Friday, October 16, 2026

นายอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี แถลงข่าวเตรียมจัดงานใหญ่ “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 2” ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อมโยงออกพรรษาลุ่มน้ำโขง-พืชสวนโลก

​อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี — เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 10:30 น. นายสุริยนต์ ดอนสมจิตร นายอำเภอบ้านดุง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการอำเภอบ้านดุง และคณะกรรมการบริหารคำชะโนด ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 2” ประจำปี 2569 ณ วังนาคินทร์ คำชะโนด เพื่อประกาศความพร้อมในการเปิดดินแดนแห่งศรัทธาต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยกำหนดจัดงานขึ้นระหว่างวันที่ 26 - 31 ตุลาคม 2569 ณ ลานบวงสรวงสนามหญ้าคำชะโนด ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
 วังนาคินทร์ คำชะโนด ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศรัทธาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นเกาะลอยน้ำที่มีต้นคำชะโนดขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น พร้อมบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าเป็นปล่องพญานาค รวมถึงเป็นศูนย์รวมตำนานมหัศจรรย์ อาทิ ตำนานคำชะโนด ผีจ้างหนัง และตำนานสองสาวยิ้มพิมพ์ ซึ่งดึงดูดผู้ศรัทธามาเคารพสักการะและสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดอุดรธานีมาอย่างต่อเนื่อง
​จากข้อมูลการท่องเที่ยว พบว่าในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาคำชะโนดสูงถึง 3,361,780 คน ก่อนจะลดลงในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เหลือเพียง 1,783,465 คน ในปี 2563 และ 297,623 คน ในปี 2564 ซึ่งมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งอำเภอบ้านดุงได้ริเริ่มจัดงาน "คำชะโนดโลก ครั้งที่ 1" (8–12 ตุลาคม 2569) ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีนักท่องเที่ยวร่วมงาน 32,958 คน และสร้างรายได้สะพัดกว่า 4,539,460 บาท
​นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 (ตุลาคม 2568 – กันยายน 2569) มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังคำชะโนดรวมทั้งสิ้น 1,056,988 คน (ชาวไทย 1,027,420 คน และชาวต่างชาติ 29,568 คน) สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 211,397,600 บาท (คำนวณค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 200 บาทต่อคน) สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและความเชื่อ
 การจัดงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 2” ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในเทศกาลออกพรรษาของกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 
วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก เผยแพร่เรื่องราวตำนานความเชื่อดินแดนพญานาค พร้อมจัดกิจกรรมไฮไลต์ เช่น การถ่ายทอดเรื่องราว 2 สาวยิ้มพิมพ์ การประกวดชายงาม และกิจกรรมย้อนรอยตำนานผีจ้างหนัง ตลอดจนการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่ และแสดงพลังความรักความสามัคคีของทุกภาคส่วนในอำเภอบ้านดุง
จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ร่วมสัมผัสความงดงามทางวัฒนธรรมและความศรัทธาในงาน “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 2” ระหว่างวันที่ 26 - 31 ตุลาคม 2569 ณ ลานบวงสรวงสนามหญ้าคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
//ภาพข่าว อาจารย์พัชรินทร์ พิทักษ์กุล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค//

“นิพนธ์” นำผู้ว่าฯ รฟม. หารือนายกนครหาดใหญ่ เดินหน้ารถไฟฟ้า โมโลเรล ต่อยอดผลศึกษาสมัยนายก อบจ. วางแผนเชื่อมถึงสนามบิน

วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา นำนายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้าพบนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ พร้อมด้วยสมาชิกสภาเทศบาลนครหาดใหญ่ เพื่อหารือความคืบหน้าโครงการระบบขนส่งมวลชนโดยระบบราง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นในการผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
นายนิพนธ์กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นแนวทางพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่ได้ริเริ่มและผลักดันมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดย อบจ.สงขลาได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการไว้แล้ว ก่อนประสานให้ รฟม. ซึ่งมีภารกิจและความเชี่ยวชาญด้านระบบรถไฟฟ้า เข้ามารับช่วงดำเนินการ โดยนำผลการศึกษาเดิมมาตรวจสอบและปรับปรุงให้เหมาะสม เพื่อเดินหน้าโครงการต่อไป

