Thursday, August 20, 2026

"นายกเชฟยงยุทธ“ ชูขนมจีนน้ำยาปูสูตรแม่อบ-บ้านบึง ขึ้นเมนูโรงแรม 5 ดาวพัทยา

เชฟยงยุทธ เพียงประสิทธิ์ หรือเชฟยุทธ พ่อครัวใหญ่ โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา และนายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เปิดเผยว่าได้เตรียมเมนูอาหารไทยแท้แม่ให้มาขึ้นโรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ตั้งอยู่ริมทะเลนาเกลือ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี 
ด้วยไฮไลท์ ขนมจีนน้ำยาปู สูตรแม่อบ จากอำเภอบ้านบึง จ.ชลบุรี ที่มีชื่อเสียงเรื่องการทำอาหารท้องถิ่น และขนมจีนบ้านบึงก็ถือได้ว่าเป็นอีกเมนูที่การันตีความอร่อยอันดับต้นๆ ของจังหวัดภาคตะวันออก ตัวอย่างเช่น ขนมจีนแม่กิมซัวที่มีชื่อเสียงมาจนปัจจุบัน 
ย้อนไปกว่า 50 ปีที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังใช้ชีวิตวัยเด็กที่อำเภอบ้านบึง ที่บ้านจะทำอาหารรับประทานเอง โดยมีมารดาคือคุณแม่อบ จะคิดเมนูต่างๆ เพื่อให้คนในครอบครัวที่อาศัยอยู่หลายคนได้รับประทาน และอาหารที่จำรสชาติมือแม่ได้ดีคือขนมจีนน้ำยาปู ที่แม่อบทำให้กินตั้งแต่เด็ก โดยใช้วัตถุดิบแถวบ้านที่ไม่ต้องซื้อ ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว หรือปลาตามท้องไร่ท้องนา รวมทั้งกะทิคั้นเองที่ได้จากสวนมะพร้าวข้างบ้าน
เชฟยงยุทธจะมีหน้าที่ออกไปซื้อแค่ปูม้า สัตว์ทะเลพื้นบ้านชลบุรี โดยแม่อบจะให้ไปซื้อปูม้าตัวเป็นๆ ตัวสดๆ ที่ตลาดประมงอ่างศิลา แล้วกลับมาทำเอง รสชาติน้ำยาจะเผ็ดไม่มาก เด็กกินได้ มีเครื่องเคียง ผักกาดดอง ถั่วงอก ถั่วฝักยาว และพริกแห้ง จนกลายเป็นสูตรน้ำยาขนมจีนที่นำเข้าเมนูอาหารของโรงแรมเคป ดารา
 โดยได้เพิ่มเครื่องเคียงผักกาดหอมนอก และใบสะระแหน่ ผ่านมาตรฐาน ISO 22000 ซึ่งอยากเชิญชวนให้มาชิมรสชาติตำรับไทยแท้แม่ให้มา ขนมจีนน้ำยาปูสูตรแม่อบได้ที่ห้องอาหารเรเดียส โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

Wednesday, August 19, 2026

"ธนาดร หลิมเจริญ" ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อำเภอเขาค้อผู้ท้าชิงเข้า คัดเลือกประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดเพชรบูรณ์แสดงวิสัยทัศน์

