Sunday, August 2, 2026

โรงพยาบาลกำแพงแสน ไม่หยุดพัฒนา เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วยคือหัวใจสำคัญที่สุดของเรา! ภายใต้การนำของ นพ.ณัฏฐคเณศ คงคาเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เราจึงเดินหน้ายกระดับคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
   โรงพยาบาลกำแพงแสนได้จัดโครงการอบรม เพื่อยกระดับความเข้าใจมาตรฐาน สรพ. และการวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า (RCA) โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นางสุพัตรา ตันไพบูลย์
เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในครั้งนี้ คือ:
   ค้นหารากเหง้าของปัญหาและวางระบบป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุด
   ยกระดับการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพระดับประเทศ (สรพ.)
   เป้าหมายสูงสุด: เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่ "ปลอดภัย มั่นใจ และมีคุณภาพสูงสุด"
โรงพยาบาลกำแพงแสน มุ่งมั่นพัฒนา บริการด้วยใจ ใส่ใจคุณภาพ ก้าวไกลมาตรฐาน
#โรงพยาบาลกำแพงแสน 
สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าว  นครปฐม

รมช.คมนาคม ลุยพิษณุโลก จ่อทุบสร้างใหม่ “สะพานวังเป็ด” แก้คอขวดบางระกำโมเดล

รมช.คมนาคม ลุยพิษณุโลก ติดตาม “บางระกำโมเดล” จ่อชง ครม. ทุ่มงบปี 70 สร้างสะพานวังเป็ดใหม่ แก้คอขวดระบายน้ำ เผยสาย 117 ซ่อมยาวถึงปี 71 แนะใช้สาย 11 แทน
พิษณุโลก — เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจราชการและติดตามแผนงานโครงสร้างพื้นฐาน ณ โดมอเนกประสงค์ หมู่ 2 บ้านวังเป็ด อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนตามโครงการ “บางระกำโมเดล” เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยมี นายนิยม ช่างพินิจ สส.พิษณุโลก เขต 4, นายพงษ์ มนูทองหนัก สส.เขต 3, นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก, นายวิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบางระกำเมืองใหม่ พร้อมผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านเข้าร่วมอย่างคึกคัก
นายวิบูลย์ ตั้งเกษมวิบูลย์ นายกเทศมนตรีตำบลบางระกำเมืองใหม่ และตัวแทนชาวบ้าน ได้เสนอข้อเรียกร้องสำคัญ คือการยกระดับถนนในเขตบางระกำโมเดลให้สูงพ้นน้ำ รวมถึงการขยายอัตราค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเป็นธรรม เนื่องจากประชาชนต้องเสียสละพื้นที่รับน้ำและขาดรายได้ยาวนานถึง 4 เดือนเต็ม
ด้าน นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ได้ลงพื้นที่สำรวจใต้สะพานปูนบนทางหลวงหมายเลข 117 (ฝั่งตะวันตก) ซึ่งใช้งานมานานกว่า 50 ปี พบปัญหาสำคัญคือมีตะกอนทับถมสูงถึง 5 เมตร กลายเป็นคอขวดขวางทางไหลของแม่น้ำยม แต่ไม่สามารถขุดลอกได้เนื่องจากกระทบต่อความมั่นคงของฐานรากสะพานเก่า
รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า แขวงทางหลวงได้ออกแบบสะพานแห่งใหม่เสร็จสิ้นแล้ว โดยจะเร่งนำโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขออนุมัติงบประมาณปี 2570 ในการก่อสร้างสะพานใหม่ทันที เพื่อเปิดทางระบายน้ำให้สะดวกขึ้น พร้อมรับปากจะเร่งรัดงบเยียวยาผู้ประสบภัยให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับปัญหาก่อสร้างบนทางหลวงหมายเลข 117 (พิษณุโลก-ปลวกสูง-นครสวรรค์) ระยะทาง 129 กิโลเมตร ที่มีการซ่อมแซมต่อเนื่องนั้น รมช.คมนาคม ชี้แจงว่า เนื่องจากสภาพโครงสร้างชั้นใต้ดินมีปัญหา จึงจำเป็นต้องปรับปรุงตลอดทั้งปี 2570 และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2571 จึงขอให้ประชาชนอดทนอีกราว 1 ปีเศษ โดยแนะนำให้ผู้เดินทางใช้เส้นทางสาย 11 (พิษณุโลก-สากเหล็ก-ตากฟ้า) แทน ซึ่งจะเดินทางได้สะดวกกว่า แม้ปัจจุบันช่วง อ.ตากฟ้า จะยังเป็นคอขวด 2 เลน ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งทำ EIA เพื่อขยายเป็น 4 เลนตลอดสายก็ตาม
ด้าน นายนิยม ช่างพินิจ สส.พิษณุโลก เขต 4 พรรคภูมิใจไทย กล่าวเสริมว่า นอกจากความคืบหน้าเรื่องสะพานวังเป็ดแล้ว ตนยังได้ประสาน รมช.คมนาคม เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางสัญจรของชาว อ.บางกระทุ่ม ซึ่งล่าสุดได้รับการยืนยันจัดสรรงบประมาณขยายไหล่ทางทั้งสองฝั่งบนถนนสายหลัก (สายสันติบันเทิง ออกไป อ.สากเหล็ก จ.พิจิตร) เรียบร้อยแล้ว ส่วนแผนงานปีถัดไปจะเสนอขยายไหล่ทางช่วงตัวเมืองพิษณุโลกมุ่งหน้าบ้านใหม่ (วังน้ำคู้) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างแก้ปัญหาแนวเขตพื้นที่รถไฟต่อไป
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

