Friday, February 13, 2026

งานสัมมนาโต๊ะกลม Executive Roundtable Discussion "ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย"

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา 
ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 411 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา ส่งผลการศึกษาเรื่อง "ปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" แก่รัฐบาลใหม่ พร้อมแนะเก็บภาษีให้เป็นธรรม ตรงจุด และใช้ให้คุ้มค่า 
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง แถลงผลการศึกษาเรื่อง "ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย" โดยมี นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ เปิดการสัมมนา นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง สรุปความจำเป็น ที่มา วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ และ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานคณะทำงานการศึกษาฯ พร้อมด้วย สมาชิกวุฒิสภา คณะอนุกรรมาธิการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ร่วมแสดงความคิดเห็นและอภิปรายอย่างทั่วหน้า
นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการคลัง กล่าวว่า ในปัจจุบัน มีแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 40 ล้านคน มีประมาณ 10 ล้านคนที่ยื่นภาษี และมีเพียง 4 ล้านคนที่เสียภาษีเงินได้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเกือบ 4,000 คนเกี่ยวกับทัศนคติของคนไทยต่อการยื่น-เสียภาษี โดยสภาพัฒน์ฯ ร่วมกับ SAB พบว่า 70.9% เต็มใจยื่นแบบเสียภาษีหากได้รับสวัสดิการที่ดีขึ้น และ 69.1% เต็มใจยื่นแบบและเสียภาษีหากรายได้ถึงเกณฑ์ ขณะที่ปัจจัยในการจูงใจให้เสียภาษี คือ มีรายได้มากกว่ารายจ่าย สวัสดิการรัฐทั่วถึง และอัตราการเก็บภาษีไม่สูงเกินไป และยังพบว่ามากกว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าระบบการเก็บภาษีมีความเป็นธรรมต่ำมากถึงปานกลาง นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายใหญ่ๆ ที่รอรัฐบาลใหม่หลายเรื่อง ได้แก่ งบขาดดุลที่ต่อเนื่องมานาน, หนี้ที่เพิ่มขึ้น (ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคธุรกิจ), สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aging Society), เศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก, Green economy ที่ต้องใช้ต้นทุนสูง, และที่สำคัญที่สุด ปัญหาเรื่องความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมย้ำว่าการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย ไม่ใช่การศึกษาเพื่อขึ้นภาษี แต่เป็นการเก็บภาษีให้เป็นธรรม เก็บภาษีให้ตรงจุด และใช้เงินให้คุ้มค่า 
ภายในงานสัมมนา คณะทำงานฯ นำเสนอภาพรวม ได้แก่ นายพิสิฐ ลี้อาธรรม (ประธานคณะทำงาน), นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์, นายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประพัฒน์ชนม์ จริยะพันธุ์, และรองศาสตราจารย์ปราโมช ธรรมกรณ์ 

การศึกษาครั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ประกอบด้วย ๑) การเพิ่มศักยภาพการคลัง (ทั้งประสิทธิภาพการจัดเก็บ และ วินัยการคลัง) ๒) การใช้เทคโนโลยีเต็มรูปแบบและ AI ๓) การขยายอายุงานเป็น 65 ปี ภายใน 5 ปี และ ๔) การยกระดับกรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ และข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการมาตรการ ได้แก่ ๑) ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ๒) ภาษีรายได้นิติบุคคล ๓) ภาษีบริโภค ๔) ภาษีทรัพย์สิน และ ๕) บทบาทภาษีต่อการพัฒนาท้องถิ่น ข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้จะส่งต่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาลชุดใหม่เพื่อพิจารณาในการขับเคลื่อนประเทศ การศึกษาครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มรายได้รัฐ แต่คือการสร้างระบบภาษีที่ประชาชนเชื่อมั่น นักลงทุนมั่นใจ และรองรับอนาคตเศรษฐกิจไทยได้อย่างมั่นคงต่อไป
ช่วงท้าย นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย กล่าวว่า ตอนนี้จะไม่ถามรัฐบาลใหม่ว่า “จะปรับภาษีไหม” แต่จะถามว่า “หากไม่ปรับโครงสร้างภาษีวันนี้ รัฐบาลต้องเลือกระหว่าง ระบบภาษีที่ถูกต้องเป็นธรรมตรงจุด หรือ อนาคตประเทศที่เล็กลง” แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่ต้องใช้ความกล้าหาญในการผ่าตัดใหญ่โครงสร้างภาษีไทย แต่ต้องทำทั้งระบบ ไม่ใช่เลือกทำแค่บางส่วน ในขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสร้างทัศนคติให้แก่คนไทยว่า “ภาษีที่จ่ายไม่ใช่ภาระที่มองไม่เห็นผล แต่คือ...การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ”