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ.ร้านกาแฟดีดี คาเฟ่   นายธนาดร  หลิมเจริญ ได้เข้าพบสื่อมวลชนเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ในการลงสมัคร  ประธานเครือข่าย   ทสม.  จังหวัดเพชรบูรณ์ที่จะมีการคัดเลือกในวันที่ 25 สิงหาคม2569  ณ.ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการคัดเลือก
นายธนาดรกล่าว เปิด 5 แนวทาง ทสม.เพชรบูรณ์ ชูเครือข่ายประชาชนเชื่อมป่า น้ำ เกษตร ชุมชน และเศรษฐกิจสีเขียว เตรียมเพชรบูรณ์รับโลกที่กำลังเปลี่ยน
นายธนาดร หลิมเจริญ ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อำเภอเขาค้อ เปิดมุมมองและแนวทางการทำงานก่อนการคัดเลือกประธานเครือข่าย ทสม. จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมองว่าการคัดเลือกครั้งนี้เป็นมากกว่าเรื่องของตำแหน่ง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ประชาชนรู้จักเครือข่าย ทสม. มากขึ้น และเห็นว่าคนในพื้นที่สามารถมีบทบาทในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดได้อย่างไร
นายธนาดร กล่าวว่าหลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ทสม.” แต่อาจยังไม่รู้ว่า ทสม. คือ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน เป็นเครือข่ายของประชาชนที่มีจิตอาสาและทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ มีบทบาททั้งการประสานความร่วมมือ สื่อสารสร้างความเข้าใจ ลงมือปฏิบัติ และติดตามสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ
ในส่วนสำหรับผมคิดว่า ทสม. ไม่ควรทำงานอยู่เฉพาะเวลามีกิจกรรม แต่ควรเป็นเครือข่ายของคนในพื้นที่ที่รู้จักบ้านของตัวเอง รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และสามารถเชื่อมชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยกันแก้ปัญหาได้”
จากประสบการณ์ทำงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชนมากว่า 20 ปี ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในวันนี้ไม่สามารถแยกแก้เป็นเรื่อง ๆ ได้อีกแล้ว เพราะ ป่าเชื่อมกับน้ำ น้ำเชื่อมกับเกษตร เกษตรเชื่อมกับอาหารและรายได้ ขณะที่การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ล้วนพึ่งพาฐานทรัพยากรเดียวกัน
โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ซึ่งวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลาย แต่กำลังสะท้อนผ่านอากาศที่ร้อนขึ้น ความแปรปรวนของฝน น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า PM2.5 ความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงต้นทุนและรายได้ของประชาชน การรับมือจึงต้องทำทั้งการลดสาเหตุและการเตรียมชุมชนให้สามารถปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับทิศทางด้านภูมิอากาศของประเทศในปัจจุบัน 
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าตามเป้าหมาย NDC 3.0 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 47% ภายในปี 2035 จากระดับปี 2019 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี 2050 การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับทั้งพลังงาน เกษตร ป่าไม้ อุตสาหกรรม ธุรกิจ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการสร้างงานสีเขียวในอนาคต 
“เราอาจมองว่า 2050 ยังอีกไกล แต่การเปลี่ยนผ่านแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว สิ่งที่เราทำได้ตั้งแต่วันนี้คือทำให้คนในพื้นที่เข้าใจว่าโลกกำลังไปทางไหน และค่อย ๆ เตรียมชุมชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และคนรุ่นใหม่ของเพชรบูรณ์ให้พร้อม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
จากแนวคิดดังกล่าว นายธนาดรเสนอ 5 แนวทางสำหรับ ทสม.เพชรบูรณ์ ภายใต้หลักคิดสั้น ๆ ว่า

“รักษา • รับมือ • สร้างมูลค่า • เชื่อมความรู้ • รวมพลัง”

1. รักษา — รักษาป่า รักษาน้ำ รักษาทุนของเพชรบูรณ์

ให้ความสำคัญกับ ป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน แหล่งน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และพื้นที่สีเขียว ไม่มองป่าเป็นเพียงพื้นที่อนุรักษ์ แต่มองว่าเป็นต้นทุนสำคัญของน้ำ อาหาร เกษตร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัด

ส่งเสริมการฟื้นฟูระบบนิเวศ วนเกษตร เกษตรป่าไม้ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยให้ชุมชนที่อยู่กับทรัพยากรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล

2. รับมือ — เตรียมชุมชนรับ Climate Change และภัยพิบัติ

พัฒนาเครือข่าย ทสม. ให้มีความรู้และมีบทบาทในการ เฝ้าระวัง เตือนภัย และเตรียมพร้อม ต่อไฟป่า PM2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง อากาศร้อน และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่

เปลี่ยนจากการรอแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การเตรียมพร้อมก่อนเกิดปัญหา พร้อมส่งเสริมแนวคิด ชุมชนคาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาด การจัดการขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

3. สร้างมูลค่า — สิ่งแวดล้อมที่ดีต้องสร้างโอกาสให้คนในพื้นที่

เชื่อมการอนุรักษ์กับ เกษตรยั่งยืน สมุนไพร อาหารปลอดภัย วนเกษตร การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจหมุนเวียน ธุรกิจสีเขียว และอุตสาหกรรมสีเขียว

เพชรบูรณ์มีทั้งธรรมชาติ ภูเขา ป่า เกษตร ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอุทยานธรณี สิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องแลกกับการทำลายทรัพยากร

> “การอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ต้องทำให้คนเห็นด้วยว่า การรักษาธรรมชาติสามารถสร้างคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจได้”

