Tuesday, June 23, 2026

ศุลกากรภาค 2 สนธิกำลังยึด “บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” ลักลอบส่งทางไปรษณีย์ มูลค่ากว่า 3 แสนบาท

    จากนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ 
ดร. เอกนิติ   นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้กรมศุลกากรเข้มงวดในการปราบปรามสินค้าผิดกฎหมาย  เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กรมศุลกากร โดยนายพันธ์ทอง  ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร รับนโยบายและสั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569  นางสาวสุนทรียา  ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวลลิตา 
อรรถพิมล  ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2 ได้สั่งการให้ นายสุรัตน์  เรืองประยูร ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร ศภ.2 พร้อมด้วยนายณัฐภูมิ  ดอกพุฒ  หัวหน้าฝ่ายสืบสวนและปราบปราม สคศ. ศภ.2 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปราม ศภ.2 ร่วมกับด่านศุลกากรนครพนม  และหน่วยสืบสวนปราบปรามประจำพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝปป.2 สปป.1 กสป. ร่วมกันเข้าตรวจสอบพัสดุภัณฑ์ที่รับขนส่งโดยศูนย์ไปรษณีย์ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 
จากการตรวจสอบพบ บุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศ มิได้ปิดอากรแสตมป์ และไม่ปรากฏหลักฐานในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 280 คอตตอน (จำนวน 56,000 มวน) และบุหรี่ไฟฟ้าชนิดใช้แล้วทิ้ง จำนวน 123 ชิ้น ซึ่งเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร มูลค่ารวมกว่า 3 แสนบาท   จึงได้ทำการยึดของกลางไว้ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
กรณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักลอบนำของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง 
//วิลาสินี เจริญสุข/รายงานจากมุกดาหาร 081-5926966//

สุพรรณบุรี อำเภอบางปลาม้า จัดกิจกรรมทำหมันหมาแมวเพื่อควบคุมลดปัญหาสัตว์จรจัด

อำเภอบางปลาม้าจัด กิจกรรมผ่าตัดทำหมัน หมา-แมวด้อยโอกาส ภายใต้โครงการนายอำเภอบางปลาม้า ปันน้ำใจให้ประชาชน (เพิ่มเติม)”
ที่จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 23 มิถุนายน 2569  พันจ่าเอก สุริยา ภู่สวัสดิ์ นายอำเภอบางปลาม้า เปืดเผยว่าได้ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอบางปลาม้า ดำเนินกิจกรรมผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวด้อยโอกาส ภายใต้โครงการ “นายอำเภอบางปลาม้า ปันน้ำใจให้ประชาชน” เพื่อช่วยควบคุมประชากรสัตว์ ลดปัญหาสัตว์จรจัด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสัตว์ในพื้นที่
     โดยได้ดำเนินการ ผ่าตัดทำหมันให้กับสุนัขเพศผู้ จำนวน 3 ตัว และสุนัขเพศเมีย จำนวน 3 ตัว รวมทั้งหมด 6 ตัว ณ โรงเรียนวัดดอนกระเบื้อง ตำบลบางใหญ่
   อำเภอบางปลาม้า ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสัตว์และประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องต่อไป
//ภัทรพล  พรมพัก  สุพรรณบุรี//

พรรคส้มดึงตัวตึงร่วมปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งเมืองพัทยา