กมธ. การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา และอนุ กมธ. แนวทางการส่งเสริมการค้าชายแดนและวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในคณะ กมธ. การพาณิชย์ฯ ลงพื้นที่ตำบลท่ามะเดื่อ จังหวัดพัทลุง เกี่ยวกับการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 นาฬิกา ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลท่ามะเดื่อ คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดย นายนิพนธ์  เอกวานิช รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมการค้าชายแดนและวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นายธนภัทร  ตวงวิไล โฆษกคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ เดินทางลงพื้นที่เพื่อประชุมหารือกับส่วนราชการและกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยมี นายวุฒิพงศ์ พงษ์ธนานิกร นายกเทศมนตรีตำบลท่ามะเดื่อ พร้อมด้วยนางเกวลี อิสโม รองนายกเทศมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการเทศบาลตำบลท่ามะเดื่อ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้การต้อนรับ ในโอกาสนี้ คณะได้ร่วมหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการของชุมชน และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต ซึ่งวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากเพราะไม่เพียงแต่สร้างงานและรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกในการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างอัตลักษณ์ของชุมชนและก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุล
จากนั้นเวลา 13.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ชุมชนหัตถกรรมที่ผลิตตัวหนังตะลุงแบบดั้งเดิม และเป็นแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงของภูมิปัญญาหนังตะลุง "ลุงอิ่ม” และสวนลุงคมผลไม้ปลอดภัย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองคุณภาพสูงที่ได้รับความนิยมทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการตลาดเและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 
นายนิพนธ์  เอกวานิช รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการส่งเสริมการค้าชายแดนและวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ เห็นว่าวิสาหกิจชุมชนจำนวนมาก ยังคงมีข้อปัญหาและอุปสรรคจึงอยากที่จะเห็นความมุ่งมั่นและความร่วมมือของหน่วยงานในพื้นที่ รวมทั้งความเข้มแข็งของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ได้ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ในการพึ่งพาตนเอง และการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างแท้จริง 
ทั้งนี้ ข้อมูลที่คณะกรรมาธิการได้รับจากการเข้าร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความเห็นในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานในหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฯ ต่อไป

คณะอนุกรรมาธิการการอุดมศึกษาฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่สุราษฎร์ธานี ติดตามงานวิจัยและนวัตกรรมปาล์มน้ำมัน พืชเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อมุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 นาฬิกา คณะอนุกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา นำโดย ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการ สว.เตชสิทธิ์ ชูแก้ว สว.สุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา คณะอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา พร้อมด้วย สว.วิรัตน์ ธรรมบำรุง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เดินทางไปเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อศึกษาการวิจัย การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมพันธุ์ปาล์มน้ำมัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรไทย
คณะอนุกรรมาธิการ ได้รับฟังการบรรยายสรุปและเยี่ยมชมกระบวนการทำงานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศ  โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ทำให้ได้รับทราบถึงศักยภาพของไทยในการพัฒนาพันธุ์ปาล์ม กระบวนการปลูกและผสมสายพันธ์ุ การรักษาโรคปาล์ม การควบคุมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์และต้นกล้า รวมทั้งอุปสรรคปัญหาในกระบวนการวิจัย โดยคณะอนุกรรมาธิการจะนำข้อมูลที่ได้ไปขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการนำงานวิจัยปาล์มไปใช้ประโยชน์ยิ่งขึ้นต่อไป

ชมรมน้องใหม่จุฬาฯ ผนึกกำลัง จ.เพชรบุรี สานต่อโครงการ"นั่งสุข ลุกสบาย" นำร่องปรับปรุงห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุ 80 ครัวเรือน

