Friday, May 15, 2026

สุพรรณบุรี สว.ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำสำรวจพื้นที่แห้งแล้งเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ

นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา จ.สุพรรณบุรี ร่วมกับนายจักรกฤษณ์ โชคชัยเจริญทรัพย์ นายช่างโยธาอาวุโส  สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 7 ราชบุรี นายธนพันธ์  แป้นมณฑา ประธานสภา อบต.หัวนา นายสุชิน  มั่นคง นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยตำบลหัวนา และเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายบรรเจิด จีนสุขแสง (กำนันแดง) กำนันตำบลหัวนา นายจิรเมธ ลำดวน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 นายธรรมนูญ ดวงแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ต.หัวนา และผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลหัวนา ลงพื้นที่ ต.หัวนา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ไปสำรวจพื้นที่แห้งแล้งนอกเขตชลประทาน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำใช้ทำเกษตรกรรม
ซึ่ง ต.หัวนา อ.เดิมบางนางบวช มีเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาพื้นที่แห้งแล้ง กว่า 800 หลังคาเรือน รวมกว่า 2,500 คน พื้นที่เกษตรกรรมขาดแคลนน้ำ ที่ได้รับผลกระทบกว่า 10,000 ไร่ ส่วนใหญ่ประชาชนทำไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อย แต่ไม่มีน้ำให้ทำการเกษตร ชาวบ้านต้องรอน้ำฝนเท่านั้น บางปีลงทุนทำการเกษตรไปแล้ว แต่ไม่ได้ผลผลิต เพราะพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำสาธารณะให้ชาวบ้านใช้ทำการเกษตร เกษตรกรต้องใช้ชีวิตกันด้วยความยากลำบากมานาน 
สำหรับผลการสำรวจพบว่าในพื้นที่มีสระน้ำขนาดกลางอยู่แล้ว จากการขุดจากงบประมาณของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประมาณปี 2543 พื้นที่สระน้ำประมาณ 120 ไร่ อยู่ในที่ดินสาธารณะ ซึ่งสามารถจะกักเก็บน้ำและใช้เพื่อเกษตรกรรมได้อย่างเพียงพอ เพียงแต่ปัจจุบันสระน้ำตื้นเขิน เนื่องจากขุดมานานแล้ว ต้องมีการขุดลอกให้ลึกลงอีกประมาณ 10-15 เมตร เพื่อจะได้กักเก็บน้ำได้ปริมาณเพิ่มมากขึ้นอีก รวมทั้งมีท่อส่งน้ำเดิมอยู่แล้ว ที่เชื่อมต่อจากลำห้วยขจี ลำน้ำสาขาของห้วยกระเสียว ที่ส่งน้ำมาจากเขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง โดยจำเป็นต้องมีเครื่องสูบน้ำ เพื่อจะสูบน้ำผ่านเข้ามากักเก็บในสระน้ำแห่งนี้ไว้ใช้งานในทั้งฤดูการผลิต และอาจจะใช้ระบบโซล่าร์เซลล์มาติดตั้ง เพื่อประหยัดพลังงานจะสมบูรณ์อย่างยิ่ง จะสามารถช่วยชาวบ้านให้ทำการเกษตรเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยภาครัฐไม่ต้องใช้เงินเยียวยาภัยแล้งมาช่วยเหลือเป็นปีๆแบบเดิมอีกต่อไป
โดยเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรน้ำ ได้ทำการสำรวจพื้นที่แล้ว พร้อมกับได้ยืนยันว่าพื้นที่แห่งนี้มีความเหมาะสมที่จะดำเนินการจัดทำแหล่งน้ำได้ และมีความคุ้มค่า ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันผลักดันให้มีการจัดตั้งงบประมาณเข้ามาพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำสาธารณะให้กับชาวบ้าน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งนอกเขตชลประทานให้กับประชาชน ซึ่งอย่างไรก็ตามทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันผลักดัน เพื่อให้มีการดำเนินการให้เกิดความสำเร็จต่อไปให้ได้ 
ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ผบช.ภ.6 เป็นผู้แทน ผู้ช่วย ผบ.ตร. ตรวจเยี่ยม สภ.ชุมแสงสงคราม มอบสิ่งของบำรุงขวัญและวางแนวทางปฏิบัติราชการ