พิษณุโลก ผช.รมต.ศธ. เปิด "บ้านธรรมสถิตย์" ชูเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน สืบสานมรดกพุทธศิลป์ถิ่นสองแคว

พิษณุโลก —  เปิดตัว "บ้านธรรมสถิตย์" แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแห่งใหม่ใจกลางเมืองสองแคว ชูจุดเด่นคลังสมองด้านพุทธศิลป์และการสืบสานงานปั้น-หล่อพระพุทธชินราชจำลอง พร้อมเปิดประตูให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปเข้าเรียนรู้ได้แล้ววันนี้
เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.   ณ บ้านธรรมสถิตย์ เลขที่ 26 ทับ 32 ถ.วิสุทธิกษัตริย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก       ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดแหล่งเรียนรู้ “บ้านธรรมสถิตย์” ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านพุทธศิลป์แห่งใหม่ของจังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช และนายจเด็ศ จันทรา ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ฯ พร้อมด้วย ดร.ธรรมสถิตย์ บูรณเขตต์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี และผู้สืบสานงานพุทธศิลป์สกุลช่างพิษณุโลกจ่าทวี   ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติร่วมพิธี ณ บ้านธรรมสถิตย์ ถ.วิสุทธิกษัตริย์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก
ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นการพลิกโฉมการศึกษาไทย โดยตระหนักว่าการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน การเปิด "บ้านธรรมสถิตย์" ถือเป็นแบบอย่างของการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ยุคใหม่ ที่นำเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์มาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้การปั้นและหล่อพระพุทธชินราชจำลอง

“แหล่งเรียนรู้แห่งนี้คือบทเรียนนอกตำราที่จะช่วยบ่มเพาะเยาวชน ทั้งเรื่องความศรัทธา จิตสำนึกรักบ้านเกิด และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้าง ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน’ (Life-long Learning) ที่สำคัญยังเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ทางวัฒนธรรมที่เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม”
สำหรับ “แหล่งเรียนรู้บ้านธรรมสถิตย์” จัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านพุทธศิลป์สกุลช่างจ่าทวี พร้อมเปิดเป็นศูนย์ฝึกทักษะวิชาชีพ และแหล่งศึกษาค้นคว้าสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในศิลปะประจำชาติ
​ทั้งนี้ แหล่งเรียนรู้ “บ้านธรรมสถิตย์” (ตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี) พร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้สนใจเข้าชมและเรียนรู้ฟรีได้ทุกวัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 063-668-3555