4. เชื่อมความรู้ — ภูมิปัญญาเดิม พบองค์ความรู้ใหม่

รวบรวมและต่อยอด ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ของกลุ่มชาติพันธุ์ สมุนไพร อาหาร การเกษตร การจัดการป่าและน้ำ เชื่อมกับวิทยาศาสตร์ ข้อมูล GIS เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI ในระดับที่เหมาะสม
เปิดพื้นที่ให้โรงเรียน มหาวิทยาลัย นักวิชาการ และเยาวชนเข้ามาร่วม เพื่อไม่ให้ความรู้ของคนรุ่นก่อนสูญหาย และทำให้คนรุ่นใหม่สามารถนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาต่อได้

> “เทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องมาแทนภูมิปัญญา แต่ควรช่วยให้ภูมิปัญญาถูกเห็น ถูกใช้ และถูกส่งต่อ”

5. รวมพลัง — 1 อำเภอ 1 วาระ เชื่อมทั้งจังหวัด

เพชรบูรณ์มี 11 อำเภอ แต่แต่ละพื้นที่มีปัญหาและต้นทุนไม่เหมือนกัน จึงเสนอแนวคิด “1 อำเภอ 1 วาระสิ่งแวดล้อม” ให้แต่ละพื้นที่ร่วมกันค้นหาประเด็นสำคัญของตัวเอง

บางอำเภออาจเป็นป่าและต้นน้ำ บางพื้นที่เป็นเกษตร น้ำ ขยะ เมือง การท่องเที่ยว หรือภัยพิบัติ แล้วให้เครือข่ายระดับจังหวัดทำหน้าที่ เชื่อมพื้นที่กับหน่วยงาน ท้องถิ่น สถานศึกษา ภาคธุรกิจ และองค์ความรู้ที่จำเป็น

หลักคิดคือ

> “พื้นที่คิด จังหวัดเชื่อม ทุกภาคส่วนร่วมขับเคลื่อน”
นายธนาดรกล่าวว่า แนวทางทั้ง 5 ข้อไม่ได้หมายความว่า ทสม. จะเข้าไปทำหน้าที่แทนหน่วยงานใด เพราะแต่ละหน่วยงานมีภารกิจและความเชี่ยวชาญของตนเอง แต่สิ่งที่เครือข่ายภาคประชาชนสามารถช่วยได้คือ ทำให้ข้อมูล นโยบาย ความรู้ และการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมถึงประชาชนและพื้นที่ได้มากขึ้น

“ผมอยากเห็นวันที่เวลาพูดคำว่า ทสม. ประชาชนเพชรบูรณ์รู้ว่าเราคือใคร และรู้ว่าถ้ามีปัญหาเรื่องป่า น้ำ ขยะ ไฟป่า หรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน มีเครือข่ายคนในพื้นที่ที่พร้อมประสานและช่วยกันหาทางออก”

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของเครือข่ายในอนาคตจึงไม่ควรวัดเพียงว่า หนึ่งปีจัดกิจกรรมกี่ครั้ง แต่ควรวัดว่าหลังจากทำงานแล้ว ป่าดีขึ้นหรือไม่ น้ำดีขึ้นหรือไม่ ชุมชนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือไม่ เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นหรือไม่

> “ผมไม่ได้คิดว่า ทสม. จะทำทุกอย่างได้เอง แต่เชื่อว่า ทสม. สามารถช่วยทำให้หลายอย่างเชื่อมถึงกันได้ เพราะคนที่อยู่ใกล้ปัญหาที่สุดก็คือคนในพื้นที่ และหากเราสามารถเชื่อมพลังของคนเหล่านี้กับองค์ความรู้และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ นั่นจะเป็นพลังสำคัญของเพชรบูรณ์ในอนาคต”

รักษา • รับมือ • สร้างมูลค่า • เชื่อมความรู้ • รวมพลั

เชื่อมคน • เชื่อมงาน • เชื่อมพื้นที่ เพื่ออนาคตของเพชรบูรณ์
//นที บุญรอด เพชรบูรณ์ รายงาน//

