Saturday, July 11, 2026

วิโรจน์ นิตย์ใหม่ ผู้นำเยาวชนกีฬาโครงการคนละลูก จังหวัดตรัง ผนึกกำลังเปิดคลินิกสอนทักษะฟุตบอล มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในพื้นที่

​จังหวัดตรัง วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายวิโรจน์ นิตย์ใหม่ ผู้นำเยาวชนกีฬาโครงการคนละลูก ประจำจังหวัดตรัง(เสื้อสีน้ำเงิน) เดินหน้าสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม จัดกิจกรรม "คลินิกฟุตบอล" เพื่อฝึกทักษะการเล่นฟุตบอลขั้นพื้นฐานและการสร้างเสริมระเบียบวินัยผ่านกีฬา ให้กับเยาวชนในจังหวัดตรัง ณ สนามฟุตบอลโรงเรียนวัดห้วยนาง (วันครู 2501) โดยมีเด็กและเยาวชนให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
​กิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดทักษะกีฬาฟุตบอลที่ถูกต้องให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสอดแทรกแนวคิดการทำงานเป็นทีม ความมีน้ำใจนักกีฬา และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อห่างไกลจากอบายมุข โดยได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากน้องๆ เยาวชนที่มาร่วมฝึกซ้อมอย่างตั้งใจ
นายวิโรจน์ นิตย์ใหม่ กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนในจังหวัดตรังผ่านโครงการคนละลูก เพื่อสร้างโอกาสให้เยาวชนที่มีใจรักในกีฬาฟุตบอลได้มีเวทีในการพัฒนาตนเอง และเป็นการปูพื้นฐานสู่การเป็นนักกีฬาที่ดีในอนาคต

กมธ.การศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม วุฒิสภา ลงพื้นที่ศรีสะเกษ เพื่อศึกษาดูงานจัดการศึกษาและมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ "โรงเรียน หมู่บ้านศีล 5 ตามรอยพ่ออย่างพอเพียง”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.30 น. คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการจัดการศึกษา และร่วมพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติโรงเรียน/ชุมชนต้นแบบ ระดับอำเภอ ในโครงการโรงเรียน หมู่บ้านศีล 5 ตามรอยพ่ออย่างพอเพียง ปีการศึกษา 2569 ณ หอประชุม โรงเรียนอนุบาลศรีสะเกษ
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พระครูสารพิมล เจ้าคณะอำเภอพยุห์, นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, ผู้บริหารการศึกษา, ผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครูร่วมให้การต้อนรับ
ในโอกาสนี้ ดร.กมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้แก่โรงเรียนและชุมชนต้นแบบระดับอำเภอ รางวัลครูผู้ทรงคุณค่าสำหรับสังคม และรางวัลเยาวชนที่ได้รับรางวัล “ผู้มีความประพฤติดี ดำรงตนตามหลักธรรมบูรณาชีวิต” ซึ่งมีหน่วยงานและผู้เข้ารับรางวัลรวมทั้งสิ้น 130 หน่วยงาน พร้อมทั้งได้มอบโอวาทเพื่อเป็นแนวทางและสร้างขวัญกำลังใจในการขับเคลื่อนการศึกษาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและหลักธรรมนำชีวิต

พิษณุโลก นายกสมอแข จับมือร่วมกตัญญู-พม. รุดช่วย "น้องเหนือ" ป.3 ยากจน เร่งวางแผนซ่อมบ้านถาวร