พัทยา แฟร์เท็กซ์จับมือศูนย์การเซ็นทรัลมารีน่า เปิดช็อปเอ้าท์เลทแห่งแรก รับการขยายตัวผู้ชื่นชอบกีฬามวย ลดสูงสุดกว่า 70%

วันที่ 1 ส.ค.69 ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มารีน่าเอ้าท์เลท เมืองพัทยา  จ.ชลบุรี นายอริยะวัฏ บุษราบวรวงษ์ ผู้บริหารค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ Fairtex ค่ายมวยไทยและแบรนด์อุปกรณ์กีฬาการต่อสู้ระดับโลก และนายพลวัสน์ อัครนพรักษา ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการแฟร์เท็กซ์ นายณัชวุฒิ ม่วงดี ผู้จัดการฝ่ายร้านค้าแฟร์เท็กซ์ ได้เปิดตัว Fairtex Outlet บริเวณชั้น 2 ของศูนย์การค้าฯ โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน
ผู้บริหารค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ Fairtex เปิดเผยว่า เป็นโอกาสอันดีที่แฟร์เท็กซ์ได้ร่วมกับศูนย์การค้าฯ เปิดให้บริการสินค้าและอุปกรณ์ออกกำลังกายในเครือของแฟร์เท็กซ์ เป็นร้านเอ้าท์เลทพื้นที่ให้บริการขนาด 142 ตร.ม. ที่มีสินค้าลดราคาทั้งร้านรวมกว่า 70% ด้วยส่วนลดสูงสุงสุดถึง 70% 
ภายในบริการจำหน่ายอุปกรณ์ฝึกซ้อมกีฬามวยอย่างครบวงจรทั้งมวยไทย มวยสากล และ MMA พร้อมด้วยเสื้อแบรนด์รูปแบบเสื้อยืดแฟชั่นต่างๆ มากมาย โดยมุ่งกลุ่มลูกค้าชาวพัทยาและชาวต่างชาติที่ปัจจุบันชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยศิลปะป้องกันตัวมากขึ้น จึงร่วมกันทำเป็นเอ้าท์เลท์แห่งใหม่ ที่อยู่ร่วมกับศูนย์รวมแบรนด์กีฬาต่างๆ และถือเป็นการทำโปรโมชั่นลดราคาครั้งแรกของแฟร์เท็กซ์ 
สำหรับการเปิดให้บริการของร้าน Fairtex Outlet ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรับมารีน่าเอ้าท์เลทในครั้งนี้ในวันแรก ถือเป็นความร่วมมือที่ดีที่จะสร้างศูนย์รวมร้านค้าแบรนด์กีฬาขื่อดังจากทั่วโลกมารวมไว้ในจุดเดียวแบบร้านขายสินค้าแบรนด์เนมโดยตรงจากผู้ผลิตในราคาลดพิเศษตลอดทั้งปี ซึ่งอยู่ใจกลางเมืองพัทยาซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของแฟร์เท็กซ์ด้วยเช่นกัน 
ทั้งนี้ FAIRTEX OUTLET CENTRAL MARINA PATTAYA เปิดให้บริการทุกวัน ตามเวลาทำการของศูนย์การค้าเซ็นทรัล มารีน่า เอาต์เล็ต ตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โดยตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 2 โซน Fashion & Sports พร้อมต้อนรับทั้งชาวพัทยา นักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติที่ต้องการเลือกซื้อสินค้าคุณภาพของแท้จากแฟร์เท็กซ์ในราคาสุดคุ้ม..
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