วันนี้ (15 พ.ค. 69) เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐ์พงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6 เป็นผู้แทนเดินทางมาตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ สภ.ชุมแสงสงคราม จว.พิษณุโลก โดยมี พล.ต.ต.กำธร จันที ที่ปรึกษา ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.นิคม เครือนพรัตน์ ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก และ พ.ต.อ.ธีรเดช แจ่มแจ้ง รอง ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก ร่วมคณะตรวจเยี่ยม

​ในการนี้ คณะผู้บังคับบัญชาได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญเพื่อเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมประชุมมอบแนวทางปฏิบัติราชการ โดยมี พ.ต.ท.มารุต วรรณโอภาส สว.สภ.ชุมแสงสงคราม และข้าราชการตำรวจในสังกัดให้การต้อนรับ  พร้อมรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน รวมถึงปัญหาและอุปสรรค เพื่อหาแนวทางแก้ไขและพัฒนางานบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


กมธ.เกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาเรื่อง “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า”

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 - 3 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา จัดสัมมนา เรื่อง “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ  เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม
พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือเอเลียนสปีชีส์ ถือเป็นภัยคุกคามสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนการแพร่ระบาดยังคงมีความรุนแรงและขยายวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหลายจังหวัดส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและรายได้ของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก แม้รัฐบาลได้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำเป็น “วาระแห่งชาติ” และจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567-2570 แล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางในการบริหารจัดการและอยู่ร่วมกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเหมาะสมและยั่งยืน 
ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและรอบด้าน เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ มาตรการควบคุม กำจัด และการใช้ประโยชน์ ตลอดจนแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม เสนอต่อวุฒิสภา รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ มีการอภิปรายเรื่อง “ความท้าทายเชิงระบบ แนวทางการบริหารจัดการปลาหมอคางดำเพื่ออนาคต” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นายบัญชา สุขแก้ว อดีตอธิบดีกรมประมง นายอุกฤต สตภูมินทร์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นางสาวทิวารัตน์ เถลิงเกียรติลีลา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพด้านการประมงน้ำจืด กรมประมง และนายวรัณทัต ดุลยพฤกษ์ อาจารย์ภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
ส่วนในช่วงบ่ายมีการอภิปรายเรื่อง “การบริหารจัดการปลาหมอคางดำ โอกาส ทางออก และทิศทาง” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชระ คำจุติ อาจารย์ประจำคณะการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย นายปัญญา พุ่มเจริญ กลุ่มประมงชายฝั่งบ้านคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี และนายณัฎฐชัย นาคเกษม ประธานกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์ บ้านเนินหนองหงส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตลอดจนมาตรการควบคุม กำจัด และการนำไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตลอดจนกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

ประธานวุฒิสภาให้การรับรองเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักประจำประเทศไทย

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 นาฬิกา ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้การรับรอง นายอะเลคซันเดร์ มีโซฟชิน (H.E. Mr. Alexander Micovčin) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสโลวักประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ในประเทศไทยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างกันในอนาคต โดยมีนายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นพดล อินนา รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และนางนวนันทน์ เนติธนากูล รองเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมให้การรับรอง 
ประธานวุฒิสภากล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสโลวักครบรอบ 33 ปี เชื่อมั่นว่าเอกอัครราชทูตฯ จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนในสาขาธุรกิจที่สโลวักมีความเชี่ยวชาญ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซอฟท์แวร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ หวังว่าสโลวักจะแบ่งปันประสบการณ์ และสนับสนุนให้ไทยได้เข้าร่วมการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เร็วยิ่งขึ้นต่อไป 
ด้านเอกอัครราชทูตฯ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่มีต่อกันมายาวนาน พร้อมที่จะส่งเสริมและขยายความร่วมมือระหว่างกันต่อไป โอกาสนี้ประธานรัฐสภาสโลวาเกียฝากความระลึกถึงมายังประธานวุฒิสภา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศ สำหรับความสัมพันธ์ระดับรัฐสภาของทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา และคณะกรรมาธิการต่าง ๆ โดยมีการหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญระหว่างกันทั้งด้านวิทยาศาสตร์ การต่างประเทศ และความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจร่วมกัน สำหรับประเด็นที่ไทยกำลังเข้าเป็นสมาชิก OECD เชื่อมั่นว่าสโลวาเกียยินดีให้การสนับสนุนไทย รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกได้อย่างราบรื่น พร้อมกันนี้ เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเน้นย้ำที่จะสานต่อความร่วมมือระหว่างไทยกับสโลวักเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศให้มั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ปธ.กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา เข้าพบพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม


หารือราชการเนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคานับและหารือข้อราชการ ณ ศาลาว่าการกลาโหม ถนนสนามไชย กรุงเทพมหานคร
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569 เสลา 15.00 -16.00 นาฬิกา ณ ศาลาว่าการกลาโหม ถนนสนามไชย กรุงเทพมหานคร นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร้อยตำรวจเอก ฉลอง  ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง นายไชยยงค์  มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด และนายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการ และคณะเข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ในการนี้ ประธานคณะกรรมาธิการและพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะได้พูดคุยหารือเกี่ยวกับประเด็นการดำเนินการในปัจจุบันและในอนาคตของคณะกรรมาธิการ ประเด็นการให้การสนับสนุนการดำเนินการของกระทรวงกลาโหม และประเด็นการให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อข้อสังเกตและข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการในการปฏิบัติภารกิจทางการทหารและภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ ได้แก่ 

(1) งานที่คณะกรรมาธิการดำเนินการในกรอบของวุฒิสภาและสามารถสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม เช่น การมีส่วนช่วยในการดูแลสิทธิประโยชน์ของทหารผ่านศึก การสนับสนุนระบบทหารอาสา การพัฒนากำลังพลสำรองให้สามารถสนับสนุนการกู้ภัยพิบัติและการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติได้อย่างเป็นระบบ การส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม การศึกษาเรื่อง Drone การศึกษาเรื่องดาวเทียมเพื่อความมั่นคง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรด้านความมั่นคง เช่น สมช. กอ.รมน. ฯลฯ

(2) เรื่องที่ขอให้กระทรวงกลาโหมพิจารณาความเหมาะสม ได้แก่ หลักการสนับสนุนค่าตอบแทนพิเศษให้แก่กำลังพลที่เข้าสู้รบในสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ในห้วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 2568 โดยยึดถือแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษซึ่งจ่ายให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. ทุกคนต่อเดือน ซึ่งขอความกรุณา รมว.กห. พิจารณาภายใต้กรอบหน้าที่และกฎหมายต่อไป

(3) งานด้านการทหารและความมั่นคงของรัฐที่ถือเป็นความเร่งด่วนที่ต้องเร่งปฏิบัติ ได้แก่ ยุทธศาสตร์หลัก : การสถาปนาความมั่นคงชายแดน เป็นภาพใหญ่ซึ่งส่งผลถึงภาพรวมของความมั่นคงของประเทศ (การสถาปนาความมั่นคงและการจัดระเบียบความมั่นคงพื้นที่ชายแดน แบบเบ็ดเสร็จ หรือการจัดระเบียบความั่นคงชายแดน การจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานทั้งแบบปกติและไม่ปกติ รวมถึงการแก้ปัญหา จชต. เน้น การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการเจรจาพูดคุยเพื่อสันติสุข
นอกจากนี้ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยังย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนากองทัพในทุกเหล่าทัพให้มีความทันมสมัยและเป็นกองทัพที่เข้มแข็งรองรับภารกิจปัจจุบันและมีความเข้มแข็งในอนาคตเพื่อความมั่นคงให้เกิดประโยชน์ต่อชาติและประชาชน

นายสมบูรณ์ หนูนวลประธานคณะกรรมาธิการ ให้ข้อเสนอแนะว่าในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการการทหารฯ จะให้การสนับสนุนภารกิจ บทบาท และหน้าที่ทางทหารในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทยของกองทัพไทยหรือการดำเนินภารกิจของกลาโหม เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทางทหารและงานความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากเข้าพบหารือข้อราชการร่วมกับพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อส่งเสริมบทบาทของกระทรวงกลาโหมและกองทัพในการพิทักษ์ความมั่นคงของชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

Thursday, May 14, 2026

“นิพนธ์” นำทีมสยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด โชว์เวทีโลก ในงาน Interzoo 2026 เมืองนูเรมเบิร์ก

