียง และสื่อกลางไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับตนเองที่ถูกหลอกลวงต้มตุ๋น และกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่ในข้อหาฉ้อโกง

ปิดฉากอย่างงดงาม! ศึกฟุตบอล 7 คน โครงการคนละลูกคัพ ครั้งที่ 10 2026 คึกคักมาก ชิงถ้วยรางวัลเกียรติยศนายวรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการบริหารสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า)เด็กตรังโชว์ฝีเท้าสุดมันส์

​ตรัง – สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีสำหรับการแข่งขันฟุตบอล 7 คน รายการ "โครงการคนละลูกคัพ" ครั้งที่ 10 ประจำปี 2569 รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี (ชาย) ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ณ สนามฟุตบอลโรงเรียนวัดห้วยนาง (วันครู 2501) ตำบลห้วยนาง อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก มีทีมเยาวชนในพื้นที่และใกล้เคียงเข้าร่วมโม่แข้งกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงเชียร์ของพ่อแม่ผู้ปกครองและแฟนบอลที่มาให้กำลังใจติดขอบสนาม ซึ่งทัวร์นาเมนต์นี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ พัฒนาทักษะลูกหนังสู่ระดับที่สูงขึ้น และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
​สรุปผลการแข่งขัน
​รางวัลชนะเลิศ (แชมป์เปี้ยน): ได้แก่ ทีมสิเกาสตาร์คิดคว้าถ้วยรางวัลเกียรติยศไปครองได้สำเร็จ
​รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ได้แก่ ทีมโรงเรียนวัดห้วยนาง(วันครู2501)
​รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ได้แก่ ทีมศูนย์กีฬาต.บางดีA รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3ได้แก่ ทีมศูนย์กีฬาต.บางดีB 
รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม ได้แก่ เด็กชายพงศ์กร นิ่มนวล
​การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากผู้ใหญ่ใจดีมากมาย อาทิ คุณวรวีร์ มะกูดี บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) บริษัท JBN จำกัด บริษัท ซี.อาร์ ทเวลฟ์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท ไทยสเตนเลสสตีล จำกัด บริษัท พี.เค.พี. เท็กซ์ไทล์ โปรดักส์ จำกัด บริษัท ไทย.เจเพรส จำกัด ที่ร่วมผลักดันและเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มีเวทีในการแสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ทางโครงการคนละลูกขอขอบพระคุณทุกภาคส่วน และพร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการดี ๆ แบบนี้ในครั้งต่อไป

ชาวแพร่เฮ สว. พบประชาชน ภาคเหนือ (ตอนบน) ลงพื้นที่บ้านห้วยฮ่อม เพื่อรับฟังปัญหาประชาชนพื้นที่สูง เยี่ยมชุมชน “มลาบรี” มุ่งเน้นช่วยเหลือกลุ่มเด็กเยาวชน พร้อมแนะแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกมิติ

       วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา  ณ ห้องประชุมโรงเรียนบ้านห้วยฮ่อม ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) นำโดย นายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ นำสมาชิกวุฒิสภา ประกอบด้วย นายมังกร ศรีเจริญกูล นางกัลยา ใหญ่ประสาน นายสุทิน แก้วพนา นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ 
และนายธีรศักดิ์ อรัญพิทักษ์ ร่วมหารือกับภาครัฐ ภาคประชาชน  ในการนี้ นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่  กล่าวต้อนรับคณะ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ ประชาชนในพื้นที่ร่วมให้ข้อมูล ข้อเสนอแนะ และแนวทางการพัฒนา
    ด้านนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การลงพื้นที่และ บทบาทหน้าที่ อำนาจของวุฒิสภา ทั้งในเรื่องการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน การพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการฯจะได้รับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาการแก้ไขปัญหาตามกลไกของวุฒิสภา ตลอดจนการนำข้อมูลส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่เกี่ยวข้องในประเด็นต่าง ๆ 
           สำหรับประเด็นการหารือในวันนี้ ประกอบด้วย 5 ประเด็นสำคัญ คือ 1) ด้านการปกครองและความมั่นคง 2) ด้านการศึกษา 3) ด้านการสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต 4) ด้านอาชีพ 5) ด้านสิทธิมนุษยชน โดยภาครัฐ ภาคประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนปัญหาในหลายประเด็นสำคัญ ดังนี้
1) ด้านการปกครองและความมั่นคง นายอำเภอร้องกวาง ได้สะท้อนสถานการณ์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่สูง โดยปัจจุบันชุมชน “มละบรี” ที่เริ่มตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ปี 2515 มีการขยายตัวและเผชิญปัญหายาเสพติดในกลุ่มแรงงานรับจ้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านภาษา ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และปัญหาความยากจน ส่งผลให้การสื่อสารและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความยากลำบาก หน่วยงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และภาคีเครือข่าย จึงได้ร่วมกันดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเยาวชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้ระบบการบำบัดรักษาในชุมชน (CBTX) รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเข้าสู่วงจรยาเสพติด
 2) ด้านการศึกษา ผู้แทนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 รายงานว่า ปัจจุบันมีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์มละบรีอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการและกลไกความร่วมมือหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ยังพบเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในระดับจังหวัดจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านวิถีชีวิตดั้งเดิม ภาษา ความเข้าใจในการเรียนรู้ ขณะที่โรงเรียนบ้านห้วยฮ่อม ซึ่งเปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา พบว่านักเรียนจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาความยากจน ไม่ได้รับประทานอาหารเช้าก่อนมาโรงเรียน ส่งผลต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่านและการเขียน โรงเรียนจึงได้ส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาทักษะการแสดงออกและความกล้าแสดงออกควบคู่กันไป พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนโครงการอาหารเช้า เครื่องทำน้ำอุ่น รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางสัญจรและทางเดินของนักเรียนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
3) ด้านการสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต สาธารณะสุขอำเภอร้องกวาง กล่าวถึง การบริหารจัดการภารกิจถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) มีการดำเนินการครบถ้วน 100 เปอร์เซ็นต์ มีการบริหารจัดการภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะชนเผ่ามละบรียังคงไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง พบปัญหาสุขภาวะ เรื่องทุพโภชนาการ มีภาวะเตี้ย น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์  
4) ด้านอาชีพ แรงงานจังหวัดแพร่ได้สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านที่ดินทำกินและโอกาสในการประกอบอาชีพ เนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการรับจ้างรายวันและแรงงานภาคเกษตรเป็นหลัก ส่งผลให้รายได้ไม่มั่นคง โดยหลายหน่วยงานได้เสนอแนวทางสนับสนุนการสร้างอาชีพที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทั้งการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และการพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กับการสร้างรายได้ในชุมชน ทั้งนี้ จังหวัดแพร่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนมละบรีอย่างต่อเนื่อง 
5) ด้านสิทธิมนุษยชน ผู้แทนสำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดแพร่ ได้รายงานต่อที่ประชุม ถึงการส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และการดำรงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาได้อย่างเท่าเทียม
          ภายหลังการประชุมหารือ คณะกรรมการฯได้ลงพื้นที่เยี่ยมชุมชนมละบรีเพื่อรับฟังความต้องการพื้นฐานและข้อมูลเพิ่มเติมจากประชาชน ทั้งนี้ ชนเผ่ามละบรี ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ตามป่าลึกบริเวณรอยต่อจังหวัดน่านและแพร่ คำว่า "มละ" (แปลว่า คน) และ "บรี" (แปลว่า ป่า) ปัจจุบันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเร่ร่อนมาสู่การตั้งถิ่นฐานและมีส่วนร่วมกับสังคมภายนอกมากขึ้น 
            สำหรับข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะนำเข้าสู่กระบวนการติดตาม เสนอแนะ และผลักดันผ่านกลไกของวุฒิสภา ตลอดจนการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมของประชาชนในพื้นที่จังหวัดแพร่ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สมาคมกุ้งไทยร้อง สว. สื่อ วอนรัฐมนตรีเร่งเจรจามาเลเซีย ก่อนสูญตลาด 4,000 ล้าน