วันนี้ 13 กุมภาพันธ์ 2569  ณ ศาลาเอนกประสงค์ บ้านเขาลูกช้าง ต.ท่าไม่รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี   นายสยุมพร ลิ่มไทย ประธานกรรมการอำนวยการ ชมรมน้องใหม่จุฬาฯ 2513  พร้อมด้วย นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี  คณะกรรมการชมรมนิสิตเก่าจุฬาฯจังหวัดเพชรบุรี นายจงรัก เพชรเสน นายอำเภอท่ายาง นายธนาเดช ทองธนบดีกุล นายกเทศมนตรีตำบลท่าไม้รวก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เทศบาลตำบลท่าไม่รวก ตำรวจ สภ.ท่าไม่รวก และจิตอาสา  ร่วมกันเปิด โครงการ"นั่งสุข ลุกสบาย" ปี2569 ปรับปรุงห้องน้ำเพื่อผู้สูงอายุ จำนวน 80ครัวเรือน  ในพื้นที่บ้านเขาลูกช้าง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี  เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ป่วย ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน    
         โครงการเพื่อสังคม "นั่งสุข ลุกสบาย" เปลี่ยนส้วมนั่งยองเป็นชักโครก  เป็นความร่วมมือของ ชมรมน้องใหม่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่นปี 2513 จับมือกับ จังหวัดเพชรบุรี เทศบาลตำบลท่าไม้รวก  เดินหน้าโครงการเพื่อสังคม ช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ป่วยในชุมชน ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี   โดยปีนี้ได้คัดเลือกให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นจังหวัดนำร่องแห่งแรกในการขับเคลื่อนโครงการนี้ในปี 2569  โดยมุ่งเน้นเป้าหมาย จำนวน 80 ครัวเรือน  ซึ่งโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยต่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชนอย่างแท้จริง     
 โครงการนั่งสุข ลุกสบาย" ได้เริ่มดำเนินการมาแล้วเมื่อปี 2563  โดยมีจุดเริ่มต้นที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี ก่อนจะขยายผลความสำเร็จไปยังจังหวัดอื่นๆ อีก24 จังหวัด ครอบคลุมกว่า4,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ   เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมสังคมให้มีความเหมาะสม  ในการดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของครอบครัว ชุมชน และสังคม ที่ต้องช่วยกันดูแลให้ผู้สูงอายุได้ "นั่งสุข ลุกสบาย" สมดั่งชื่อโครงการ
นายธนาเดช ทองธนบดีกุล นายกเทศมนตรีตำบลท่าไม้รวก กล่าวว่า โครงการ"นั่งสุข ลุกสบาย" ปรับปรุงห้องน้ำ จำนวน 80ครัวเรือนเพื่อผู้สูงอายุนั้น   เป็นโครงการที่ดีชาวบ้านได้ประโยชน์มาก ผู้สูงอายุไม่ต้องเจ็บข้อเจ็บขาลุกนั่งได้สบายขึ้น  แต่ก่อนชาวบ้านต้องทนใช้ส้วมนั่งยองกันแทบทุกหลัง ส่งผลให้ผู้สูงอายุลุกนั่งรำบากบ้างก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ขอขอบคุณ นายสยุมพร ลิ่มไทย ประธานกรรมการอำนวยการ ชมรมน้องใหม่จุฬาฯ 2513 และอดีผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และ คณะกรรมการฯ สมาชิกฯ ชมรมนิสิตเก่าจุฬาฯจังหวัดเพชรบุรีที่นำโครงการดีๆแบบนี้มามอบให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ครั้งนี้ด้วย 
////////////// บรรณรต เพชรบุรี  



พิษณุโลก คนขับรถเก๋งพิรุธ ! แหกด่าน ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์ เจอตำรวจทางหลวงไล่ล่า พบซุกไอซ์ท้ายเก๋ง 60 กิโลกรัม

ผู้ต้องหาชาย 1 ราย สารภาพว่า รับจ้างขนยาไอซ์จากเชียงรายมุ่งหน้ากรุงเทพฯ แต่ถูกจับเสียก่อน 
วันนี้ 13 กุมภาพันธ์ 69   ตำรวจทางหลวง ส.ทล.3 กก.5 จับกุมหนุ่มวัยรุ่น 1 ราย ขับรถยนต์เก๋ง จากจังหวัดเชียงรายแหกด่าน ต.ท่างาม อ.วัดโบสถ์  บนถนนสายเอเชียหมายเลข 11 ขาล่องมุ่งเข้าเขตอำเภอวัดโบสถ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วัดโบสถ์ตั้งด่านตรวจ ต.ท่างาม เพื่อตรวจค้นสิ่งผิดกฏหมาย พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีบรอนซ์เทา ทะเบียนยโสธร ขับผ่าน ท่าทางมีพิรุธ ไม่ยอมจอดให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้น เหยียบคันเร่งขับรถหนีอย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังสกัดและใช้วิทยุสื่อสารไปยังด่านตำรวจทางหลวงพิษณุโลกข้างหน้า  จนท.ตำรวจทางหลวงสามารถสกัดจับคนร้ายได้ที่หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงบ้านป่า ต.ดอนทอง  
ตรวจค้นภายในฝากระโปรงหลังรถคันดังกล่าว พบว่า มียาเสพติดประเภท ยาไอซ์ บรรทุกอยู่ท้ายเก๋ง จึงควบคุมตัวคนขับซึ่งเป็นชาย 1 ราย สารภาพว่า รับจ้างขนยาไอซ์ 60 กิโลกรัม จากเชียงรายไปกรุงเทพฯ 

