Thursday, September 3, 2026

กมธ.การศึกษาฯ เปิดเวทีระดมความเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งยกระดับการศึกษาไทยสู่อนาคต

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “Next Gen Education Thailand : ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตประเทศไทย” โดยมี นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเปิดการสัมมนา นายสุทิน แก้วพนา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน นายโสภณ ผาสุข เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม
นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถือเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดทิศทางและกรอบของระบบการศึกษาไทย โดยมิใช่เพียงการจัดโครงสร้างองค์กร หรือกำหนดบทบาทของหน่วยงาน แต่คือธรรมนูญการศึกษาของชาติที่ครอบคลุมถึงเป้าหมาย ระบบ หลักการ แนวคิด ครู หลักสูตร งบประมาณ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหลายครั้ง แต่ยังไม่มีโอกาสปรับเปลี่ยนเชิงระบบอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับเดิมต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจรอได้อีกต่อไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน การทำงานและทักษะที่จำเป็นไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวของระบบการศึกษาจะมีผลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทักษะมนุษย์อย่างมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งในวันนี้ทางรัฐบาลได้กำหนดทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษา จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะกลับมาทบทวนพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้ง พร้อมคำถามสำคัญว่า “เราจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่อย่างไรให้สอดรับกับทิศทางของประเทศในปัจจุบัน” ดังนั้น การสัมมนาวันนี้ทุกท่านจะได้ร่วมกันอภิปราย ถกเถียง และเสนอแนะต่อร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เพื่อรวมพลังความคิดให้เกิดแนวทางที่สอดคล้องและครอบคลุมที่สุดต่อไป
สำหรับการสัมมนาวิชาการในวันนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อย 10 กลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นเชิงลึก ใน 2 หัวข้อ ประกอบด้วย แนวคิดหลักการพื้นฐาน 10 ข้อ และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยจัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการศึกษา รวมทั้งจะได้มีการรวบรวมข้อคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ให้มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง ซึ่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการสัมมนาในครั้งนี้จะถูกรวบรวม วิเคราะห์และนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้พระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เกี่ยวข้องในภาคการศึกษา และให้การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าเท่าทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก

กมธ.การศึกษาฯ เปิดเวทีระดมความเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งยกระดับการศึกษาไทยสู่อนาคต

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “Next Gen Education Thailand : ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตประเทศไทย” โดยมี นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเปิดการสัมมนา นายสุทิน แก้วพนา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน นายโสภณ ผาสุข เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม
นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถือเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดทิศทางและกรอบของระบบการศึกษาไทย โดยมิใช่เพียงการจัดโครงสร้างองค์กร หรือกำหนดบทบาทของหน่วยงาน แต่คือธรรมนูญการศึกษาของชาติที่ครอบคลุมถึงเป้าหมาย ระบบ หลักการ แนวคิด ครู หลักสูตร งบประมาณ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหลายครั้ง แต่ยังไม่มีโอกาสปรับเปลี่ยนเชิงระบบอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับเดิมต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจรอได้อีกต่อไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน การทำงานและทักษะที่จำเป็นไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวของระบบการศึกษาจะมีผลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทักษะมนุษย์อย่างมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งในวันนี้ทางรัฐบาลได้กำหนดทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษา จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะกลับมาทบทวนพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้ง พร้อมคำถามสำคัญว่า “เราจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่อย่างไรให้สอดรับกับทิศทางของประเทศในปัจจุบัน” ดังนั้น การสัมมนาวันนี้ทุกท่านจะได้ร่วมกันอภิปราย ถกเถียง และเสนอแนะต่อร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เพื่อรวมพลังความคิดให้เกิดแนวทางที่สอดคล้องและครอบคลุมที่สุดต่อไป
สำหรับการสัมมนาวิชาการในวันนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อย 10 กลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นเชิงลึก ใน 2 หัวข้อ ประกอบด้วย แนวคิดหลักการพื้นฐาน 10 ข้อ และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยจัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการศึกษา รวมทั้งจะได้มีการรวบรวมข้อคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ให้มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง ซึ่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการสัมมนาในครั้งนี้จะถูกรวบรวม วิเคราะห์และนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้พระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เกี่ยวข้องในภาคการศึกษา และให้การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าเท่าทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายกเทศมนตรีตำบลมาบแค พร้อมด้วยกำนันตำบลมาบแค และผู้ใหญ่บ้าน ตำบลมาบแค ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการรับเงินอุดหนุนโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2569

   เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลมาบแค
นายปัญญาวัฒน์ ธนะตระกูลพาณิชย์ นายกเทศมนตรีตำบลมาบแค ร่วมกับ กำนันพัชรีวัณณ์ สงวนสัตย์ กำนันตำบลมาบแค และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ถึงหมู่ที่ 11 ตำบลมาบแค ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการรับเงินอุดหนุนโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2569 
เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวไปดำเนินโครงการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ให้กับประชาชนแต่ละหมู่บ้านต่อไป
//สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

เศรษฐกิจไม้(Wood Economy)เครื่องยนต์ใหม่อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท
อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Minister)นำเสนอรายงานในการปาฐกถาพิเศษฟอรั่ม WOOD Economic Forum 2026ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ KMITL2026โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไม้(Wood Economy)จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะอัพเกรดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียนตอบโจทย์อนาคตทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการมุ่งสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค บนความร่วมมือกับนานาชาติ ด้วยเทคโนโลยี วิศวกรรมและนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมไม้ทดแทนการก่อสร้างแบบดั้งเดิมโดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
“ก้าวใหม่เศรษฐกิจไม้(Wood Economy)
:สู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน
(ASEAN Green Innovation Hub)”

  โศกนาฏกรรมที่เนปาลและธิเบตคือตัวอย่างล่าสุดที่บ่งชี้ว่าโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
    ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 40% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์การค้าโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังบีบให้ทุกห่วงโซ่อุปทานต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน 
บทเรียนนานาชาติ: นวัตกรรมไม้วิศวกรรมคาร์บอนต่ำ

ไม้ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม แต่ถูกยกระดับเป็น Engineered Wood เช่น Cross-Laminated Timber 
(CLT) และ Glued Laminated Timber (Glulam) ที่มีคุณสมบัติความแข็งแรงทนทานเทียบเท่าคอนกรีตและเหล็กกล้า แต่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนสุทธิติดลบ

สหภาพยุโรปและฝรั่งเศส: 
ฝรั่งเศสบังคับใช้กฎหมายกำหนดให้อาคารสาธารณะสร้างใหม่ต้องใช้วัสดุชีวภาพหรือไม้อย่างน้อย 50% ส่งผลให้ตลาด CLT ในยุโรปเติบโตเฉลี่ยกว่า 12-15% ต่อปี

สิงคโปร์: 
อาคาร Gaia มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) อาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 43,500 ตารางเมตร ใช้โครงสร้างไม้ Mass Timber ทั้งหมด ช่วยร่นระยะเวลาก่อสร้างลงถึง 35%

ญี่ปุ่น: 
ตรากฎหมาย Promotion of Use of Wood in Public Buildings ผลักดันให้อาคารพาณิชย์และอาคารสาธารณะความสูงปานกลางถึงสูงหันมาใช้ไม้โครงสร้าง เชื่อมโยงเศรษฐกิจป่าไม้ชุมชนเข้ากับนวัตกรรมวิศวกรรมขั้นสูง
โมเดลฟินแลนด์ : ต้นแบบเศรษฐกิจไม้ระดับโลก

ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบระดับโลกที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยมีพื้นที่ป่าไม้ปกคลุมกว่า 75% ของประเทศ อุตสาหกรรมป่าไม้สร้างรายได้จากการส่งออกราว 15–20% ของการส่งออกทั้งหมด ความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วย 4 แกนหลัก:
1.การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management): อัตราการเติบโตของเนื้อไม้ในฟินแลนด์สูงกว่าอัตราการตัดฟันมาโดยตลอด
2.กรรมสิทธิ์ป่าไม้ของภาคเอกชนรายย่อย (Private Ownership): 
ราว 60% ของพื้นที่ป่าเป็นของครอบครัวชาวฟินแลนด์ทั่วไป ทำให้คนในท้องถิ่นมีแรงจูงใจในการดูแลรักษาและบริหารจัดการป่าให้ได้ผลตอบแทนระยะยาว
3.โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน
เศษไม้ เปลือกไม้ และของเสียจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ (Black Liquor) ถูกนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวล (Bioenergy) ผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบทำความร้อนชุมชน (District Heating)
4.นวัตกรรมมูลค่าสูง (High-Value Bio-products): 
ต่อยอดจากไม้แปรรูปและกระดาษธรรมดาไปสู่ นวัตกรรมสิ่งทอจากเซลลูโลส (เช่น Spinnova, Kuura), พลาสติกชีวภาพ, สารเคลือบชีวภาพ และไม้โครงสร้าง
ซึ่งกลุ่ม Krono (โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Kronospan รวมถึงเครือข่าย Swiss Kronoโดยร่วมมือกับไทยผ่านสถาบันTVA) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมแผ่นไม้และวัสดุก่อสร้างในตลาดยุโรปและตลาดโลก
ถอดรหัส"ซูเฉียนโมเดล"ของจีน:ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้แห่งมณฑลเจียงซู

จากการศึกษาดูงานของTVA-FKII-สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง:สจล.(King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang:KMITL)และSCGได้ถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะ เมืองซูเฉียน (Suqian) มณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนการพลิกโฉมเมืองเกษตรกรรมสู่ "เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมไม้และแผ่นไม้วิศวกรรมของจีน" (China's Wood Industry Capital)

1.การสร้างคลัสเตอร์ครบวงจร (Full Value Chain Cluster)
ซูเฉียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปลูกไม้โตเร็ว (เช่น ไม้ป็อปลาร์) แต่ต่อยอดสู่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปไม้นวัตกรรมสูง มีโรงงานแปรรูป ไม้อัด ไม้วิศวกรรม และเฟอร์นิเจอร์หลายพันแห่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านหยวน
2.การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart & Green Manufacturing
ยกระดับโรงงานดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Automation) นำเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ ใช้กาวชีวภาพไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ (No-Aldehyde Green Adhesives) และการแปรรูปเศษไม้วัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานชีวมวล
3.การสนับสนุนเชิงรุกจากภาครัฐ
การวางผังนิคมอุตสาหกรรมไม้เฉพาะทาง เชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ทางรางและท่าเรือ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบมาตรฐานไม้ระดับชาติ เพื่อควบคุมคุณภาพและผลักดันสู่ตลาดโลก

ภาพรวมอุตสาหกรรมไม้อาเซียนและความร่วมมือระดับภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือศูนย์กลางทรัพยากรป่าไม้และการส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ที่สำคัญของโลก โดยมีศักยภาพในการผนึกกำลังร่วมกัน
1.ฐานการผลิตและการค้าชั้นนำเวียดนาม เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลก (มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 14,000–16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ขณะที่ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย มีความเชี่ยวชาญด้านไม้อัดและไม้แปรรูปเขตร้อน ส่วน ไทย เป็นเสาหลักด้านแผ่นไม้อัดวิศวกรรมและไม้ยางพารา
2. กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
การขับเคลื่อนผ่านกรอบเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการป่าไม้อาเซียน (ASOF) เพื่อสร้างมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (SFM) และบูรณาการระบบการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานรับรองไม้ (Mutual Recognition) เช่น PEFC และ FSC เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
3.ห่วงโซ่คุณค่าข้ามพรมแดน
การผสานแหล่งวัตถุดิบไม้ปลูกในอาเซียนเข้ากับศูนย์ออกแบบและวิศวกรรมในไทยและสิงคโปร์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนอาคารไม้สำเร็จรูป (Prefabricated Timber Modules) ป้อนสู่ตลาด Green Building ในภูมิภาคที่คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้

ศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย: ผสานเป้าหมาย COP สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยมีแต้มต่อเชิงโครงสร้าง ทรัพยากร และพันธสัญญาระดับสากลที่พร้อมที่สุดแห่งหนึ่งในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
1.เป้าหมาย COP และยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว 55%: ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ไทยประกาศบนเวที COP เพื่อบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทรวมเป็น 55% ของพื้นที่ประเทศ โดยแบ่งเป็น พื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพื่อการใช้ประโยชน์ถึง 15% (หรือกว่า 48 ล้านไร่) การส่งเสริมป่าปลูกเชิงพาณิชย์จึงเป็นทั้ง "แหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink)" ตามเป้าหมาย COP และเป็น "ต้นทางวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมไม้วิศวกรรมสีเขียว"
2.ไม้ยางพาราและไม้โตเร็ว
ไทยมีพื้นที่สวนยางพารากว่า 22 ล้านไร่ หมุนเวียนเนื้อไม้ยางพาราเข้าสู่อุตสาหกรรมได้มากกว่า 15-20 ล้านตันต่อปี โดยจัดเป็น Eco-Friendly Rubberwood ที่ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ ควบคู่กับพื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสและไม้โตเร็วเชิงพาณิชย์อีกหลายล้านไร่
3.มูลค่าการค้าและการส่งออกระดับแสนล้าน
อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 100,000–120,000 ล้านบาทต่อปี โดยครองแชมป์ส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและแผ่นไม้สังเคราะห์ (MDF / Particle Board) ไปยังตลาดใหญ่อย่างจีน ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และอาเซียน
4.การเปลี่ยนผ่านสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงปัจจุบันการส่งออกไม้ของไทยยังเน้นไม้แปรรูปขั้นต้น การขยับขึ้นสู่ ชิ้นส่วนโครงสร้างไม้วิศวกรรม จะช่วยเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นถึง 3-5 เท่า พร้อมกระจายรายได้สู่เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ปลูกไม้เศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน

หมุดหมายของไทย: สัญลักษณ์ความมุ่งมั่นสู่ผู้นำ Wood Economy

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นเพียงแค่
นโยบาย แต่ได้สร้าง "หมุดหมายเชิงประจักษ์" ที่สะท้อนเจตนารมณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
1.อาคารนวัตกรรมไม้ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
เป็นต้นแบบอาคาร Mass Timber ทางวิชาการและสถาปัตยกรรมระดับชาติ ที่สะท้อนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโครงสร้างไม้คาร์บอนต่ำ การออกแบบรับแรง และระบบป้องกันอัคคีภัยตามมาตรฐานสากล แสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาและวิศวกรไทยมีความพร้อมในการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้แห่งอนาคต
2.โครงการเมืองไม้ (Wood City) ของTVAสัญลักษณ์ของการปักหมุดหมาย 
การลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชนไทย ที่ผสานนวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ากับ Circular Wood Economy มุ่งสร้างระบบนิเวศชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจรตั้งแต่การคัดสรรวัสดุ การออกแบบชีวภาพ (Biophilic Design) ไปจนถึงการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน
3.การประกาศเจตนารมณ์ระดับโลกโครงการทั้งสองแห่งนี้คือประจักษ์พยานความร่วมมือระหว่างองค์กรไทย ภาคการศึกษา และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อประกาศหมุดหมายว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Wood Economy ของภูมิภาคเอเชีย
4. งาน“Regenerative Wood City: Forest, Farm, Food and Longevity Grow Together”เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมามีการนำเสนอโครงการความร่วมมือที่เป็นประจักษ์พยานของการขับเคลื่อนที่โดดเด่นชัดเจนของสมาคมสถาบันทิวา (TVA) บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด (SCGCBM) บริษัท SWISS KRONO Holding AG (SKG) มูลนิธิ Eco-Innovation Foundation (EIG) บริษัท IKEA Thailand และภาคีภาคส่วนต่างๆ

ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก: อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวแห่งอาเซียน
 1.ปลดล็อกกฎหมายและมาตรฐานอาคาร: เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและมาตรฐาน มอก. ให้รองรับนวัตกรรมไม้ในอาคารสูงและอาคารสาธารณะ พร้อมสร้างระบบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยตามหลักวิศวกรรมสากล
 2.ยกระดับห่วงโซ่อุปทานป่าไม้เศรษฐกิจ: แปลงเป้าหมายพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15% ให้เป็นพื้นที่ปลูกไม้เพื่อการค้าที่มีมาตรฐานรับรองสากล
 3.สิทธิประโยชน์การลงทุนและบูรณาการคาร์บอนเครดิต: ใช้กลไก BOI ดึงดูดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ และเชื่อมโยงระบบ Premium T-VER เข้ากับคาร์บอนเครดิตในภาควัสดุก่อสร้าง
 4.พัฒนาบุคลากรและวิศวกรรมสีเขียวระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในยุโรปและเอเชีย ถ่ายทอดหลักสูตรวิศวกรรมไม้ขั้นสูง BIM และ Digital Fabrication เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย อบรม และส่งออกชิ้นส่วนอาคารสำเร็จรูปทั่วภูมิภาค

ก้าวใหม่ของไทย
    "อุตสาหกรรมไม้" กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นWood Economyบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy)ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering ) 
   การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมไม้และการนวัตกรรมสีเขียว ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการผสานทรัพยากรป่าไม้ ไม้ยางพาราและไม้เศรษฐกิจอื่นๆการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจภายใต้เป้าหมาย COP รวมทั้งการวางหมุดหมายทางนวัตกรรมของสจล. และโครงการเมืองไม้ของ TVA จะสามารถเปลี่ยนเนื้อไม้ให้กลายเป็นรากฐานของเมืองแห่งอนาคต และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น "ศูนย์กลางเศรษฐกิจไม้และนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียน" อย่างแท้จริง.

ประจวบคีรีขันธ์ _กลุ่มเหล็กสหวิริยาสนับสนุนงานแนะแนว “กรรมาธิการพบน้อง” เตรียมความพร้อมเด็กบางสะพานเข้ามหาวิทยาลัยด้วยพอร์ตโฟลิโอ

กลุ่มเหล็กสหวิริยา ร่วมสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม “กรรมาธิการพบน้องนักเรียน” กิจกรรมแนะแนวการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ Portfolio จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่อำเภอบางสะพาน 
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมกรองกัมพู โรงเรียนบางสะพานวิทยา ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมจำนวน 294 คน
ภายในงานได้รับความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ Portfolio จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมวิธีการจัดทำพอร์ตโฟลิโอที่มีประสิทธิภาพ การนำเสนอจุดเด่น และการเตรียมความพร้อมรับการคัดเลือก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนปัญหา และนำเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับระบบการศึกษาต่อ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาแนวทางและนโยบายการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาต่อไป
การเข้าร่วมและสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่มเหล็กสหวิริยา ในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาและสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้มีความรู้ ความพร้อม และความมั่นใจในการก้าวสู่เส้นทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต
  /////////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0623644468

เกิดเหตุไฟไหม้ป่ากกกลางเมืองท่องเที่ยวชะอำกว่า 200 ไร่ จนท.ระดมกำลังรถดับเพลิง 5 คัน เร่งสกัดนาน 3 ชั่วโมง