ความคืบหน้าสำคัญคือ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจังหวัดให้ รฟม. ดำเนินกิจการรถไฟฟ้าเพิ่มเติมในจังหวัดสงขลา ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายสำหรับการดำเนินโครงการ

สำหรับแนวเส้นทางระยะแรก เป็นระบบรถไฟฟ้าโมโนเรล ช่วงคลองหวะ–สถานีรถตู้ ระยะทางประมาณ 12.54 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี เริ่มจากบริเวณแยกคลองหวะ ไปตามแนวถนนกาญจนวนิชถึงแยกคอหงส์ ก่อนต่อไปตามแนวถนนเพชรเกษมจนถึงสถานีรถตู้ โดยมีโรงจอดและศูนย์ซ่อมบำรุงบริเวณคลองหวะ พร้อมจุดเชื่อมต่อการเดินทางสำคัญที่คลองหวะ คอหงส์ และสถานีรถตู้ เพื่อรองรับประชาชนจากชุมชนรอบเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง

ส่วนระยะที่ 2 มีแนวทางขยายเส้นทางจากสถานีรถตู้ไปยังท่าอากาศยานหาดใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างตัวเมืองกับสนามบิน โดยคาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี สำหรับกรอบเวลาก่อสร้าง ประเมินเบื้องต้นประมาณ 5 ปี หลังดำเนินการศึกษาและผ่านขั้นตอนอนุมัติที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งนี้ รายละเอียดและกำหนดการจะต้องพิจารณาตามผลการศึกษาและแผนดำเนินงานของโครงการต่อไป

ด้านนายณรงค์พรกล่าวว่า ยินดีที่โครงการมีความคืบหน้าและได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพราะหาดใหญ่จำเป็นต้องมีระบบขนส่งสาธารณะที่สามารถรองรับการขยายตัวของเมือง ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร และเพิ่มความสะดวกในการเดินทางของประชาชน โดยเทศบาลนครหาดใหญ่พร้อมประสานความร่วมมือกับ รฟม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมืองและภาคใต้

ขณะที่นายกาจผจญยืนยันว่า รฟม. พร้อมผลักดันโครงการอย่างเต็มที่ เนื่องจากหาดใหญ่เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ มีบทบาททั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง บรรเทาปัญหาการจราจร และรองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาว

นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาหาดใหญ่ต้องเตรียมระบบเดินทางให้ทันกับการเติบโตของเมือง โดยผลักดันให้ประชาชนสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้สะดวกและเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่พื้นที่รอบเมืองเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจ ตลอดจนเชื่อมไปยังสนามบิน พร้อมย้ำว่าจะติดตามและประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โครงการที่วางรากฐานไว้เดินหน้าไปสู่การก่อสร้างและเกิดประโยชน์กับประชาชน

ตร.บ้านบึง เปิดปฏิบัติการสกัดนอมินี บุกตรวจบริษัทต้องสงสัยใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ภายใต้สายการบังคับบัญชาของ พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 โดยมี พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์ และ พ.ต.อ.กุลชาต กุลชัย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กำกับดูแลการปฏิบัติงานในระดับจังหวัด
พ.ต.อ.กฤษณ์ มาสุข ผกก.สภ.บ้านบึง นำกำลังตำรวจร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านบึง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตำบลมาบไผ่ เข้าตรวจค้นบริษัท ซุง เปา เฮา (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 128/1 หมู่ 4 ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ตามหมายค้นศาลจังหวัดชลบุรี ที่ ค.216/2569
ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ตรวจยึดเอกสารสำคัญที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา นายโค จง เจี๋ย (MR. KO CHUNG CHIEH) และนางสาวยุวดี วิริยะวารี ในความผิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และการประกอบธุรกิจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมาย ก่อนนำตัวทั้งสองรายส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านบึง เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอน พร้อมตรวจสอบพยานหลักฐานและเอกสารที่ตรวจยึดเพิ่มเติม
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบธุรกิจที่อาจใช้โครงสร้างผู้ถือหุ้นอำพราง เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกติกา
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