ช่วงเย็นวันที่ 23 มิ.ย.69 ที่ลานอเนกประสงค์ชายหาดพัทยากลาง เมืองพัทยา จ.ชลบุรี พรรคประชาชนได้จัดกิจกรรมการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งเมืองพัทยาที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69 นี้ ซึ่งพบว่ามีผู้สนับสนุนเข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก 
ในวันนี้มีผู้ร่วมขึ้นเวทีปราศัยประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน นายสัตวแพทย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายยอดชาย พึ่งพร สส.ชลบุรี พรรคประชาชน นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา พรรคประชาชน โดยได้เชิญชวนชาวพัทยาร่วมกันกำหนดอนาคตเมืองพัทยา ด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ และนโยบาย 8 ด้าน “พัทยาเพื่อทุกคน” รวม 37 นโยบาย โปร่งใส ทำได้จริง ประกอบด้วย 
ด้านที่ 1 ด้านครอบครัวและเด็ก ดูแลแม่และเด็กหลังคลอด โดยเมืองพัทยาจะลงทะเบียนดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ มีทีมพยาบาลเยี่ยมบ้าน แจกชุดอุปกรณ์เลี้ยงดูเด็กฟรีจนถึง 2 ขวบ และมีสายด่วนแพทย์-พยาบาล 24 ชั่วโมง, ศูนย์เด็กเล็กเปิดทุกวัน (24 ชม.) เปิดศูนย์เด็กเล็ก 7 วัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ฟรี รองรับพ่อแม่ที่ทำงานดึกหรือทำงานในธุรกิจกลางคืน, เพิ่มเงินอุดหนุนและสวัสดิการเด็ก: ผลักดันสวัสดิการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองในเมืองพัทยา ด้านที่ 2 ด้านการศึกษาและกีฬา ยกระดับโรงเรียนเมืองพัทยา พัฒนาหลักสูตรภาษาต่างประเทศและทักษะดิจิทัลรองรับเมืองท่องเที่ยว, แจกทุนการศึกษาที่โปร่งใส กระจายทุนการศึกษาให้แก่เด็กเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างทั่วถึง และปรับปรุงลานกีฬาและศูนย์เยาวชน ซ่อมแซมเครื่องเล่นและอุปกรณ์กีฬาในสถานศึกษาและพื้นที่ส่วนกลาง
ด้านที่ 3 ด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจคนทำมาหากิน เน้นดูแลผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย ไม่เน้นแต่โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่, คุ้มครองและยกระดับคนทำงานกลางคืน-บริการ: ผลักดันสิทธิ สวัสดิการ และความปลอดภัยให้กับคนทำงานในโรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว และสร้างอีเวนต์ท่องเที่ยวระดับสากล จัดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปีเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้านที่ 4 ด้านสุขภาพ อัปเกรดศูนย์บริการสาธารณสุข เพิ่มอุปกรณ์การแพทย์และขยายเวลาการให้บริการของคลินิกชุมชน, สวัสดิการตรวจสุขภาพเชิงรุก ส่งทีมแพทย์เคลื่อนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุถึงหน้าบ้าน และระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาการรอคอยและการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลหลัก
ด้านที่ 5 ด้านชุมชน ปรับปรุงที่ทำการชุมชนทุกแห่ง ตั้งเป้าซ่อมแซมให้เสร็จภายใน 2 ปี ติดตั้ง Wi-Fi ความเร็วสูง เครื่อง AED และกล้อง CCTV, เพิ่มลานออกกำลังกายใกล้บ้าน กระจายลานกีฬาสมบูรณ์แบบให้ครอบคลุมทุกชุมชน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมเลือกรูปแบบ และทำบัตรประชาชนและบริการรัฐรวดเร็ว: ลดขั้นตอนและขยายจุดบริการงานทะเบียนราษฎรให้ใกล้ชิดชุมชน ด้านที่ 6 ด้านโครงสร้างพื้นฐาน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ปรับปรุงระบบท่อระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง และวางระบบระบายน้ำอย่างเป็นระบบ, แก้ไขปัญหาน้ำประปาไหลอ่อน น้ำไม่ไหล ประสานงานและปรับปรุงระบบแจกจ่ายน้ำให้เสถียรทั่วทุกเขตพัทยา และพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ จัดระเบียบและเพิ่มทางเลือกการเดินทางที่เชื่อมต่อกันอย่างสะดวกในราคาเป็นธรรม 
ด้านที่ 7 ด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มรอบเก็บขยะ จัดการปัญหาขยะตกค้าง และส่งเสริมการแยกขยะ, เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะ พัฒนาพื้นที่รกร้างให้กลายเป็นปอดแห่งใหม่ของคนพัทยา และบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเล เข้มงวดกับโรงบำบัดและผู้ประกอบการเพื่อรักษาคุณภาพน้ำทะเลและชายหาด และด้านที่ 8 ด้านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เปิดเผยงบประมาณพัทยาออนไลน์ นำข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง โครงการ และผู้รับเหมาทั้งหมดขึ้นระบบดิจิทัลให้ตรวจสอบได้, แพลตฟอร์มร้องเรียนและติดตามปัญหา ประชาชนหมุดหมุดแจ้งปัญหาหน้าบ้าน เช่น ถนนพัง ไฟดับ และติดตามสถานะการแก้ไขได้เรียลไทม์ และหยุดส่วยและมาเฟีย ล้างระบบเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนสีเทา ปกป้องอาชีพของคนในพื้นที่อย่างเท่าเทียม
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

