Wednesday, November 4, 2026

จันทบุรี ตร.เมืองจันทบุรี ปิดล้อมตรวจค้นบ้านจันทนิมิตร จับผู้ต้องหา 2 ราย ยึดไอซ์ 154.95 กรัม ยาบ้า 588 เม็ด

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ งานป้องกันปราบปราม สภ.เมืองจันทบุรี สนธิกำลังฝ่ายปกครอง เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่บ้านเกาะขวาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ นายพจน์และนางสา พร้อมตรวจยึดยาไอซ์รวม 154.95 กรัม ยาบ้า 588 เม็ด อุปกรณ์แบ่งบรรจุ และเงินสด 10,000 บาท
การปฏิบัติครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี และ พ.ต.อ.อรรฆพงษ์ สุนทรวิภาต รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี โดย พ.ต.อ.เสกสรรค์ ศรีเพริศ ผู้กำกับการ สภ.เมืองจันทบุรี พ.ต.ท.เอกภาค ธูปสมุทร รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม และ พ.ต.ท.สุระสิทธิ์ ศรีโพธิ์กลาง สารวัตรป้องกันปราบปราม สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนและตรวจค้นเป้าหมาย
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า มีบุคคลต้องสงสัยลักลอบจำหน่ายยาเสพติดในพื้นที่ จึงร่วมกับฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบและดำเนินการตรวจค้นตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมของกลางดังกล่าว
จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ 11 ถุง น้ำหนักรวม 154.95 กรัม ยาบ้า 6 ถุง รวม 588 เม็ด นอกจากนี้ยังพบถุงพลาสติกสำหรับแบ่งบรรจุ 100 ถุง เครื่องชั่งดิจิทัล 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และเงินสด 10,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นเงินที่ได้จากการซื้อขายยาเสพติด
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน รวมถึงข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองจันทบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องต่อไป

สภ.เมืองจันทบุรี ยืนยันเดินหน้าป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการแพร่ระบาดในชุมชนและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน พร้อมขอความร่วมมือผู้พบเห็นเบาะแสยาเสพติดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่
//กิตติพงศ์  คงคาลัย  จ.จันทบุรี//

Tuesday, November 3, 2026

ดีลเลอร์รถดังแจงดราม่าเงินเดือน ยันจ่ายครบจบ พ.ย. นี้ พร้อมเดินหน้าธุรกิจต่อ

พิษณุโลก – ดีลเลอร์รถยนต์ชื่อดังเมืองสองแควโต้ข่าวดราม่า ยันไม่ได้ค้างเงินเดือนพนักงานยาวนาน 4 เดือนตามที่เป็นข่าว แจงเป็นผลกระทบสะสมช่วง ส.ค.-ก.ย. พร้อมกางแผนเคลียร์เงินครบจบภายใน พ.ย. นี้ ยืนยันไม่ปิดกิจการ ด้าน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฯ เร่งกำชับดูแลตามกฎหมายเพื่อความยุติธรรมทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 3 พ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีอดีตและพนักงานโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ชื่อดังในพื้นที่ จ.พิษณุโลก รวมตัวร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมพิษณุโลก โดยอ้างว่าถูกนายจ้างค้างจ่ายเงินเดือนนานกว่า 4 เดือน จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการดำรงชีวิตและครอบครัว
ล่าสุด ตัวแทนเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ได้ชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวหลังเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมเปิดเผยแนวทางการชดเชยเยียวยาพนักงานทั้งหมด

ตัวแทนบริษัทฯ เปิดเผยว่า ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ว่าค้างจ่ายเงินนานถึง 4 เดือนนั้น ไม่เป็นความจริงทั้งหมด แต่เป็นผลกระทบสะสมจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งตัวแทนและเจ้าหน้าที่เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ผู้บริหารและเจ้าของโชว์รูมมีความตั้งใจจริงและยืนยันความพร้อมที่จะชำระเงินที่ค้างจ่ายทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ และพร้อมจะเดินหน้าดำเนินกิจการต่อไป
สำหรับ แผนการจ่ายเงินชดเชย บริษัทฯ ได้แบ่งพนักงานออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อจัดลำดับการจ่ายเงินอย่างเป็นระบบ ดังนี้  กลุ่มพนักงานปัจจุบันจำนวน 38 คน กำหนดชำระเงินค้างจ่ายทั้งหมดภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569  ส่วน​กลุ่มพนักงานขอหยุดงานไม่รับค่าจ้าง และกลุ่มพนักงานที่ลาออกไปแล้ว กำหนดจ่ายเงินภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 เช่นเดียวกัน
ด้าน นางจิรภาพร ปานะชาติ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของลูกจ้างและครอบครัว จึงได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและเข้ามาร่วมแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม

"สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพิษณุโลก ขอยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้าง ยึดหลักความถูกต้อง คำนึงถึงสิทธิของทุกฝ่าย และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน" 

จันทบุรี// กองทัพเรือตรวจเข้ม!ชายแดน จับชาวต่างชาติ 7 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 42 เครื่อง และโน้ตบุ๊กอีก 3 เครื่อง

เมื่อวันที่ 2  พฤศจิกายน 2569  เวลา 03.20 น. กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี โดย ชค.ทพ.นย.2  ฯ จัดกำลังชุดปฏิบัติการข่าว ชุดปฏิบัติการพิเศษ และกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 523  บูรณาการร่วมกับตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และกลุ่มงานสืบสวน สภ.บ้านแปลง จับกุมชาวต่างชาติรวม 7  ราย ในพื้นที่ ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
ผู้ถูกจับกุมประกอบด้วยชาวกัมพูชา 1  ราย ชาวจีน 5  ราย และชาวเมียนมา 1  ราย พร้อมตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 42  เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จำนวน  3  เครื่อง เพื่อประกอบการตรวจสอบ
จากการซักถามเบื้องต้น มีข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในคาสิโนประเทศกัมพูชาและการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดการเดินทาง บทบาทของแต่ละบุคคล และที่มาของอุปกรณ์ที่ตรวจยึด รวมถึงความเชื่อมโยงกับการกระทำผิดทางออนไลน์ โดยยังไม่มีข้อสรุปว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์
เจ้าหน้าที่ได้จัดทำบันทึกการจับกุม พร้อมเตรียมนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและตรวจสอบขยายผล โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับกุม

กองทัพเรือและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ยังคงประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกระทำผิดตามแนวชายแดนและดูแลความปลอดภัยของประชาชน
//กิตติพงศ์  คงคาลัย  จ.จันทบุรี  รายงาน//

สิงห์บุรี ปลุกเสน่ห์เมืองประวัติศาสตร์! ท่องเที่ยวและกีฬานำสื่อมวลชนเปิดเส้นทาง Press Tour ย้อนรอยเสด็จประพาสต้น รัชกาลที่ 5 ชวนเที่ยวงานใหญ่ 5–8 พ.ย.นี้