อุปนายกสมาคมกุ้งไทยร้อง สว.สายสื่อมวลชนวอนอนุทินเร่ง เจรจา กับมาเลเซีย ก่อนเกษตรกรจะสูญเสียตลาดกุ้งในมาเลเซียปีละ 4000 ล้านให้กับประเทศอื่น
นายปรีชา สุขเกษม อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายใหญ่ของ จ.สงขลา ได้กล่าวถึงกรณีที่ รัฐบาล มาเลเซีย มีนโยบาย บอยคอตกุ้งจากประเทศไทย เป็นการตอบโต้ กรมประมงไทย ที่มีการห้ามนำเข้าปรากะพงจากมาเลเซียที่พบว่ามีสารตกค้าง และขบวนการตรวจสอบการนำเข้าที่ ด่านพรมแดน อ.สะเดา จ.สงขลา ที่ใช้วลา 1-2วันทำให้ปลากะพงที่นำเข้าจาก มาเลเซีย เสียหายในเรื่องคุณภาพของความสดใหม่ ดังนั้น มาเลเซีย จึงตอบโต้ไทยด้วยการห้ามนำส่งออก หรือส่งออกได้แต่จะใช้วิธีการ ตรวจสารตกค้างเช่นเดียวกับที่กรมประมงไทย ตรวสอบประกะพงของมาเลเซีย ซึ่งจะสร้างคงามเสียหายกับกุ้งไทย เะราะจากกุ้งสดที่ขายได้ราคาสูง ก็ตะกลายเป็นกุ้งดองที่ไม่มีราคา
โดยรัฐบาลมาลเซีย ประกาศว่าจะใช้มาตราการนี้กับการส่งออกกุ้งไทยในวันที่ 1 มิถุนายน2569 ซึ่งหากมีการใช้จริง เกษตรที่เลี้ยงกุ้งในหลายจังหวัดของภาคใต้ ที่ส่งกุ้งออกไปขายให้มาเลเซีย และ สิงคโปร์ที่มีมูลค่าปีละ 4000ล้าน ต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะต้องส่งกุ้งที่เลี้ยงไปขายยังตลาดมหาชัย และต้องถูกกดราคา
นายปรีชา กล่าวอีกว่า หลังมีข่าวเรื่อง มาเลเซีย ไม่ซื้อกุ้งไทย ราคากุ้งใน จ.สงขลา และหลายพื้นที่ในภาคใต้ก็ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาในที เหลือกิโลกรัมละ 40 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ไม่คุ้มทุน เพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และค่าขนส่งที่แพงขึ้นตามราคาของน้ำมันเชื้อเพลิง
ก่อนหน้านี้เกษตรผู่เลี้ยงกุ้งจาก จ.สุราษฎร์ธานี และสมาคมกุ้งไทย ได้เข้ายื่นหนังสือใก้กับ สมาชิกวุฒิสภาของ จ,สุราษฎร์ธานี และกับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสมาชิกคนที่ 1 ไปแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบจากรัฐบาลว่า จะมีมตราการในการอก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรอย่างไร และในวันนี้ที่นายยกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะมาปฏิบัติราชการที่ จ.กระบี่ ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจะไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นกัน
สำหรับตนเห็นว่า การแก้ปัญหากุ้งไทย รัฐบาลต้องเร่งเจรจากับ รัฐบาลมาเลเซีย ในฐานะที่เป็น บ้านพี่เมืองน้อง เป็นเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน และกุ้งไทยก็ไม่มีสารตกค้างแต่อย่างมด รวมทั้งไทย-มาเลเซีย มีสนธิสัญญา เอฟทีเอ เรื่องการปลอดภาษี เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีพาณิชย์ และกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องร่วมมือคลี่คลายปัญการอย่างเร่งด่วน ถ้าเรื่องนี้ช้าไปเป็น เดือน 2 เดือน เกษตรไทยเสียหายยับเยินแน่นอน
ในขณะที่ กลุ่มร้านอาหาร ต้มยำกุ้ง ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศมาเลเซียในทุกรัฐ และมีผู้ที่อยู่ในวงจรธุรกิจร้านต้มยำกุ้งจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 200,000 คน กล่าวว่า ถ้ากุ้งไทยส่งมายังมาเลเซียไม่ได้เป็นการน่าเสียดายและกระทบกับรสชาดของ ต้มยำกุ้ง ที่เป็นอาหารจานโปรดของมาเซีย ซุ่งกุ้งจากประเทศอื่นสู้ไม่ได้  แต่อย่างก็ตาม วันนี้วันที่ 31 พ.ค.กุ้งไทย ยังมีการส่งออกไปยังมาเลเซียตามปกติ มาเลเซียยังไม่ได้มีการห้ามการส่งออกแต่อย่างใด

ล่าสุด!! กรณีจากเหตุการณ์ น้ององุ่น อายุ 7 ปีหายตัวไปแล้วมาพบ เป็นศพได้เสียชีวิตจากการถูกฆ่าอย่าง อำมหิตโหดเหี้ยมและทารุณ

 ที่บริเวณกลางสวนยางพารา หมู่ 4 ต.ปรังเผย อ.สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตามที่เป็นข่าวไปแล้ว เมื่อ 2 ที่ผ่านมา     เมื่อวันที่ 2...