พัทยา ยายวัย 70 ได้ยินเสียงไฟช็อต สุดท้ายเพลิงลุกโหมบ้าน 2 ชั้นวอดเกือบทั้งหลัง

เวลา 12.00 น. วันที่ 23 มิ.ย. 69 ศูนย์วิทยุสีครามเมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยเศรษฐี ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง  จ.ชลบุรี  หลังรับแจ้งถึงรายงานให้นายคมกฤช พลวิชิตร ผู้อำนวยการส่วนป้องกันภัยพิบัติ ทราบและส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมรถน้ำดับเพลิงจำนวน 5 คันรีบไปตรวจสอบและระงับเหตุ   
ในที่เกิดเหตุเป็นซอยแคบพบว่าที่บ้านเลขที่ 489/2 ม.10 เป็นบ้าน 2 ชั้น เพลิงกำลังพวยพุ่งและกลุ่มควันจำนวนมากออกมาจากชั้น 2  เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงเข้าตรวจสอบว่ามีผู้บาดเจ็บหรือติดค้างภายในหรือไม่ก่อนใช้น้ำดับเพลิงฉีดอัดระงับเหตุ ในระหว่างรอเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาตัดไฟ  
จากการสอบถามนางทองเจือ โดยอาสา  อายุ 76 ปี เจ้าของบ้านทราบว่า ในขณะเกิดเหตุตนอยู่กับลูกหลานอีก 1 คน ไม่ได้มีการจุดไฟหรือก่อเหตุเพลิงใดๆ ทั้งสิ้น  ซึ่งอยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังคล้ายไฟช็อต  จากนั้นก็มีกลุ่มควันและแสงเพลิงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงได้รีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้ามาตรวจสอบ   
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึงสามารถระงับเหตุไว้ได้ ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ต้องรอเจ้าหน้าที่ พฐ.2 มาตรวจสอบและหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้ง 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

ชมรมกุ้งเพชรบุรี จัดตั้ง“กองทุนพิชิตปลาหมอคางดำเพชรบุรี”สนับสนุนตั้งต้น1แสนบาท สนับสนุนการทำงานของเครือข่ายอาสาสมัครประมงในพื้นที่

