Friday, May 8, 2026

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดนครปฐม ร่วมแสดงจุดยืนในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จากทั้ง 7 อำเภอในจังหวัดนครปฐม กว่า 500 คน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภายหลังมีการอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งมีถ้อยคำพาดพิงในลักษณะเหมารวมต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เกี่ยวข้องกับปัญหายาเสพติด
นายเกรียงวิทย์ วิริยะหิรัญไพบูลย์ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ถ้อยคำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจและภาพลักษณ์ของนักปกครองท้องที่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดประชาชน และเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่มาโดยตลอด ซึ่งชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครปฐม ขอแสดงจุดยืนว่า สมาชิกทุกคนพร้อมให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายและวินัย หากพบการกระทำผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาในลักษณะเหมารวมที่ไม่มีหลักฐานรองรับ พร้อมยืนยันว่า จะยังคงยึดมั่นในบทบาทหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติต่อไป
โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้รับมอบหนังสือดังกล่าว พร้อมด้วย ปลัดจังหวัดนครปฐม และหัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครปฐม เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย ผ่านกรมการปกครอง ได้รับทราบและพิจารณาต่อไป
//สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

ประจวบคีรีขันธ์ _ผบช.ภ.7 ตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง รับมอบเสื้อเกราะจาก กต.ตร.ชื่นชมการดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืนฯ พร้อมลุยโครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน”

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 คุณมัณฑนา  ตันประเสริฐ  ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ต.อาทร  ชิ้นทอง  ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ คุณณัฐนิช  แหวนเพ็ชร ชิ้นทอง ประธานแม่บ้านตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.ห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  
โดยมี พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา  ผกก.สภ.ห้วยยาง นายชาตรี วณิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง คณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ห้วยยาง ให้การต้อนรับ โดยได้รับมอบเสื้อเกราะ จากคณะ กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ที่นำมา สนับสนุนให้กับ สภ.ห้วยยาง จำนวน 10 ชุด
  ผบช.ภ.7 ได้ชมเชยโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด(ชุมชนยั่งยืน) ของ สภ.ห้วยยาง และ สั่งการให้ สภ.ห้วยยาง ขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน ตามนโยบาย ผบ.ตร. 1 6 9 อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในอุดมคติตำรวจ พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ให้ถือภารกิจ ถปภ. เป็นสำคัญ และหมั่นฝึกฝนยุทธวิธีตำรวจอยู่เสมอ ตั้งมั่นบริหารงานสถานีตำรวจให้ดีอยู่เสมอ เพื่อพี่น้องประชาชน ตลอดจนให้ความสำคัญกับสวัสดิการต่างๆให้กับผู้บังคับบัญชาด้วย
      ทั้งนี้ ประธานชมรมแม่บ้าน ตร.ภ.7 ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “ครอบครัวตำรวจเราไม่ทิ้งกัน” เพื่อสนับสนุนงานครอบครัวตำรวจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
///////////////////
ข่าว    ณัฐธภพ พันสาย    /    จ.ประจวบคีรีขันธ์   0623644468

อบจ.พิษณุโลก ขอเชิญชวนเด็ก และเยาวชนในจังหวัดพิษณุโลก ร่วมงาน “เทศกาลมหัศจรรย์สองแควเมืองแห่งการเรียนรู้ทุกช่วงวัย”

อบจ.พิษณุโลก ขอเชิญชวนเด็ก และเยาวชนในจังหวัดพิษณุโลก ร่วมงาน “เทศกาลมหัศจรรย์สองแควเมืองแห่งการเรียนรู้ทุกช่วงวัย” ภายใต้โครงการพื้นที่สร้างสรรค์มหัศจรรย์เด็กสองแคว ในวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08:00 - 16:30 น. ณ ห้องประชุมนครสรลวงสองแคว อาคารบึงราชนก อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก จัดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน ภายในงานมีทั้งหมด 5 โซนกิจกรรมสุดสร้างสรรค์มากกว่า 30 กิจกรรมที่เหมาะกับเด็กและเยาวชนจังหวัดพิษณุโลกเข้าร่วม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ✨
*โซน A เล่นอิสระ (Free Play)
*โซน B ภูมิปัญญา/อาชีพ
*โซน C เวทีการแสดงความสามารถ
*โซน D Workshop เสริมพัฒนาการ
*โซน E นิทรรศการฮีลใจ
สำหรับหนูๆ น้องๆ ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมงาน “เทศกาลมหัศจรรย์สองแควเมืองแห่งการเรียนรู้ทุกช่วงวัย” ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่18 พฤษภาคม 2569 ภายในเวลา 18.00 น. ตามลิงค์ด้านล่างนี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSeVZHL3cFJ2CDgkEpa6SOO5SKtIH-ILZ9Qlbsr8bu8bBsUTEQ/viewform