จนท.จึงนำตัวตัวผู้ต้องหา-ของกลาง และพาหนะนำส่ง สภ.วัดโบสถ์
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจขอขยายผลและรอการแถลงข่าวอีกครั้ง 
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

กองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี ทำพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี(ธงชัยเฉลิมพล) เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบปีที่ 72

      เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. นายกองเอกวริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานในพิธี เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบปีที่ 72 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมด้วย นายกองเอกวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายกองเอกพรรณวิภา ปิยัมปุตระ นายกองเอกฑรัท เหลืองสอาด รองผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี ว่าที่นายกองเอก กมลชญา ประเสริฐสิน หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี ผู้บังคับบัญชา หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ สมาชิกชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ร่วมพิธี ฯ ณ ห้องประชุมอาคารหลวงปู่หลิว อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
          สำหรับกำหนดการดังกล่าวประกอบด้วย พิธีเชิญธงประจำกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี (ธงชัยเฉลิมพล) ออกจากศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี พิธีเคารพประธาน (ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี) พิธีสงฆ์ พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงชัยเฉลิมพล และรับฟังสารพร้อมมอบโอวาท จาก บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดกาญจนบุรี และพิธีเชิญธงประจำกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด (ธงชัยเฉลิมพล) เข้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ ประธานได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้แก่สมาชิกกกองอาสารักษาดินแดน ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และ มอบทุนการศึกษามูลนิธิอาสารักษาดินแดนในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมมอบทุนการศึกษาชมรมแม่บ้าน จากนั้นเยี่ยมชมนิทรรศการจาก 15 กองร้อย
          สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เป็นกำลังของกระทรวงมหาดไทย ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อช่วยเหลือบ้านเมือง ในภาวะเกิดวิกฤติการณ์ต่าง ๆ และในปัจจุบันสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ถือว่ามีบทบาทหน้าที่สำคัญ และมีขีดความสามารถสูงในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ของประชาชนและสังคม โดยภารกิจของกองอาสารักษาดินแดน มีหน้าที่ บรรเทาภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และการกระทำของข้าศึก ทำหน้าที่รักษาความสงบภายในท้องที่ ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ รักษาสถานที่สำคัญและการคมนาคม ป้องกันจารกรรม สดับตรับฟังและรายงานข่าว ช่วยให้ความสะดวกแก่ฝ่ายทหาร ตามที่ทหารต้องการและตัดทอนกำลังข้าศึก เป็นกำลังสำรองส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเพิ่มเติม และสนับสนุนกำลังทหารได้เมื่อจำเป็น
///////# กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก 

นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมอาชีพดอกไม้ช่อสุดท้ายให้แก่สมาคมผู้สูงอายุอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

   วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์  นายก อบจ.นครปฐม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมอาชีพดอกไม้ช่อสุดท้ายให้แก่สมาคมผู้สูงอายุอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย ประธานสภา, รองประธานสภา, สมาชิกสภา, หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ อบจ.นครปฐม ณ สมาคมผู้สูงอายุอำเภอสามพราน จ.นครปฐม 
โดย อบจ.นครปฐม ได้ให้การสนับสนุนการจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อสร้างทักษะอาชีพ เพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ เพื่อให้ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพิ่มรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้อีกทางหนึ่ง
//สมคิด พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

งานสัมมนาโต๊ะกลม Executive Roundtable Discussion "ภาษีไทย : ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษีเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย"

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา  ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CB 411 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภา ส่งผ...