วันที่ 23 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชยานันท์ อินทรัตน์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำเพชรบุรี พร้อมด้วยสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำเพชรบุรี  ได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนพิชิตปลาหมอคางดำเพชรบุรี พิทักษ์สายน้ำเมืองเพชร  และมอบเงินสนับสนุนตั้งต้นกองทุน จำนวน 100,000บาท  ให้กับประมงจังหวัดเพชรบุรี และเครือข่ายอาสาสมัคร ในการลงพื้นที่ทำงานกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี   เมื่อมีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย  ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเดี่ยวเท่านั้นแล้ว  ไม่ใช่เพียงปัญหาของชาวประมงพื้นบ้าน และไม่ใช่เพียงภารกิจของกรมประมงเท่านั้น  หากแต่เป็นวิกฤติของทรัพยากรธรรมชาติที่กระทบต่อความมั่นคง ทางอาหาร วิถีชีวิต และอนาคตของชุมชนทั่วประเทศ ส่งผลให้สัตว์น้ำพื้นถิ่นลดจำนวนลง ระบบนิเวศเสียสมดุล ชาวบ้านจับปลาได้น้อยลง 
ด้าน นายชยานันท์ อินทรัตน์  ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำเพชรบุรี  กล่าวว่า เราจะรอให้รัฐแก้ปัญหาเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้  เราจะลุกขึ้นมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาร่วมกัน   ที่จังหวัดเพชรบุรีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรไม่จำเป็นต้องเริ่มจากงบประมาณมหาศาล แต่อาจเริ่มจากหัวใจของคนตัวเล็ก ๆ ที่รักบ้านเกิดของตนเอง  ทางชมรมกุ้งเพชรบุรีได้ประกาศจัดตั้ง “กองทุนพิชิตปลาหมอคางดำเพชรบุรี” พร้อมสนับสนุนเงินตั้งต้นจำนวน 100,000 บาท เพื่อสนับสนุนการทำงานของสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรีและเครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่ แม้จำนวนเงินอาจไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดของปัญหา แต่คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข หากอยู่ที่การส่งสารสำคัญไปยังสังคมว่า  “ประชาชนพร้อมลุกขึ้นมาร่วมช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรของชาติ”   นี่คือแบบอย่างของการเปลี่ยนจากผู้ร้องขอความช่วยเหลือ มาเป็นผู้ร่วมลงมือแก้ไข   นี่คือแบบอย่างของการเปลี่ยนจากการรอคอยงบประมาณ มาเป็นการระดมพลังจากคนในพื้นที่ และนี่คือแบบอย่างที่ควรถูกขยายผลไปทั่วประเทศ     ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีพบปลาหมอคางดำแล้วใน7อำเภอ เหลือเพียงอำเภอแก่งกระจานที่ยังไม่พบการระบาดอย่างชัดเจน    นั่นหมายความว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกำจัดปลาที่มีอยู่แล้ว แต่คือการแข่งขันกับเวลาเพื่อปกป้องพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่      
หากทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบสามารถจัดตั้งกองทุนลักษณะเดียวกัน หากทุกชุมชนมีเครือข่ายอาสาสมัครเฝ้าระวังแหล่งน้ำ หากทุกองค์กรประมงร่วมกันสนับสนุนการกำจัดอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีพลังมหาศาลในการรับมือกับสัตว์น้ำต่างถิ่นที่รุกรานระบบนิเวศกองทุนพิชิตปลาหมอคางดำเพชรบุรีจึงมีความหมายมากกว่าการจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อปลาออกจากระบบนิเวศ แต่คือการสร้างต้นแบบของ“การบริหารจัดการทรัพยากรโดยภาคประชาชน” เป็นต้นแบบ“กองทุนสาธารณะเพื่อสิ่งแวดล้อม”และเป็นต้นแบบของ“ความร่วมมือระหว่างรัฐกับชุมชน” ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญปัญหาปลาหมอคางดำได้เป็นอย่างดี
//////บรรณรต จ.เพชรบุรี




กมธ.เกษตรฯ รับหนังสือจากเครือข่ายสหกรณ์โคนม คัดค้านร่าง พ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นมฯ