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.00 น. ดร.จีราธิวัฒน์ มโนวรรณ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี พร้อมด้วยนายสมควร ชัยบุรินทร์ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดสิงห์บุรี นำคณะสื่อมวลชนจังหวัดสิงห์บุรี ลงพื้นที่ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยว (Press Tour / Test Tour) ภายใต้แนวคิด “สัมผัสเสน่ห์วิถีถิ่น ตามรอยเสด็จประพาสต้น รัชกาลที่ 5” มุ่งประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้สิงห์บุรีเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญหลายแห่ง เริ่มจากศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรี (หลังเดิม) หรือมิวเซียมสิงห์บุรี ร.ศ. 130 อาคารประวัติศาสตร์ที่มีสถาปัตยกรรมตะวันตก ก่ออิฐถือปูน ประดับหน้าบันด้วยตราแผ่นดินสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนเดินทางไปยังวัดพรหมเทพาวาส (วัดชลอน) อำเภอพรหมบุรี เพื่อเรียนรู้ภูมิปัญญาอาหารตามตำนาน “แม่ครัวหัวป่าก์” จากนั้นเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมืองพรหมบุรี แหล่งรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตชุมชนในอดีต
นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวงสำคัญของจังหวัด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จพระราชดำเนินถึง 2 ครั้ง และพิพิธภัณฑ์อินทร์บุรี แหล่งเรียนรู้ที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และพระราชกรณียกิจที่สำคัญ สะท้อนคุณค่าของเมืองสิงห์บุรีที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ค้นหาอย่างน่าประทับใจ
ทั้งนี้ จังหวัดสิงห์บุรี โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสิงห์บุรี เตรียมจัดงานใหญ่ “ย้อนรอยประพาสต้น รัชกาลที่ 5 ร.ศ. 130 ปี จังหวัดสิงห์บุรี” ระหว่างวันที่ 5–8 พฤศจิกายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีหลังเดิม เนื่องในโอกาสครบรอบ 130 ปีจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน
สำหรับไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน วันที่ 5 พฤศจิกายน ช่วงเช้าจัดพิธีบวงสรวง ถวายพวงมาลาและพานพุ่ม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ส่วนช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป พบกับพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมการแสดงแสง สี เสียง คอนเสิร์ตจากนักร้อง และการแสดงลิเก
วันที่ 6–7 พฤศจิกายน พบกับตลาดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของดีเมืองสิงห์บุรี จากร้านค้ากว่า 70–80 ร้าน พร้อมกิจกรรมการแสดงและความบันเทิงตลอดงาน
ปิดท้ายวันที่ 8 พฤศจิกายน กับกิจกรรม “เดิน-วิ่ง ตามรอยเสด็จ” ระยะทาง 10 กิโลเมตร ผ่านวัดและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมฟรี โดยขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนตอบรับเข้าร่วมแล้วกว่า 800 คน
จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์เมืองสิงห์บุรี ย้อนรอยประวัติศาสตร์ตามเส้นทางเสด็จประพาสต้น พร้อมชมกิจกรรมและเลือกซื้อสินค้าของดีเมืองสิงห์บุรี ระหว่างวันที่ 5–8 พฤศจิกายน 2569 ณ ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีหลังเดิม แล้วคุณจะได้ค้นพบว่าเมืองสิงห์บุรีไม่ได้มีดีแค่ประวัติศาสตร์ แต่ยังเต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวที่รอให้ทุกคนมาสัมผัส
ภาพ-ข่าว :สรวัชร สรรเพ็ชร์ ทีมข่าวจังหวัดสิงห์บุรี  // รายงาน

เร่งจัดระเบียบตักบาตรเช้า "วัดใหญ่พิษณุโลก" หลังโซเชียลร้องเรียน "ปัญหากั๊กที่นั่ง" วอนเปิดโอกาสประชาชนสัมผัสบรรยากาศรุ่งอรุณ

พิษณุโลก – เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ เมื่อการตักบาตรยามเช้าหน้าพระวิหารหลวงพ่อพระพุทธชินราชกลับกลายเป็นประเด็นดราม่า หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "Ann" ออกมาโพสต์สะท้อนปัญหาพฤติกรรมเข้าข่าย "ยึดพื้นที่ทำธุรกิจจองที่นั่งตักบาตร" ทำเอาพุทธศาสนิกชนที่ตั้งใจไปทำบุญแต่เช้าตรู้ถึงกับจุกอก
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ผู้โพสต์เดินทางไปรอตักบาตร ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) ตั้งแต่เวลา 04.30 น. ทว่าบริเวณทางเดินหน้าพระวิหารกลับถูกจับจองด้วย "ขันโตก" วางเต็มพื้นที่ เมื่อเธอเข้าไปนั่ง กลับถูกชายคนหนึ่งเข้ามาทักท้วงว่า "ได้จองไว้หรือไม่?" พร้อมแจ้งว่าขันโตกทั้งหมดมีผู้จองไว้เต็มแล้ว