นักวิ่งใจบุญเตรียมระเบิดผืนทราย งานวิ่งการกุศล Ray Run Pattaya 2026

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธิคุณพ่อเรย์ ร่วมกับเมืองพัทยา เตรียมจัดงานวิ่งการกุศล Ray Run Pattaya 2026 (ปีที่ 2) ภายใต้แนวคิด "Run for All, Race for Hope" ในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2569 ที่บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี 
กิจกรรมการกุศลดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิคุณพ่อเรย์ เมืองพัทยา และภาคีเครือข่าย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กกำร้า ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในความดูแลของมูลนิธิฯ
โดยรายละเอียดระยะทางและประเภทการแข่งขัน การวิ่งจะแบ่งออกเป็นประเภทวิ่งบนถนนและวิ่งบนพื้นทรายชายหาด ประกอบด้วย ประเภทวีลแชร์ (บนถนน) ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร, ประเภทวิ่งบนชายหาด: ระยะทาง 1 กิโลเมตร, 3 กิโลเมตร และ 5 กิโลเมตร
อัตราค่าสมัครประเภทเดี่ยว (Individual) 800 บาท (สำหรับระยะ 5K / 3K / 1K), ประเภทคู่ (Duo - นักวิ่งทั่วไป 1 ท่าน + ผู้พิการ 1 ท่าน) 1,000 บาท ได้สิทธิ์วิ่งทั้งคู่ (รวมถึงประเภทวีลแชร์ คนนั่ง + คนเข็น),
ประเภทไม่ร่วมวิ่ง (Non-running) 500 บาท (รับเสื้อที่ระลึกจัดส่งถึงบ้าน) และประเภท VIP: 10,000 บาท (ได้รับสิทธิ์ 10 ท่าน และสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้)
กำหนดการในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 วันรับเสื้อและบิบ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. ที่ศูนย์ประชุมมหาไถ่พัทยา ภายในงานจะมีนิทรรศการ เปิดให้ชมโบสถ์คุณพ่อเรย์สถาปัตยกรรมไทย บูธกิจกรรม และการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปิน

และในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2569 วันแข่งขัน ที่ชายหาดพัทยากลาง โดยในเวลา 05.30 น. เริ่มปล่อยตัวประเภทวีลแชร์ 2.5 KM. และในเวลา 06.30 น. เป็นต้นไป ทยอยปล่อยตัวนักวิ่งชายหาดระยะ 5K, 3K และ 1K ตามลำดับ

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมส่งต่อโอกาสและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ทางการ Ray Run Pattaya หรือติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Ray Run Pattaya Page
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

เทศบาลพิษณุโลก แจงดราม่า “เทปกาวพันท่อไฟใต้ดิน” ยันปลอดภัย ดีเดย์ 23 ธ.ค. ปิดจ๊อบคืนผิวจราจร รอซ่อมประปาปีหน้า!!

เทศบาลนครพิษณุโลก จับมือ PEA และผู้รับเหมา แถลงเคลียร์ 3 ประเด็นดราม่าโครงการสายไฟลงดิน 80 ล้าน ยืนยันระบบปลอดภัยสูง สายเคเบิลแช่น้ำได้ไร้จุดเชื่อม พร้อมดีเดย์ปิดจ๊อบ 23 ธ.ค.นี้ เผยเหตุจำเป็นต้องคืนผิวถนนชั่วคราวเพราะปีหน้ามีคิวซ่อมท่อประปาต่อ ขอประชาชนอดทนอีกนิดเพื่อเมืองที่สวยงาม

(15 ต.ค.) ที่ห้องประชุมจุฬามณี สำนักงานเทศบาลนครพิษณุโลก นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลฯ, นายเฉลียว โก่งเกษร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและบริการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เขต 2 ภาคเหนือ และ น.ส.พิชชารัตน์ มั่นพรรษา ผู้จัดการโครงการ บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน กรณีประเด็นดราม่าในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน

นายศิริชิน เปิดเผยว่า เทศบาลนครพิษณุโลกได้ร่วมกับ PEA ดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อปรับปรุงทัศนียภาพศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมือง รวมระยะทาง 2.7 กิโลเมตร ครอบคลุมถนนสายหลัก 5 สาย ได้แก่ ถนนพุทธบูชา, ถนนพระยาลิไท, ถนนเอกาทศรถ, ถนนมหาธรรมราชา และถนนบรมไตรโลกนาถ งบประมาณก่อสร้างเกือบ 80 ล้านบาท โดยมีบริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้าง