 กังวลเกี่ยวกับคกก.มิลค์บอร์ดที่มีผู้แทนภาคเอกชนจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมการจัดสรรสิทธิโครงการนมโรงเรียน
วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าวสื่อมวลชน อาคารรัฐสภา (สส.)คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา นำโดย นายสุนทร เชาว์กิจค้า ประธานคณะกรรมาธิการฯ รับหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์โคนม ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตรตากฟ้า จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ ชุมนุมสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) จังหวัดราชบุรี และผู้แทนกลุ่มสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านการเกษตร ยื่นหนังสือไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยเฉพาะในสัดส่วนของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (คณะกรรมการมิลค์บอร์ด) ที่ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน พร้อมขอความเป็นธรรมการจัดสรรสิทธิโครงการนมโรงเรียน และขอให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาผลผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม
นายสุนทร เชาว์กิจค้า ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมประชุม อาทิ กระทรวงพาณิชย์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรภายใต้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ และจะนำปัญหาที่ได้รับฟังไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
ขณะที่ นายเศรณี อนิลบล กล่าวว่า อุตสาหกรรมโคนมไทยเผชิญปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกดราคารับซื้อน้ำนมดิบ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลได้ดำเนินโครงการนมโรงเรียน วงเงินประมาณ 14,000 ล้านบาทวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เข้าถึงนมที่มีคุณภาพ และการสร้างตลาดรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกรอย่างมั่นคง โดยนมโรงเรียนรองรับผลผลิตน้ำนมดิบประมาณร้อยละ 40 ของตลาดทั้งหมด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการคุ้มครองอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม และปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำนมดิบในอุตสาหกรรมนมประมาณวันละ 5,000 ตัน ขณะที่เกษตรกรสามารถผลิตได้ประมาณวันละ 2,900-3,900 ตัน โดยหลักเกณฑ์โครงการนมโรงเรียนกำหนดให้สหกรณ์โคนมและสถาบันการศึกษาด้านการเกษตรได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการเป็นลำดับแรกเนื่องจากเป็นนโยบายสาธารณะของรัฐ ทั้งนี้ ตนมีข้อกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (คณะกรรมการมิลค์บอร์ด) ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจากมีผู้แทนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนมที่จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ และสิทธิต่าง ๆ ในอนาคต

จังหวัดสงขลา เดินหน้าบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน รับมอบข้าวสารจำนวน 50 ตัน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน


 ผ่านโครงการ APTERR  เพื่อนำไปแจกจ่ายและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อย่างทั่วถึงและโปร่งใส
 วันนี้ (22 มิถุนายน 2569) ที่ศาลาประชาคมที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จัดพิธีส่งมอบข้าวสารภายใต้โครงการระบายข้าวโปรแกรม 3 ขององค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม หรือ APTERR (APTERR: ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีนายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดสงขลา เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วยนายวัง จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ดร.ชุมเจธว์ กาญจนเกสร ผู้จัดการทั่วไปสำนักเลขานุการ APTERR (แอ๊บเตอร์) ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นสักขีพยาน
สำหรับพิธีส่งมอบข้าวสารในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจึงได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักเลขานุการ APTERR เพื่อขอรับการสนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์จากประเทศสมาชิก ซึ่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แสดงเจตจำนงสนับสนุนข้าวสารจำนวน 5,000 ถุง รวมน้ำหนักกว่า 50 ตัน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือมายังพี่น้องประชาชนชาวสงขลา
นายประทีป อุ่ยเจริญ ปลัดจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลา จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการและกระจายข้าวสารทั้งหมดนี้ ไปยังครัวเรือนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีน สำนักเลขานุการ APTERR สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานภาครัฐของไทยในส่วนภูมิภาค
ทั้งนี้ จังหวัดสงขลา ขอยืนยันว่าจะดำเนินการกระจายข้าวสารด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม เพื่อให้ถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ ยังแสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารที่เข้มแข็งของภูมิภาคอาเซียนบวกสามเมื่อยามเกิดภัยพิบัติ
ด้านดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้กล่าวแสดงความขอบคุณในไมตรีจิตของรัฐบาลจีน และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันความช่วยเหลือจนเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำว่า ความช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ประสบภัยในการฟื้นฟูวิถีชีวิต

ศุลกากรภาค 2 สนธิกำลังยึด “บุหรี่ และบุหรี่ไฟฟ้า” ลักลอบส่งทางไปรษณีย์ มูลค่ากว่า 3 แสนบาท

    จากนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำของผิดกฎหมายเข้าในประเทศ  ดร. เอกนิติ   นิติทัณฑ์ประภาศ  รอง...