แต่เรื่องราวกลับ "ตาลปัตร" เมื่อเธอตัดสินใจไปอุดหนุนชุดอาหารตักบาตรเพิ่มอีก 5 ชุด จากร้านค้าบริเวณหน้าพระวิหาร ปรากฏว่าร้านค้ากลับอนุญาตให้เธอเข้าไปนั่งตรงขันโตกดังกล่าวได้ทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้อ้างว่ามีคนจองไว้แล้ว และเมื่อถึงเวลาตักบาตรจริง ขันโตกที่เคยถูกอ้างว่า "จองแล้ว" กลับไม่มีผู้เดินทางมานั่งแอยู่อย่างใด
สะท้อนให้เห็นข้อสังเกตว่า อาจมีผู้ประกอบการบางกลุ่มแปลงสภาพพิธีการตักบาตรให้กลายเป็นธุรกิจ "กั๊กที่นั่ง" หากไม่ซื้อสินค้าจากร้านตน ต่อให้ตื่นเช้าแค่ไหนก็ไร้สิทธิ์ ในทางกลับกัน หากยอมจ่ายเงินซื้อชุดตักบาตร ก็จะมีที่นั่งวีไอพีล็อกไว้ให้ทันที ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของเมืองสองแคว
ความคืบหน้าล่าสุด ตำรวจท่องเที่ยวได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหากิจกรรมตักบาตรเช้า โดยทางวัดเตรียมทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เพื่อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาบูรณาการจัดระเบียบพื้นที่ และควบคุมผู้ประกอบการบริเวณวัดอย่างเด็ดขาด
สำหรับกิจกรรม "ชินะราชา เบิกฟ้าเสริมบุญ ตักบาตรรับอรุณ หน้าวิหารเสริมพลังศรัทธา @เมืองสองแคว" นั้น จัดขึ้นทุกเช้าวันเสาร์ เวลา 06.00 น. ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของการมาท่องเที่ยวพิษณุโลก ที่นักท่องเที่ยวต่างมุ่งมั่นมาเก็บภาพความทรงจำยามเช้า ในวินาทีที่แสงทองรับรุ่งอรุณส่องกระทบ และประตูพระวิหารเปิดออกเผยความงดงามผุดผ่องขององค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช

ขณะเดียวกัน ได้มีเสียงสะท้อนจากประชาชนถึงการจัดลำดับที่นั่งของข้าราชการและคณะผู้จัดงานตามระเบียบสารบรรณว่า แม้จะเป็นเรื่องของความเหมาะสมตามหลักสากล แต่วันเสาร์ซึ่งเป็นวันท่องเที่ยว ควรเน้นเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้สัมผัสบรรยากาศความเลื่อมใสหน้าพระวิหารอย่างใกล้ชิดและเท่าเทียม เพราะช่วงเวลาแห่งความประทับใจเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ สำหรับผู้มาเยือน

ธนา นภาดล รุกตลาดบ้านหรูพัทยา เปิดตัวโครงการ The Palm Grandio's (Pattaya-Motorway) มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้าน พร้อมจัดงาน Grandio's in the Garden ดึง ตู่ ภพธร สร้างสีสัน