ปตท.สผ. จับมือ สพฉ. ซ้อมแผนฉุกเฉิน พื้นที่สงขลา

ปตท.สผ. ผสานพลัง สพฉ. และเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซ้อมแผนฉุกเฉินระดับสากล ยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
จังหวัดสงขลา 19 ส.ค. 69 –  บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ร่วมกับ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) และสาขาวิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเครือข่ายสาธารณสุขและความปลอดภัยในจังหวัดสงขลา จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและซ้อมแผนการจัดการภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ในพื้นที่ เพื่อยกระดับความพร้อม ซ้อมแผนรองรับภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ระดับสากล บูรณาการความปลอดภัยและระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ตั้งของฐานสนับสนุนหลักสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย 
นายชวน มุณีแนม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา ในฐานะประธานการประชุมฯ  กล่าวว่า จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและการส่งกำลังบำรุงปิโตรเลียม การรับมือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ไม่อาจพึ่งพาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงหน่วยงานเดียว  การซ้อมแผนในครั้งนี้  เป็นเวทีสำคัญในการทดสอบระบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดความชำนาญ เป็นการเปลี่ยนแผนงานบนกระดาษให้นำมาใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานและประสานงานได้อย่างเป็นระบบเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน 
นางสาว เนาวนิต ยิ้มวัน ผู้จัดการกลุ่มงานการแพทย์ฉุกเฉินพื้นที่ 4 สพฉ. เน้นย้ำว่า ภารกิจของ สพฉ. มุ่งมั่นพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยให้มีมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินทุกคนได้รับการดูแล ได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม การซ้อมแผนคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้บุคลากรในหน่วยงานต่างๆ มีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน  และเป็นการตรวจสอบความพร้อมของระบบ ให้เชื่อมโยงการทำงานจริงของแต่ละหน่วยงาน ลดช่องว่างในการปฏิบัติงาน ทุกหน่วยงานมีระบบการสั่งการและการประสานงานรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างราบรื่น 
ด้านนายดิษพงศ์ คชรัตน์ ผู้จัดการแผนกฐานสนับสนุนสงขลา ปตท.สผ. กล่าวว่า ความปลอดภัยในการดำเนินงานเป็นพื้นฐานที่สำคัญควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถและการพัฒนานวัตกรรม ปตท.สผ. ให้ความสำคัญกับ มาตรการป้องกัน ควบคุมและแผนการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนที่ร่วมงานกับบริษัทฯ จะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย การซ้อมแผนร่วมกับเครือข่ายครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มทักษะ ลดความตื่นตระหนกเมื่อเผชิญเหตุจริง และสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชนในด้านการดูแลบุคลากร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 สิงหาคม 2569 รวม 2 วัน ณ ลากูน่า แกรนด์       โฮเทล แอนด์ สปา สงขลา มีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 100 คน จากหน่วยงานสำคัญในจังหวัดสงขลา  ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และโรงพยาบาลในพื้นที่ ศูนย์สื่อสารสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน สถานีตำรวจภูธร ฐานทัพเรือสงขลา ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล  ทัพเรือภาคที่ 2 ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 รวมทั้งมูลนิธิกู้ภัยและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่พี่น้องประชาชน โดยมีผู้แทนสภาความมั่นคงแห่งชาติร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ไฮไลท์ของการประชุมเชิงปฏิบัติการวันแรก (19 ส.ค.69) กลุ่มงานการแพทย์ฉุกเฉินพื้นที่ 4 สพฉ. นำเสนอข้อมูลเรื่องการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย  ผู้แทน ปตท.สผ. แนะนำโครงการฐานสนับสนุนการพัฒนาปิโตรเลียม สงขลาและฐานปฏิบัติการในทะเลโครงการ G1/61 พร้อมระบบการเตรียมความพร้อมของบริษัทฯ   ต่อด้วยตัวแทนจากสาขาวิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระบบการเตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉินของจังหวัดสงขลา ตัวแทนภาควิชาปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์และสาธารณภัย มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  แนะนำการฝึกซ้อมภายใต้มาตรฐานด้านการแพทย์ฉุกเฉินของระบบการจัดการภัยพิบัติและอุบัติภัย หรือ Thai Simm  ส่วนวันที่สองของการประชุม (20 ส.ค.69)  ทีมวิทยากรจาก ThaiSimm  นำฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองก่อนสรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อพร้อมในการรับมือกับภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ต่อไป  

นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของสตรีตำบลดอนตูม จังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

   วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างประสิทธิภาพเพื่อพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของสตรีตำบลดอนตูม จังหวัดนครปฐม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมด้วย นางวิลาสินี สะสมทรัพย์ ภริยา, สมาชิกสภาฯ, หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม ณ อุทยานการอาชีพชัยพัฒนา อ.เมืองนครปฐม 
โดย อบจ.นครปฐม จัดทำโครงการดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้มีการรวมกลุ่มอันก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและส่งเสริมประชาชนให้เห็นความสามารถของกลุ่มสตรี
//สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