Saturday, August 1, 2026

มุกดาหาร โรบินสันเนรมิต สรวงสวรรค์ผีเสื้อ พร้อมป้อนน้ำหวานผีเสื้ออย่างใกล้ชิด

มุกดาหาร -โรบินสันไลฟ์สไตล์ มุกดาหาร เนรมิต "สรวงสวรรค์ผีเสื้อ" เปิดตัวอีเวนต์ใหญ่ "Bloom of Love" ดัน Soft Power เชิดชูเสน่ห์ธรรมชาติท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 1 – 6 สิงหาคม 2569
          01 08 69   ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์มุกดาหาร  ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งความสุข ตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้คน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน เปิดตัวแคมเปญใหญ่ "Bloom of Love" เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์การค้าให้กลายเป็นดินแดนแห่งสุนทรียภาพ ผสานพลัง Soft Power ทางศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เข้ากับเสน่ห์ของธรรมชาติเพื่อคนทุกวัย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ครอบคลุม 7 สาขาทั่วประเทศ

         ประเดิมความงดงามปักหมุดที่แรก โรบินสันไลฟ์สไตล์ มุกดาหาร พร้อมเนรมิตบรรยากาศภายในศูนย์การค้าให้กลายเป็นสรวงสวรรค์แห่งมวลดอกไม้ และความอัศจรรย์ของเหล่าผีเสื้อหลากสายพันธุ์จากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ในงาน Bloom of Love ตอน "Butterfly Paradise" ชวนสัมผัสเสน่ห์ของผีเสื้อคูณ, ผีเสื้อรักลายเสือ, ผีเสื้อจรการ, ผีเสื้อหางตุ้ม และอีกมากมายอย่างใกล้ชิด 3 ไฮไลท์สุดพิเศษ เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุข (Moments of Happiness)  Moment of Discovery: เปิดประสบการณ์เรียนรู้วัฏจักรชีวิตและสัมผัสความสวยงามของผีเสื้อที่โบยบินอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมร่วมกิจกรรมไฮไลท์ "ป้อนน้ำหวานผีเสื้อ" อย่างใกล้ชิด  Moment of Creation: ปลดปล่อยจินตนาการไปกับเวิร์กช็อป Art & Craft รังสรรค์ผลงานชิ้นเดียวในโลกกลับบ้าน เช่น การระบายสีกระเป๋าผีเสื้อ, เพ้นท์ขวดแจกันดอกไม้ และกิจกรรมเพ้นท์สีผีเสื้อ Moment of Melody: เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีอะคูสติกฟังสบาย ท่ามกลางสวนดอกไม้ เติมเต็มบรรยากาศการพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว
          นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่ Nature Market รวบรวมสินค้าจากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ชุมชนทรงคุณค่ามาให้เลือกช้อปในราคาพิเศษ เพื่อร่วมสนับสนุนและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เตรียมพบกับความสุขปักหมุดหมุนเวียนอีก 5 สาขาทั่วไทย  หลังจบงานที่มุกดาหาร โรบินสันไลฟ์สไตล์ พร้อมส่งต่อความสุขผ่านแคมเปญ "Bloom of Love" อย่างต่อเนื่องในอีก 5 สาขา ติดตามรายละเอียดและข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page ของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขา ..
                                             ************************** 
วิลาสินี เจริญสุข //  มุกดาหาร  081-5926966

ปาฐกถาพิเศษ: ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลกโดย: นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)

31 กรกฎาคม 2569 ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา   วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่พวกเราได้มารวมพลังกันในงานปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ “ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลก” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมืออันเข้มแข็งของสมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน สถาบันเอฟเคไอไอ และสถาบันทิวา 
    เมื่อเราพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือ "หัวใจและลมหายใจ" ของประเทศอย่างแท้จริง ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME รวมกันมากกว่า 3.2 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมดในประเทศ สามารถสร้างการจ้างงานแก่พี่น้องแรงงานไทยมากกว่า 13 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 70% ของการจ้างงานในภาคเอกชนทั้งหมด และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คิดเป็นสัดส่วนราว 35% ถึง 37% หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 ล้านล้านบาท
ทว่า สถิติที่เป็นข้อจำกัดและคอขวดเชิงโครงสร้างสำคัญของเราในวันนี้ คือการที่ SME ไทยมีสัดส่วนการส่งออกตรง (Direct Export) เพียงแค่ 10% ถึง 12% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า สินค้าและบริการคุณภาพสูงของไทยจำนวนมหาศาลยังคงติดอยู่ในตลาดภายในประเทศที่มีกำลังซื้อจำกัด 