  วันที่ 2 ก.ย2569 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองชะอำ จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ป่ากกที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บริเวณถนนริมทางรถไฟ -คริสตจักรแสงสว่างชะอำ กลางเมืองท่องเที่ยวชะอำ จ.เพชรบุรี  จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมรถดับเพลิงเทศบาลเมืองชะอำ จำนวน 1คันเข้าช่วยเหลือ ที่เกิดเหตเป็นป่ากกหลาย100ไร่ พบไฟไหม้บริเวณริมทางรถไฟก่อนลุกลามป่ากกนับ10ไร่ เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำสกัดไฟไม่ให้ลุกลาม แต่มรลกกระโชกแรงส่งผลให้ไฟลุกลามไหม้ป่ากกเป้นวงกว้าง   
     ต่อมาในช่วงค่ำไฟได้ลุกลามพื้นที่ป่ากกเข้าใกล้บ้านเรือนประชาชน บริเวณหลังโครงการหมู่บ้านโชคบุญมี อ.ชะอำ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองท่องเที่ยวชะอำ  ทำชาวบ้านนับร้อยหลังคาเรือนแต่ตื่น พบกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งลอยไปบนท้องฟ้าไกลกว่า5กิโล ไฟลุกลามไหม้ป่ากกอยุ่งรุนแรงเข้าใกล้กำแพงบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย และกำลังขยายวงกว้างเนื่องจากมีลมแรง  นายนุกูล พรสมบูศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือชะอำ  พร้อมด้วย นายสนิท คงเจริญ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมือชะอำ ลงพื้นที่สั่งการควบคุมสถารณ์ไม่ให้ไฟลุกลามด้วยตัวเอง     ให้เจ้าหน้าที่เร่งนำพรถดับเพลิง เทศบาลเมือชะอำ เทศบาลตำบลนายาง จำนวน 5คัน เข้าสกัดไฟไม่ให้เข้าใกล้บ้านเรือนประชาชน พบเศษขี้เถ้าลอยไปตกในบ้านเรือนประชาชน สระน้ำ ในตัวบ้าน และบริเวณบ้านหลายสิบหลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลากว่า 3ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้  พบป่ากกถูกไฟไหม้เสียหายเสียหายกว่า 200 ไร่ 
หนุ่มเจ้าของบ้านเล่าว่า  เมื่อช่วงเย็นเห็นไฟลุกไหม้ป่ากกอย่างไกลๆบ้านพอมาช่วงค่ำพบว่าไฟลุกลามมาใกล้บ้านของตนมากขึ้นจึงช่วยกันออกมาใช้สายยางฉีดน้ำเพื่อสกัดไฟแต่เอาไม่อยู่จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยดังกล่าว 
ด้าน นายนุกูล พรสมบูศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือชะอำ เปิดเผยว่าหลังจากนี้จะตรวจสอบทะเบียนที่ดินผืนนี้ว่าเป้นของใคร ก่อนจะทำหนังสื่อส่งไปเจ้าของที่ดินให้มากำจัดป่ากกเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีกเพื่อส่งผลให้ประชาชนนับร้อยหลังคาเรือนเดือดร้อน หากไม่ดำเนินการ ทางเทศบาลเมือชะอำจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
/////////////////// บรรณรต จ.เพชรบุรี 

Copacabana Coral Reef Jomtien เปิดพิธี Topping-Out Ceremony ชั้น 56 สุดยิ่งใหญ่

มีรายงานว่า โครงการ Copacabana Coral Reef Jomtien โครงการคอนโดมิเนี่ยมดังริมหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดพิธี Topping-Out Ceremony ณ บริเวณชั้น 56 ของโครงการ เพื่อฉลองช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจ ความทุ่มเท และความร่วมมือของทุกทีมงาน ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการให้ก้าวมาถึงอีกหนึ่งความสำเร็จของงานก่อสร้างอีกขั้น
โดยในพิธีการได้รับเกียรติจาก คุณกสิณา ธรรมสุวรรณ และคุณพรลภัส ดลจิตต์ ผู้บริหารโครงการ พร้อมด้วยคุณสันติ เหมศิริวัฒนา และคุณวรากร เหมศิริวัฒนา ผู้บริหารบริษัท พรพระนคร จำกัด และบริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ควบคุมและตรวจสอบงานก่อสร้าง เข้าร่วมพิธี Topping-Out Ceremony ชั้น 56 Copacabana Coral Reef Jomtien 
โดยทางผู้บริหารโครงการ Copacabana Coral Reef Jomtien ได้ขอบคุณลูกค้าสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีให้กับ Copacabana Coral Reef และขอบคุณที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญ
ทั้งนี้ โครงการ Copacabana Coral Reef Jomtien โครงการใหม่ซึ่งตั้งอยู่ติดถนนจอมเทียนสาย 2 ห่างจากชายหาดประมาณ 500 เมตร หรูหราสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการคุณภาพที่มีชื่อเสียงภายใต้การบริหารโดย Copacabana Group 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

กมธ.การศึกษาฯ เปิดเวทีระดมความเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งยกระดับการศึกษาไทยสู่อนาคต

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ คณ...