ด้าน น.ส.พิชชารัตน์ ผู้จัดการโครงการฯ ระบุว่า ขณะนี้งานก่อสร้างมีความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 70% อยู่ในขั้นตอนการร้อยสายไฟลงใต้ดินและติดตั้งตู้ควบคุม โดยสัญญางานเคเบิลใต้ดินจะสิ้นสุดในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ พร้อมยืนยันให้ประชาชนคลายกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากสายเคเบิลที่ใช้มีฉนวนกันน้ำหนาหลายชั้น สามารถแช่น้ำได้โดยไม่เกิดไฟลัดวงจร และเป็นสายยาวเส้นเดียวไม่มีจุดเชื่อมต่อ จึงหมดปัญหาเรื่องไฟฟ้ารั่วอย่างแน่นอน

สำหรับประเด็นดราม่าในสื่อสังคมออนไลน์ 3 ข้อหลัก ทางทีมวิศวกรและผู้รับจ้างได้ชี้แจงรายละเอียดเชิงเทคนิค ดังนี้ 

กรณีใช้เทปกาวพันท่อ PE (ท่อดำ) เป็นเพียงการซีลเสริมบริเวณข้อต่อระหว่างทำงานชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปูนไหลเข้าท่อ ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ละเอียดและสูงกว่ามาตรฐาน ไม่ใช่โครงสร้างหลักของท่อร้อยสายแต่อย่างใด

​กรณีท่อไม่มีแกนหรือหวีจัดระยะ ยอมรับว่ามีการปรับเปลี่ยนแบบหน้างานตามสภาพภูมิประเทศ เนื่องจากขุดพบสิ่งกีดขวางใต้ดินและระดับความลึกไม่ถึง 90 เซนติเมตร จึงต้องปรับแก้เพื่อป้องกันปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

กรณีสภาพผิวจราจรขรุขระเป็นหลุมบ่อ ผู้บริหารเทศบาลฯ ชี้แจงว่า หลังขุดเจาะจำเป็นต้องซ่อมแซมชั่วคราวเพื่อเปิดการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ก่อน โดยยังไม่สามารถเทยางแอสฟัลต์ (Asphalt) ปูผิวถนนใหม่ให้เรียบเนียนแบบสมบูรณ์ได้ในทันที เนื่องจากในปีหน้า (พ.ศ. 2570) เมืองพิษณุโลกมีแผนดำเนิน "โครงการปรับปรุงระบบท่อประปา" ต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว

​"หากเราลาดยางใหม่ทั้งหมดในตอนนี้ ก็จะต้องถูกขุดเจาะซ้ำอีกในปีหน้า เทศบาลฯ จึงเตรียมงบประมาณสำหรับลาดยางเรียบเนียนไว้แล้ว แต่ต้องรอทำพร้อมกันหลังจบโครงการประปา จึงขอความร่วมมือและขออภัยในความไม่สะดวกของพี่น้องประชาชน ให้ช่วยอดทนอีกสักนิด เพื่อการพัฒนาเมืองพิษณุโลกอย่างยั่งยืน" ผู้บริหารเทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวทิ้งท้าย


เทศบาลพิษณุโลก แจงดราม่า “เทปกาวพันท่อไฟใต้ดิน” ยันปลอดภัย ดีเดย์ 23 ธ.ค. ปิดจ๊อบคืนผิวจราจร รอซ่อมประปาปีหน้า!!

เทศบาลนครพิษณุโลก จับมือ PEA และผู้รับเหมา แถลงเคลียร์ 3 ประเด็นดราม่าโครงการสายไฟลงดิน 80 ล้าน ยืนยันระบบปลอดภัยสูง สายเคเบิลแช่น้ำได้ไร้จุดเชื่อม พร้อมดีเดย์ปิดจ๊อบ 23 ธ.ค.นี้ เผยเหตุจำเป็นต้องคืนผิวถนนชั่วคราวเพราะปีหน้ามีคิวซ่อมท่อประปาต่อ ขอประชาชนอดทนอีกนิดเพื่อเมืองที่สวยงาม

(15 ต.ค.) ที่ห้องประชุมจุฬามณี สำนักงานเทศบาลนครพิษณุโลก นายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเทศบาลฯ, นายเฉลียว โก่งเกษร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและบริการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เขต 2 ภาคเหนือ และ น.ส.พิชชารัตน์ มั่นพรรษา ผู้จัดการโครงการ บริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน กรณีประเด็นดราม่าในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าเป็นเคเบิลใต้ดิน