พิษณุโลก รวบ 110 แรงงานพม่าซิ่งกระบะหนีด่าน ทิ้งรถมุดป่าพรหมพิราม

พิษณุโลก ตร.ทางหลวง-กอ.รมน.จว.พล.-ปกครอง-ตชด.31-ขกท. ไล่ล่าแรงงานเถื่อนเมียนมา จากแม่สาย แวะพัก พิดโลด ล๊อกแรกจับได้ 50 คันบนถนนหลวง 3 คัน ขยายผลตามจับรถนับ 10 คัน ยอดต่างด้าวล่าสุด 110 คน ล่าสุด จนท.ไล่ล่า เมียนมาหนีกระจัดกระจายเข้าป่าอีก 
      เวลา  1.30 น.วันนี้ 8 พ.ค.69 
ตำรวจทางหลวงพิษณุโลก สกัดจับรถกระบะขนแรงงานต่างด้าวนั่งอัดมารถ 3 คัน ประมาณ 50 คน(ล๊อตแรก) ที่ ต.ทับยายเชียง อ.พรหมพิราม บนถนนหลวงสาย 11 พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 255 -256 โดยตำรวจ
ทางหลวงตำรวจตั้งจุดสกัดจับหน้าหน่วยบริการตำรวจทางหลวงบ้านป่าแต่รถนำเห็นเจ้าหน้าที่จึงเลี้ยวกลับรถขึ้นเหนือเข้าเขตพรหมพิราม เจ้าหน้าที่ต่างๆจึงปิดล้อมจับแรงงานเถื่อนได้ที่ตำบลทับยายเชียงอำเภอพรหมพิรามอีกหลายคันเข้าป่ากลางทุ่งนาถึงรถหลบหนี หลังบูรณาการ
ตชด.31 ปกครองอำเภอพรหมพิราม กอ.รมน.จว.พล.หน่วยข่าวกรองกองทัพ (ขกท.) ร่วมกับตชด 31 ไล่ล่า ตรวจค้นรถขนแรงงานเถื่อน จากประเทศพม่า(ล้วนๆ) 
จากนั้นได้ขยายผล กระทั่งมีรถขนแรงงานเถื่อนจากแม่สายล่องเข้ามาเพิ่มเป็นจำนวน 10 คัน เป้าหมายแวะเปลี่ยนถ่ายรถที่จ.พิษณุโลก แต่ยังไม่ถึงที่หมาย จนท.ไล่ล่า ทำให้รถแรงงานเถื่อนหนีกระจัดกระจายเข้าป่า  จนถึงเช้าวันนี้ สามารถจับกุมนับยอดล่าสุด 8.00 น.วันนี้ จำนวน 110 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้นำพา สารภาพว่า ได้รับค่าจ้างหัวละ 20,000 บาท 
ล่าสุด จนท.กำลังลาดตระเวนในพื้นที่อำเภอพรหมพิรามค้นหาแรงงานเมียนมาหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมแล้วนำส่ง สภ.พรหมพิราม
คนขับรถ ยืนยันแค่ รับจ้างขนคนจากแม่สายไปส่งภาคกลาง โดยแวะถ่ายรถที่จังหวัดพิษณุโลกกระทั่งถูกจับกุมในที่สุด
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

"ณรงค์ ขุ้มทอง" นำทีมสมาคมคลองไทยยื่นจดหมายถึง สว.ไชยยงค์ จี้รัฐบาลผลักดันเมกะโปรเจกต์ภาคใต้