14 พฤษภาคม 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด จำกัด ผู้ผลิตอาหารเปียกสำหรับสัตว์เลี้ยงชั้นนำของไทย เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ นำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมแสดงในงาน Interzoo 2026 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้นำคณะ มุ่งสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและเจาะตลาดพรีเมียมระดับนานาชาติ
งาน Interzoo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Messe Nuremberg ถือเป็นมหกรรมแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 2,350 รายจาก 70 ประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 150,000 ตารางเมตร และดึงดูดผู้เข้าชมจากกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ที่น่าภาคภูมิใจคือปีนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยมีพาวิลเลียนเป็นของตนเองในงานนี้ สะท้อนถึงการยอมรับในศักยภาพของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทยในสายตานานาชาติ
ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ไทยก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาหารสุนัขและแมวอันดับ 2 ของโลกในปี 2567 รองจากเยอรมนีเพียงประเทศเดียว ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 2,677 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยตลาดหลักสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อิตาลี และมาเลเซีย
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขับเคลื่อนจากแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ทั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุที่นิยมมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน รวมถึงกระแสใส่ใจสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่ผลักดันความต้องการสินค้าคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าไทยจะมีมูลค่าการส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงแตะ 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และมีโอกาสขึ้นครองอันดับ 1 ของโลกได้ในอนาคตอันใกล้

นายกเล็กบางละมุง ขอเสียงชาวบ้านจัด “เทศกาลหาหอยบางละมุง” สร้างร้ายได้ให้ท้องถิ่นพ่วงกระตุ้นท่องเที่ยว

วันที่ 14 พ.ค.69 เทศบาลตำบลบางละมุง โดย นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง พร้อมคณะผู้บริหาร ได้จัดโครงการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อบรูณาการแผนพัฒนาท้องถิ่นและแผนพัฒนาหมู่บ้าน เทศบาลตำบลบางละมุง ประชาคมท้องถิ่น หมู่ที่ 2 บ้านชายทะเล ที่โดมวิสุทธาจาร เทศบาลตำบลบางละมุง จ.ชลบุรี โดยมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมนำเสนอปัญหาในชุมชนเพื่อหาแนวทางแก้ไข
ในกิจกรรมทางตัวแทนประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 2 บ้านชายทะเล ได้หยิบยกปัญหาในพื้นที่ของตนเองให้ทางคณะเทศบาลได้รับทราบ พร้อมร่วมกันหาทางออกเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไข ทั้งเรื่องถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ, ถนนชายทะเลมีแสงสว่างไม่เพียงพอ, การปรับปรุงสายไฟฟ้าและสายสื่อสาร, ปัญหาน้ำกัดเซาะชายหาด, ท่อระบายน้ำอุดตัน และอื่นๆ ก่อนทางเทศบาลจะนำไปหาแนวทางดำเนินการที่เป็นรูปธรรมต่อไป รวมทั้งนำเสนอโครงการการพัฒนาพื้นที่ใช้สอยในชุมชนด้วย 
ทั้งนี้ นายนราธิป ฟักฤกษ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุง ได้นำเสนอแนวคิดเรื่องการจัดเทศกาลหาหอยบางละมุง เนื่องด้วยทะเลบางละลุงมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางทะเลจำนวนมาก และหากมีการผลักดันจัดกิจกรรมจะทำให้ชาวบ้านได้มีโอกาสสร้างรายได้ภายในท้องถิ่น รวมทั้งเป็นการกระตุ้นความคึกคักด้านการท่องเที่ยวไปในตัวด้วย
อย่างไรก็ตาม จากแนวคิดดังกล่าวของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบางละมุงเป็นที่สนใจของชาวบ้านจำนวนมาก เนื่องด้วยพื้นที่หมู่ที่ 2 นี้เป็นชุมชนชาวประมง หากมีการผลักดันเทศกาลหาหอยบางละมุงให้เป็นรูปธรรมได้ จะเป็นสีสันความน่าสนใจอีกงานหนึ่งในจังหวัดชลบุรีอย่างแน่นอน 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

สุพรรณบุรี สว.ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำสำรวจพื้นที่แห้งแล้งเร่งหาแนวทางช่วยเหลือ

นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา จ.สุพรรณบุรี ร่วมกับนายจักรกฤษณ์ โชคชัยเจริญทรัพย์ นายช่างโยธาอาวุโส  สำนักงานทรัพย...