นายศิริชิน เปิดเผยว่า เทศบาลนครพิษณุโลกได้ร่วมกับ PEA ดำเนินโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อปรับปรุงทัศนียภาพศูนย์กลางเศรษฐกิจของเมือง รวมระยะทาง 2.7 กิโลเมตร ครอบคลุมถนนสายหลัก 5 สาย ได้แก่ ถนนพุทธบูชา, ถนนพระยาลิไท, ถนนเอกาทศรถ, ถนนมหาธรรมราชา และถนนบรมไตรโลกนาถ งบประมาณก่อสร้างเกือบ 80 ล้านบาท โดยมีบริษัท อาซีฟา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้าง

ด้าน น.ส.พิชชารัตน์ ผู้จัดการโครงการฯ ระบุว่า ขณะนี้งานก่อสร้างมีความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 70% อยู่ในขั้นตอนการร้อยสายไฟลงใต้ดินและติดตั้งตู้ควบคุม โดยสัญญางานเคเบิลใต้ดินจะสิ้นสุดในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ พร้อมยืนยันให้ประชาชนคลายกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากสายเคเบิลที่ใช้มีฉนวนกันน้ำหนาหลายชั้น สามารถแช่น้ำได้โดยไม่เกิดไฟลัดวงจร และเป็นสายยาวเส้นเดียวไม่มีจุดเชื่อมต่อ จึงหมดปัญหาเรื่องไฟฟ้ารั่วอย่างแน่นอน

สำหรับประเด็นดราม่าในสื่อสังคมออนไลน์ 3 ข้อหลัก ทางทีมวิศวกรและผู้รับจ้างได้ชี้แจงรายละเอียดเชิงเทคนิค ดังนี้ 

กรณีใช้เทปกาวพันท่อ PE (ท่อดำ) เป็นเพียงการซีลเสริมบริเวณข้อต่อระหว่างทำงานชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปูนไหลเข้าท่อ ซึ่งถือเป็นการทำงานที่ละเอียดและสูงกว่ามาตรฐาน ไม่ใช่โครงสร้างหลักของท่อร้อยสายแต่อย่างใด

​กรณีท่อไม่มีแกนหรือหวีจัดระยะ ยอมรับว่ามีการปรับเปลี่ยนแบบหน้างานตามสภาพภูมิประเทศ เนื่องจากขุดพบสิ่งกีดขวางใต้ดินและระดับความลึกไม่ถึง 90 เซนติเมตร จึงต้องปรับแก้เพื่อป้องกันปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

กรณีสภาพผิวจราจรขรุขระเป็นหลุมบ่อ ผู้บริหารเทศบาลฯ ชี้แจงว่า หลังขุดเจาะจำเป็นต้องซ่อมแซมชั่วคราวเพื่อเปิดการจราจรให้ประชาชนสัญจรได้ก่อน โดยยังไม่สามารถเทยางแอสฟัลต์ (Asphalt) ปูผิวถนนใหม่ให้เรียบเนียนแบบสมบูรณ์ได้ในทันที เนื่องจากในปีหน้า (พ.ศ. 2570) เมืองพิษณุโลกมีแผนดำเนิน "โครงการปรับปรุงระบบท่อประปา" ต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว

​"หากเราลาดยางใหม่ทั้งหมดในตอนนี้ ก็จะต้องถูกขุดเจาะซ้ำอีกในปีหน้า เทศบาลฯ จึงเตรียมงบประมาณสำหรับลาดยางเรียบเนียนไว้แล้ว แต่ต้องรอทำพร้อมกันหลังจบโครงการประปา จึงขอความร่วมมือและขออภัยในความไม่สะดวกของพี่น้องประชาชน ให้ช่วยอดทนอีกสักนิด เพื่อการพัฒนาเมืองพิษณุโลกอย่างยั่งยืน" ผู้บริหารเทศบาลนครพิษณุโลก กล่าวทิ้งท้าย


สุพรรณบุรี เชิญเข้าร่วมชมแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานครั้งที่ 20 ณวัดสวนหงส์

การแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 20 ปี 2569 ณ วัดสวนหงส์ ยิ่งใหญ่
ที่หอประชุมอำเภอบางปลาม้า พันจ่าเอก สุริยา ภู่สวัสดิ์ นายอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานแถลงข่าวการแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 20 ปี 2569 โดยมีพระครูโกศลธรรมานุสิฐ ผศ.ดร.เจ้าคณะอำเภอบางปลาม้า เจ้าอาวาสวัดสวนหงส์ พลตรีเทียมศักดิ์  สุขานุยุทธ ที่ปรึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นายธนิตย์ พันธุ์แสงจิตต์ ปลัดเทศบาลตำบลโคกคราม นายวัฒนากร คำพันธุ์ คณะกรรมการจัดแข่งขันฯ และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแถลงในครั้งนี้ด้วย 
สำหรับการแข่งขันเรือยาวประเพณีชิงถ้วยพระราชทานครั้งที่ 20 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย. 2569 ณ ลำน้ำท่าจีน หน้าวัดสวนหงส์ อำเภอบางปลาม้า มีเรือดังจากทั่วประเทศ เข้าร่วมการแข่งขันจำนวนมาก โดยได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทเรือ 55 ฝีพาย เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 8 ทีม และประเภทเรือยาว 30 ฝีพาย เข้าร่วมแข่งขันจำนวน 12 ทีม พร้อมกับได้มีการจับคู่เรือยาวเพื่อแบ่งสายในแข่งขัน ก่อนการแถลงข่าวโชว์การแสดงของนักเรียนโรงเรียนบางปลาม้าสูงสุมารผดุงวิทย์ ชุดระบำปลาม้า และการแสดงชุดแพรพรรณพิลัยไทยพวน อย่างสวยงาม 
พันจ่าเอก สุริยา ภู่สวัสดิ์ นายอำเภอบางปลาม้า กล่าวว่าการแข่งขันเรือยาวของอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประเพณีเก่าแก่ที่มีการสืบทอดมาแต่โบราณกาลนานกว่า 100 ปี อำเภอบางปลาม้าเป็นเมืองน้ำ ชาวบางปลาม้า จึงมีความผูกพันกับเรือมาโดยตลอด จึงได้คิดสร้างเรือยาวขึ้นเพื่อแข่งขันเป็นเกมส์กีฬา ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่คณะ ทั้งเป็นที่สนุกสนานพักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง ซึ่งการแข่งขันจะจัดให้มีขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา มีการทำบุญทอดกฐินประมาณเดือน 12 เป็นฤดูน้ำหลาก โดยการแข่งขันเรือยาวจะจัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปี บริเวณลำน้ำท่าจีน หน้าวัดสวนหงส์ ตำบลบางปลาม้า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
สำหรับประวัติความเป็นมาของการแข่งเรือยาวประเพณี อำเภอบางปลาม้า ในปี พ.ศ. 2466 เมื่อ 103 ปีที่ผ่าน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสเมืองสุพรรณทางชลมารค (ทางน้ำ) และโปรดให้ข้าราชบริพารปลูกพลับพลาที่ประทับที่ลาดปลาเค้า และมีกระแสรับสั่งให้เชิญเรือยาวในอำเภอบางปลาม้า มาแข่งขันหน้าพลับพลาที่ประทับ ซึ่งในกาลนั้นมีเรือยาวที่เข้าร่วมแข่งขันด้วยกัน 7 ลำ คือเรือเข็มทอง เรือหงส์ทอง เรือมะนาวกลิ้ง เรือศรีสุวรรณเรือธนูทอง เรือมณีเมฆขลา และเรือเหลืองประดับ เรือที่ชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนั้น คือ เรือเหลืองประดับ จากวัดพุ่งอุมพร ได้รับขันเงินพระราชทานสลักชื่อปรากฎที่ขันว่า "พระบาทสมเด็จพระประปรมหาวชิราวุธพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว" ทรงพระราชทานแก่เรื่อยาวเหลืองประดับ ไว้เป็นที่ระลึก เมื่อ พ.ศ. 2466
//ภัทรพล  พรมพัก  สุพรรณบุรี//

นายอำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี แถลงข่าวเตรียมจัดงานใหญ่ “คำชะโนดโลก ครั้งที่ 2” ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อมโยงออกพรรษาลุ่มน้ำโขง-พืชสวนโลก

​อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี — เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 10:30 น. นายสุริยนต์ ดอนสมจิตร นายอำเภอบ้านดุง พร้อมด้วยหัวหน้าส...