ตัวแทนจาก สมาคมคลองไทย นำโดย นายณรงค์ ขุ้มทอง ประธานที่ปรึกษาสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อสนับสนุนโครงการขุดคลองไทย และ แลนด์บริดจ์โดยขอให้ รัฐบาล พิจารณาให้รอบด้าน ก่อนการตัดสินใจ
  ​วัตถุประสงค์หลัก: ยื่นหนังสือผ่านท่าน สว. เพื่อนำเสนอต่อสภาและรัฐบาล ในการผลักดัน "โครงการคลองไทย" (เส้นทาง 9A) ให้เกิดขึ้นจริง
​ประเด็นที่เน้นย้ำ: * เศรษฐกิจ: เชื่อว่าคลองไทย หรือ แลนด์บริดจ์ จะเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน
​.  นายณรงค์ ขุ้มทองกล่าว่า​"วันนี้พวกเราชาวสมาคมคลองไทยและพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ฝากความหวังไว้ที่ท่าน สว. ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงผลักดันโครงการคลองไทยเข้าสู่การพิจารณาของสภา พร้อมๆกับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่การลงทุนสูงกว่าการขุดคลองไทย เพื่อหาจุดลงตัวในเรื่องผลประโยชน์ของชาติ เพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชนสืบไป"
   ด้านสว..ไชยยงค์ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า"ภาคใต้เสียโอกาสมานานมาก โครงการพัฒนาต่างๆ ตั้งแต่สมัย Southern Seaboard ที่มีการเวนคืนที่ดินไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ยุติลงไป ต่อมาก็มีโครงการท่าเรือน้ำลึกที่สตูลเชื่อมกับสงขลา ศึกษาและดำเนินการไปได้ครึ่งทางก็ถูก NGO คัดค้านจนเดินต่อไม่ได้
​วันนี้ภาคใต้เราแทบไม่เหลืออะไรเลยนอกจากเรื่องการท่องเที่ยว โครงการ Mega Project อื่นๆ ไม่มีเลย เหมือนที่สงขลาทุกวันนี้ก็เหลือแค่คนมาเลเซียมาเที่ยวหาดใหญ่ ผมจึงอยากให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการขุดคลองไทย หรือการสร้างแลนด์บริดจ์เพื่อการพัฒนาภาคใต้รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลต้องให้รายละเอียดที่เป็นข้อเท็จจริงกับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องแบกรับผลกระทบที่เกิดขึ้น ว่าเขาจะได้อะไรจากโครงการนี้  รวมทั้งรัฐบาลต้องเร่งรัดให้มีการสร้างนิคมอุตสากรรมจะนะ ที่ จ.สงขลา ซึ่งล่าช้ามากว่า 5 ปี จาการคัดค้านของ เอ็นจีโอ ถ้านิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่เป็นโครงการลงทุนของเอกชนแค่ 600000 ล้าน ซึ่งเป็นโครงการที่คนในภาคใต้ตอนล่างได้ประโยชน์ ได้รับการพัฒนา แก้ปัญหาคนว่างงาน คนตกงาน และผู้จบการศึกษาใหม่มีงานทำ รัฐบาลยังกลัวการประท้วงของเอ็นจีโอ ก็ค่อนข้างหวั่นใจว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีมูลค่า 1.ล้านๆ และต้องมีการต่อต้านจาก เอ็นจีโอ ทั้งประเทศ รัฐบาลจะกล้าพอที่จะ เดินหน้าในการ ผลักดัน โครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ ที่ผ่านมาทุกโครงการใหญ่ๆ ที่จะพัฒนาภาคใต้ ถูกเอ็นจีโอ ขัดขวาง จนทุกรัฐบาลยอมถอยทุกโครงการ ภาคใต้จึงเป็นภาคที่เสียโอกาสในการพัฒนามาโดยตลอด ครั้งนี้จึงเป็นการ ตัดสินชะตากรรมของคนในภาคใต้ว่า รัฐบาลจะหยุดการคัดค้านของ เอ็นจีโอ และเดินหน้าให้ แลนด์บริดจ์ เกิดได้จริงหรือไม่


"ดร.นาที รัชกิจประการ” ชมนวัตกรรมเปลี่ยนวัชพืช–เศษอาหารเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใน 24 ชั่วโมง ต่อยอดเกษตรปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่มสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