พิษณุโลก ผบ.ทบ.ร่วมงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 124

พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ร่วมงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 124 โดยมี พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชา กำลังพล และข้าราชการกองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก
ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา เพื่อแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีคุณูปการต่อชาติและแผ่นดินไทย 
จากนั้นได้ประกอบพิธีปลูกต้นมหาพรหมราชินี เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบสานภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เสียสละ และยึดมั่นในประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
ต่อมา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ร่วมประกอบพิธีสงฆ์ เนื่องในวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 โดยมี พลเอก ศิริ  ทิวะพันธุ์  อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลและหน่วยงาน พร้อมทั้งอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ และกำลังพลของกองทัพภาคที่ 3 ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว อันเป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวที และการรำลึกถึงคุณงามความดีของผู้ที่เคยปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าแก่กำลังพลรุ่นปัจจุบันในการสืบทอดอุดมการณ์และภารกิจของกองทัพต่อไป
สำหรับกองทัพภาคที่ 3 ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2445 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เป็นแม่ทัพใหญ่ คุมกองทหารจากกรุงเทพมหานครและราชบุรีขึ้นไปปราบปรามกลุ่มโจรเงี้ยวที่ก่อความไม่สงบในเมืองแพร่และลำปาง จนสามารถคลี่คลายสถานการณ์และนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนสู่พื้นที่ได้สำเร็จ

จากภารกิจดังกล่าว กองทัพภาคที่ 3 จึงยึดถือวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 และตลอดระยะเวลา 124 ปีที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 3 ได้พัฒนาขีดความสามารถและปรับบทบาทให้สอดคล้องกับบริบทด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงยึดมั่นในภารกิจสำคัญในการพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของประเทศ รวมทั้งการเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
ปัจจุบัน กองทัพภาคที่ 3 มีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 17 จังหวัดภาคเหนือ มีภารกิจสำคัญตามที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพบก ทั้งด้านการป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายใน การกำกับดูแลพื้นที่ชายแดน การสกัดกั้นยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือประชาชน การบรรเทาสาธารณภัย และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
124 ปีแห่งความมุ่งมั่น “ปกป้องประเทศ ดูแลประชาชน”

ศิลปินกราฟฟิตี้ดัง Alexface ลุยพัทยา โชว์ผลงานสตรีทอาร์ต ปลุกสีสันตรอกโรงยา บ้านนาเกลือ

มีรายงานว่า กลุ่มศิลปินกราฟฟิตี้ชื่อดังของไทย นำโดย Alex Face หรือพัชรพล แตงรื่น ศิลปินไทยเจ้าของคาแรกเตอร์เด็กหน้าบึ้งใส่ชุดกระต่ายที่มีผลงานดังไกลทั่วโลก ได้ลงพื้นที่บ้านนาเกลือ พัทยา จ.ชลบุรี เพื่อรังสรรค์ผลงานศิลปะสร้างสีสันในเมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลาย 
โดยทางคณะศิลปินได้เลือกกำแพงและผนังของอาคารภายในตรอกโรงยา ซึ่งเป็นซอยเก่าแก่ในชุมชนนาเกลือที่ยังมีเสน่ห์ความคลาสสิกหลงเหลือ เพื่อแสดงผลงานศิลปะสตรีทอาร์ท ไว้เป็นจุดเช็คอินหรือถ่ายภาพที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเดินทางยังเมืองพัทยา ซึ่งบ้านนาเกลือยังมีเอกลักษณ์น่าสนใจอีกหลายอย่าง 
อนึ่ง ศิลปินกราฟฟิตี้ คือผู้สร้างสรรค์งานศิลปะบนพื้นที่สาธารณะหรือกำแพง โดยใช้สเปรย์หรือสีพ่นเพื่อสื่อสารเรื่องราว สังคม หรือตัวตน ผ่านงานศิลปะที่ผู้คนสามารถมองเห็นได้ในที่สาธารณะ หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยทั่วไป ศิลปินกลุ่มนี้มีทั้งระดับโลกและศิลปินไทยที่สร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

"นายกเชฟยงยุทธ“ ชูขนมจีนน้ำยาปูสูตรแม่อบ-บ้านบึง ขึ้นเมนูโรงแรม 5 ดาวพัทยา

เชฟยงยุทธ เพียงประสิทธิ์ หรือเชฟยุทธ พ่อครัวใหญ่ โรงแรมเคป ดารา รีสอร์ท พัทยา และนายกสมาพันธ์เชฟภาคตะวันออก เปิดเผยว่าได้เตรียมเ...