วันที่ 1 พ.ย.69 บริษัท ธนา นภาดล จำกัด โดย คุณภาค ธนาอัครชล ประธานกรรมการบริษัทฯ และคุณญดา จิรฉัตรบวรกุล กรรมการผู้จัดการ จัดงาน Grandio's in the Garden เปิดพื้นที่ให้ลูกค้า พันธมิตร เอเจนซี่และสื่อมวลชนร่วมเข้าชมโครงการ The Palm Grandio's (Pattaya-Motorway) มูลค่าโครงการกว่า 1,200 ล้าน ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับมาสเตอร์พีซ นิยามใหม่ของการอยู่อาศัยเหนือระดับ ท่ามกลางสังคมคุณภาพจำนวนเพียง 117 ครอบครัว บนทำเลที่ผสานความสงบเงียบและความสะดวกสบาย โดยมี ตู่ ภพธร ศิลปินนักร้องชื่อดังมาร่วมขับกล่อมบทเพลงสร้างสีสัน 
เดอะ ปาล์ม แกรนดิโอ้ เป็นโครงการที่พักอาศัยที่ได้รับการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันจากแนวคิด " Modern Classic" ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสแกนดิเนเวียและสไตล์ยุโรป เพื่อให้บ้านทุกหลังสะท้อนถึงรสนิยมอันโดดเด่นของผู้อยู่อาศัย ภายในบ้านถูกออกแบบให้มีเพดานสูง (High Ceilings) ที่ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย และเปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ด้วยหน้าต่างบานใหญ่ พร้อมเชื่อมต่อพื้นที่ภายในกับสวนสไตล์อังกฤษภายนอก ด้วยดีไซน์ "Inside Out – Outside In" เพื่อสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น และมีชีวิตชีวาเสมือนการพักผ่อนที่เหนือไปอีกระดับ
โครงการมีขนาดที่ดินประมาณ 40 ไร่ และนำเสนอแบบบ้านเดี่ยว 2 ชั้นถึง 3 แบบ (Type A – C) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกขนาดครอบครัวอย่างแท้จริง ทั้งในด้านพื้นที่ใช้สอย และฟังก์ชันที่ครบครัน เริ่มต้นพื้นที่ 221-352 ตร.ม. โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 7 - 14 ล้านบาท  ซึ่งเป็นราคาที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับบ้านระดับนี้ เกิดกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% และขณะนี้บริษัทกำลังเร่งดำเนินงานก่อสร้างเพื่อส่งมอบบ้านใน 2 เฟสแรก ให้แก่ลูกค้าโดยเร็ว  
นอกเหนือจากดีไซน์ที่โดดเด่น เดอะ ปาล์ม แกรนดิโอ้ ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตั้งแต่คลับเฮาส์หรู, สระว่ายน้ำขนาดใหญ่พร้อมจากุซซี่ และพื้นที่พักผ่อนแบบซันเคน สำหรับผู้ที่รักสุขภาพ โครงการมีทั้งห้องฟิตเนสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน ห้องโยคะ และลู่วิ่งออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับทุกคนในครอบครัว เช่น สวนส่วนกลางและสวนหลังบ้าน สนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ รวมถึงพื้นที่ Co-Working Space ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์การทำงานยุคใหม่ และที่สำคัญ โครงการยังติดตั้งจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charge Point) เพื่อรองรับเทรนด์พลังงานสะอาด  
ในด้านความปลอดภัย โครงการยกระดับมาตรฐานด้วย "Premium Security System" ที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, ระบบ Easy Pass และกล้องวงจรปิด (CCTV) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยทุกคนอุ่นใจได้อย่างสูงสุด  
ทำเลที่ตั้งของโครงการถือเป็นจุดแข็งที่เหนือกว่า ด้วยศักยภาพการเดินทางที่เชื่อมต่อกับถนนมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-พัทยาได้ภายใน 5 นาที ทำให้การเดินทางเข้า-ออกเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำอย่าง Terminal 21 และ Central Pattaya ที่ใช้เวลาเพียง 10 นาที รวมถึงใกล้กับโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ เช่น Regent's International School, Rugby School Thailand  และ Mooltripakdee International School ทำให้เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในเมืองและธรรมชาติ รวมทั้งสนามบินนาชาติหัวใจของของ ECC 
บริษัท ธนา นภาดล จำกัด ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และมีประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาอย่างยาวนาน และการเปิดตัวโครงการ เดอะ ปาล์ม แกรนดิโอ้ ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดไฮเอนด์ และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์โครงการคุณภาพสูงสุด  โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านหรูที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับบน และขยายไปสู่การพัฒนาในมิติใหม่ ๆ ทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม และบริการอื่น ๆ ขึ้นมาเพื่อโฟกัสการเติบโตในอนาคต 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

ปัตตานี - แม่ทัพภาคที่ 4 ห่วงใยความเป็นอยู่กำลังพล ลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี เน้นย้ำสวัสดิการ นำสู่การบูรณาการดูแลความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. พลโท ชาคริต อุจะรัตน แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความเป็นอยู่ของกำลังพล ตลอดจนการปฏิบัติงานของหน่วยกำลังในพื้นที่จังหวัดยะลาและปัตตานีโดยได้รับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน ตลอดจนแผนการปฏิบัติงานในห้วงต่อไป พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม
โอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยสั่งการให้ผู้บังคับหน่วยพูดคุยทำความเข้าใจกับกำลังพลถึงเจตนารมณ์ เป้าหมาย และกรอบการปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับ "แผนเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2570" ตลอดจนกำชับให้ผู้บังคับหน่วยลงไปดูแลสวัสดิการและความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน
นอกจากนี้ ยังได้ย้ำเตือนให้กำลังพลทุกนายคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดและไม่ประมาทในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดูแลพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งหวังให้การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการแก้ไขปัญหา และสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับพี่น้องประชาชน
//ตอริก สหสันติวรกุล ผู้สื่อข่าว จังหวัดปัตตานี รายงาน// 

#สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

จันทบุรี ตร.เมืองจันทบุรี ปิดล้อมตรวจค้นบ้านจันทนิมิตร จับผู้ต้องหา 2 ราย ยึดไอซ์ 154.95 กรัม ยาบ้า 588 เม็ด

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ งานป้องกันปราบปราม สภ.เมืองจันทบุรี สนธิกำลังฝ่ายปกครอง เปิดปฏิบัติกา...