ดร.นาที รัชกิจประการ ลงพื้นที่ติดตามและเยี่ยมชมนวัตกรรมการจัดการวัชพืชและเศษอาหารเหลือใช้ ด้วยกระบวนการแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ผ่านเครื่อง “Bioaxel” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน จากศักยภาพในการช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนทางการเกษตร และเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมดังกล่าว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายวัชพืชและเศษอาหารภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก่อนนำไปต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรืออาหารสัตว์ได้อย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการทำเกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้ คือการใช้จุลินทรีย์ “Super Bact” ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดย รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์ เอี้ยวกฤตยากร โดยได้นำมาทดลองใช้ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรนาข้าวอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สร้างความน่าสนใจให้กับวงการเกษตรอินทรีย์อย่างมาก
จากการทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ พบว่าสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ลดการใช้สารเคมี และช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนาข้าวอินทรีย์ที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง จนทำให้เกษตรกรเจ้าของแปลงได้รับรางวัลและได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบจากหลายหน่วยงาน
“คุณนที” เจ้าของแปลงเกษตรและผู้ใช้งานจริง เปิดเผยว่า นอกจากการใช้กับนาข้าวแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์จากกระบวนการดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับพืชเศรษฐกิจและพืชผักได้หลากหลายชนิด ซึ่งผลผลิตที่ได้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ สีสันสวยงาม และให้ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี
ด้าน ดร.นาที รัชกิจประการ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคและเกษตรกร
พร้อมระบุว่า ปัจจุบันภาคเกษตรจำเป็นต้องปรับตัวสู่การผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น การนำเทคโนโลยีชีวภาพและจุลินทรีย์มาใช้ในการจัดการของเสียและฟื้นฟูดิน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเกษตรไทย ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ภาคเกษตรกร และชุมชน ที่ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จนสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบการเกษตรอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างครบวงจร

การขับเคลื่อนแนวทางเกษตรอินทรีย์เช่นนี้ จึงไม่เพียงช่วยลดปัญหาขยะอินทรีย์และสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชนในอนาคต

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดติดตามการบริหารกำลังพลและแผนบรรเทาสาธารณภัย มทบ.27

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 ภาคเช้า คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยรองประธานคณะกรรมาธิการ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร และอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงานเพื่อรับทราบแนวทางการบริหารจัดการกำลังพลและการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ มณฑลทหารบกที่ 27 ค่ายประเสริฐสงคราม จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นการติดตามการดำเนินงานของกองทัพภายใต้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 52 วรรคสองที่ระบุว่ากําลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วย
ในการนี้ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา และคณะ ได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานเพื่อแสวงหาข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงและการบริหารงานภายในหน่วยงาน โดยมุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการกำลังพล การฝึกการตรวจเลือกทหารกองเกิน และกระบวนการฝึกวิชาทหาร (รด.) ให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังได้ติดตามพันธกิจด้านการพัฒนาและการเตรียมความพร้อมในการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อสร้างความมั่นใจในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดยโสธรได้อย่างทันท่วงทีและเป็นระบบ
นอกจากภารกิจด้านการทหาร คณะกรรมาธิการยังได้เข้าศึกษาการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะ “โครงการทหารพันธุ์ดี” และศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ในการเป็นแหล่งเรียนรู้และการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับกำลังพลและชุมชนโดยรอบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยงานในพื้นที่ได้นำเสนอข้อมูลปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบมุมมองเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ประธานคณะกรรมาธิการได้ให้ข้อแนะนำต่อการบริหารกำลังพลและแผนบรรเทาสาธารณภัย มทบ.27 ในการตระหนักถึงความสำคัญและหน้าที่ของทหารตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 52 ว่ารัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ รัฐต้องจัดให้มีการทหาร การทูต และการข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ กําลังทหารให้ใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศด้วยเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ไปประกอบการพิจารณาศึกษาตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ ภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อส่งเสริมบทบาทของกองทัพในการพิทักษ์ความมั่นคงและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดนครปฐม ร่วมแสดงจุดยืนในบทบาทหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วย...