พิษณุโลก นายกฯสมอแข-ที่ปรึกษามูลนิธิร่วมกตัญญู หอบข้าวสาร-สิ่งของยังชีพ ช่วยเหลือ"น้องเหนือ" เด็ก ชั้น ป.3 โรงเรียนบึงราชนก ฐานะยากจน ไร้ข้าวสารกรอกหม้อ บ้านสร้างไม่เสร็จ ห้องน้ำไร้หลังคา ลุยวางแผนกับสำนักงานเขตพื้นที่ฯประถมฯเขต 2 กับ พม.ร่วมมือซ่อมบ้านถาวร สัปดาห์หน้ารู้ผล  
วันนี้  11 กรกฎาคม 2569 นาย วชิรพงศ์ เอื้อพรจิรชัย นายกเทศมนตรีสมอแข/ ที่ปรึกษาอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู, นาย พีรพัฒน์ ชุณหะทิพากร เลขานายกเทศบาลสมอแข, นาย บวรเดช หล้าแหล่ง ประธานที่ปรึกษาอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู, นาย ชัยชนะ สระทองทา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2  ลงพื้นที่เยี่ยมและมอบสิ่งของช่วยเหลือ “น้องเหนือ” นักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบึงราชนก ต.วังทอง อ.วังทอง พิษณุโลก โดยนำข้าวสาร, ไข่, นม, มาม่า, ขนม และสิ่งของอุปโภคบริโภคต่าง เพื่อเป็นกำลังใจครอบครัวของน้องเหนือ หลังที่ลงพื้นที่สำรวจวานนี้ กระทั่งทราบปัญหาครอบครัวประสพกับความยากลำบาก และกำลังประสานหน่วยงานโดยตรงทั้ง พม. และ อบต.ในพื้นที่หาแนวทางการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อมีโอกาสชีวิตที่ดีขึ้น 
ทั้งนี้ผลจากโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน  จึงพบว่า เด็กชายวัชรวีร์ วสันต์ชื่นโชคชัย หรือ "น้องเหนือ"  อายุ 9 ปี ประถมศึกษาปีที่ 3  ยากจน แทบไม่มีข้าวสารกรอบหม้อ อดอาหารเช้า หิ้วท้องรอกินอาหารกลางวันที่โรงเรียนบึงราชนก เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนที่สุดของโรงเรียน อาศัยอยู่บ้านที่ก่อสร้างไม่เสร็จ  ห้องน้ำไม่มีหลังคา 
คาดว่า สัปดาห์หน้า ศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 2 สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก หน่วยทหาร หน่วยกู้ภัย รวมถึงภาคเอกชน เตรียมวางแผนลงพื้นที่สำรวจเพื่อซ่อมแซมปรับปรุงที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง  
นายวชิรพงศ์ เอื้อพรจิรชัย นายกเทศมนตรีสมอแข ในฐานะที่ปรึกษาอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู กล่าวว่า ตนและทีมงานนำข้าวอาหารแห้งมาให้น้องเหนือและยายเพื่อเป็นกำลังใจ หลังจากวานนี้ ตนแวะมาสำรวจสภาพที่อยู่อาศัย และวันนี้ได้ปรึกษา ผอ สพถ เขต 2 ว่า มีแนวทางช่วยเหลือร่วมกับ พม.อย่างถาวรอย่างไรบ้าง คาดว่า สัปดาห์หน้าจะได้ข้อสรุปถึงแนวทางการช่วยเหลือการค่าซ่อมแซมบ้านต่อไป 



ศุลกากรภาค 2 จับกุม เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย ละเมิดเครื่องหมาย การค้า มูลค่ากว่า 80 ล้านบาท

​ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศ  ดร. เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
  เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา   อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ได้สั่งการให้ นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ ดอกพุฒ หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ร่วมกันตรวจค้นโกดังไม่ติดเลขที่ บริเวณพื้นที่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
 ผลการตรวจค้นพบ เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย ละเมิดเครื่องหมายการค้า เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวนกว่า 20,000 ชิ้น ไม่มีหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 80 ล้านบาท จึงได้ยึดไว้เป็นของกลาง และนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป กรณีเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
//วิลาสินี เจริญสุข/รายงานข่าวมุกดาหาร 081-5926966//

กกต.กาญจน์ เดินหน้าลุย ทำกิจกรรม ตามหมู่บ้าน ในถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลจากความเจริญ สร้างความรู้ความเข้าใจ รณรงค์ หมู่บ้านไม่ขายเสียง

    เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ ผ่านมา ร้อยตำรวจเอก พงศ์บัณฑิต ปิ่นสุวรรณ ผอ.สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี  พร้อมด้วย นายธนกฤต สนองสืทธิ์  พนักงานการเลือกตั้งชำนาญการ ฯ และเจ้าหน้าที่คณะสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี 
ได้ลงพื้นที่ หมู่บ้านโบอ่อง หมู่ที่ 2 ตำบลปิล๊อค อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นถิ่นทุรกันดาร ที่ห่างไกลจากความเจริญ ขึ้นรถลงเรือหลายต่อ กว่าจะถึงหมู่บ้านดังกล่าว แต่คณะสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี ก็ยังมุ่งมั่น เพื่อไปดำเนินการ ทำกิจกรรมรณรงค์ ตามหมู่บ้านไม่ขายเสียง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 
   ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้กับชาวบ้านในการเลือกตั้ง และรณรงค์ ในการไม่ซื้อสิทธิ์ไม่ขายเสียงเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยมีชาวบ้านมาให้การต้อนรับ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี และได้เป็นวิทยากร ร่วมกันบรรยาย ให้ชาวบ้านได้ตระหนักรู้
    /////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก

“สรรเพชญ” ลุยเปิดทางปลายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งขุดลอกทะเลสาปสงขลา ปากคลอง ร.1–ร.3–อู่ตะเภา แก้ปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน เดินหน้าป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่และปริมณฑล เตรียมรับมือมรสุมปลายปี

“สรรเพชญ” ลุยเปิดทางปลายน้ำหาดใหญ่ สั่งเร่งขุดลอกทะเลสาปสงขลา ปากคลอง ร.1–ร.3–อู่ตะ
วันนี้ (11 กรกฎาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามสภาพร่องน้ำตื้นเขินบริเวณตั้งแต่ปากคลอง ร.1 อำเภอบางกล่ำ และคลองอู่ตะเภา อำเภอหาด จังหวัดสงขลา เพพร้อมรองรับการดำเนินโครงการขุดลอกคลอง พร้อมติดตามสถานการณ์การระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งเป็นจุดรองรับน้ำจากคลอง ร.1 คลองอู่ตะเภา คลอง ร.3 แลละคลองสาขาจำนวนมาก ก่อนระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยมีนายอารีฟ สารอเอ็ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 นายภาณุ ภาศักดี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 4 นายหิรัญวัตติ์ สืบกระพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสงขลา และนายชัยรัตน์ สุขสมคิด นายอำเภอบางกล่ำ รวมถึงผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่า (จท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานข้อมูลเพื่อประกอบการสั่งการและวางแผนดำเนินงาน
นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามปัญหาน้ำท่วมภายหลังได้รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจคลอง ร.1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา และกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยในส่วนของกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้เร่งดำเนินมาตรการในส่วนที่รับผิดชอบ ทั้งการขุดลอกทะเลสาปบริเวณปากคลอง ร.1 การปรับปรุงทางระบายน้ำ และการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในความรับผิดชอบของ จท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
จากการสำรวจเบื่องต้น พบว่า ร่องน้ำหลายช่วงในทะเลสาปเกิดการตื้นเขินจากการสะสมของตะกอนเป็นเวลานาน ประกอบกับภายหลังเกิดอุทกภัยใหญ่ในปีที่ผ่านมา ทำให้มีตะกอนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลายจุดมีความลึกของน้ำเพียง 30 - 50 เซนติเมตร เท่่นั้น ส่งผลให้การระบายน้ำจากพื้นที่หาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาและอ่าวไทยเป็นไปอย่างล่าช้า จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำอย่างเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ จท. เร่งรัดการดำเนินโครงการขุดลอกคลอง ร.1 ระยะทาง 2,150 เมตร (กม.0+000 – กม.2+150) และคลองอู่ตะเภา ระยะทาง 1,000 เมตร (กม.0+000 – กม.1+000) โดยมีปริมาณขุดลอกโครงการละ 300,000 ลูกบาศก์เมตร
นอกจากนี้ จท. ยังมีโครงการขุดลอกคลอง ร.3 ปริมาณขุดลอก 300,000 ลูกบาศก์เมตร โดยจะดำเนินการควบคู่กับโครงการขุดลอกคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลาโดยรวม รวมถึงได้รับข้อเสนอจากผู้นำท้องถิ่นให้ จท. กรมชลประทาน และหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ บูรณาการร่วมกันในการบริหารจัดการพื้นที่ดินงอกและตะกอนที่สะสมกีดขวางทางน้ำ รวมทั้งพิจารณาแนวทางเปิดทางน้ำ ลดสิ่งกีดขวาง และปรับปรุงลำน้ำในจุดที่มีความคดเคี้ยว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในระยะยาว โดย จท. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมร่วมกันภายในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานให้เป็นรูปธรรมและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ
นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า การแก้ไขปัญหาอุทกภัยจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการขุดลอกคลองเท่านั้น แต่ต้องวางแผนรองรับการกำจัดตะกอน การจัดหาพื้นที่ทิ้งดิน และการบำรุงรักษาร่องน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่าสูงสุดและสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน พร้อมกำชับให้ จท. เร่งรัดการดำเนินงานตามกรอบงบประมาณและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ต่อไป

ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ “ประตูเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย” หนุนการค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาชายแดนใต้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่ปฏิบัติราชการ ณ จังหวัดสงขลา เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ และการเชื่อมต่อกับด่าน Bukit Kayu Hitam ICQS ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจชายแดนของไทย
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9–10 กรกฎาคม 2569 ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือแนวทางยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม การท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกด้านการผ่านแดน ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสร่วมกัน 
ด่านสะเดาแห่งใหม่จึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือให้เกิดผลในทางปฏิบัติ  โดยใช้โอกาสนี้ในการทำพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ร่วมกับ ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จะถูกจารึก เพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของทั้ง 2 ประเทศ 
ด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ตั้งอยู่บนถนนกาญจนวนิช ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่กว่า 596 ไร่ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความแออัดของด่านเดิม และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน ด่านสะเดาเป็น ด่านการค้าทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดของประเทศไทย โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา มีมูลค่าการนำเข้าและส่งออก รวมกว่า 471,500 ล้านบาท และมีผู้เดินทางผ่านแดนมากกว่า 6 ล้านคนต่อปี สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะประตูเศรษฐกิจที่เชื่อมประเทศไทยกับมาเลเซีย รวมถึงภูมิภาคอาเซียนตอนใต้
โครงการก่อสร้างด่านแห่งใหม่เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 ด้วยงบประมาณกว่า 1,532 ล้านบาท ภายในประกอบด้วยอาคารสำนักงาน อาคารผู้โดยสาร อาคารตรวจปล่อยสินค้า และอาคารพักอาศัย พร้อมเทคโนโลยีตรวจสอบสินค้าที่ทันสมัย เช่น ระบบ X-ray Fast Scan เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก และช่องตรวจรถยนต์ รถบรรทุก และผู้โดยสารที่สามารถรองรับปริมาณการสัญจรได้มากกว่าด่านเดิม
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ โครงการถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่าน Bukit Kayu Hitam ระยะทางประมาณ 850 เมตร รวมทั้งการเชื่อมต่อกับทางหลวงหมายเลข 4 (AH2) และโครงข่ายทางหลวงเอเชีย ทำให้ระบบคมนาคมของทั้งสองประเทศเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ ช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นอกจากผลด้านเศรษฐกิจแล้ว โครงสร้างพื้นฐานแห่งนี้ยังมีความสำคัญต่อ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสตูล ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการค้าชายแดน การลงทุน การท่องเที่ยว และการจ้างงานมากขึ้น รวมถึงการเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนระหว่างไทยกับมาเลเซียที่สะดวกยิ่งขึ้น

การเปิดใช้งานด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่และถนนเชื่อมต่อระหว่างไทย–มาเลเซีย เป็นการยกระดับ “ประตูเศรษฐกิจของภาคใต้” ให้มีความพร้อมรองรับการเติบโตของการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในระยะยาว พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูล: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา
#นายกอนุทิน  #นายกรัฐมนตรี      #ด่านสะเดาแห่งใหม่  #การค้าชายแดน #สงขลา #สำนักงานประชาสัมพันธ์ที่6

วิโรจน์ นิตย์ใหม่ ผู้นำเยาวชนกีฬาโครงการคนละลูก จังหวัดตรัง ผนึกกำลังเปิดคลินิกสอนทักษะฟุตบอล มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในพื้นที่

​จังหวัดตรัง วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายวิโรจน์ นิตย์ใหม่ ผู้นำเยาวชนกีฬาโครงการคนละลูก ประจำจังหวัดตรัง(เสื้อสีน้ำเงิน) เดินหน้า...