นับเป็น “ช่องว่างและโอกาสมหาศาล” ที่เราต้องเร่งยกระดับและ “ติดปีก” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถโผบินออกไปคว้าเม็ดเงินจากตลาดการค้าระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม SME ในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถใช้วิธีการส่งเสริมแบบองค์รวมเดิมๆ (One-Size-Fits-All) ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเข้าใจการจำแนกตามโครงสร้างศักยภาพและความพร้อมออกเป็น 5 กลุ่มวิสาหกิจยุทธศาสตร์ (5 Strategic Clusters) เพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้ตรงเป้าหมาย

กลุ่มแรก คือ วิสาหกิจกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากและบริการดั้งเดิมในท้องถิ่น (Traditional & Local Retail Services Cluster) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 52% ครอบคลุมร้านค้าปลีกรายย่อย บริการชุมชน ตลาดสด และเกษตรกรรมขั้นต้น ยุทธศาสตร์สำคัญคือการเร่งยกระดับทักษะดิจิทัลพื้นฐาน การปรับใช้ระบบบริหารจัดการร้านค้าดิจิทัล (Digital POS) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มที่สอง คือ วิสาหกิจในห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (Supply Chain & OEM Manufacturing Cluster) คิดเป็นสัดส่วนราว 22% ครอบคลุมอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ และการแปรรูปวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมใหญ่ ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการยกระดับสู่โรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM

กลุ่มที่สาม คือ วิสาหกิจกลุ่มสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (High-Value, Creative & Cultural Heritage Products Cluster) มีสัดส่วนราว 13% ครอบคลุมสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นสูง อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สปา และสินค้าอัตลักษณ์ไทย ยุทธศาสตร์เน้นการเพิ่มมูลค่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์ การรับรองมาตรฐานสากล ทั้ง ISO, HACCP, Halal และ GMP พร้อมส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน

กลุ่มที่สี่ คือ วิสาหกิจภาคบริการสมัยใหม่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการดิจิทัล (Modern Services, Wellness & Strategic Tourism Cluster) คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ครอบคลุมธุรกิจที่พักเชิงคุณค่า การบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) โลจิสติกส์อัจฉริยะ และบริการคอนเทนต์ดิจิทัล ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนระดับสากล เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางบริการระดับภูมิภาค

กลุ่มที่ห้า คือ วิสาหกิจนวัตกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech & High-Innovation Enterprise Cluster) ซึ่งมีสัดส่วนราว 4% ครอบคลุมผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม และพลังงานสะอาด ยุทธศาสตร์เน้นการเร่งวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เพื่อเติบโตเป็นวิสาหกิจนวัตกรรมต้นแบบ หรือ Hidden Champions ในอนาคต

การผลักดันยอดส่งออกของ SME ไทยให้ก้าวกระโดดข้ามพ้นคอขวดเดิม จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศการสนับสนุนผ่าน ยุทธศาสตร์ 3 ปีก ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก 

ปีกแรกคือ Transformation & Green Economy การเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการสู่ Digital SME จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้เฉลี่ย 15% ถึง 25% ควบคู่ไปกับการยกระดับเป็น Green SME เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีข้ามแดน และปกป้องมูลค่าการส่งออกของไทยในกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 1.5 ถึง 2.0 แสนล้านบาท 

ปีกที่สองคือ Global Network & Cross-Border Trade ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันให้ SME ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) และ RCEP ซึ่งครอบคลุมประชากรสูงถึง 2,300 ล้านคน หรือ 30% ของ GDP โลก ให้ได้เฉลี่ยอย่างน้อย 80% ถึง 90% ของรายการสินค้า รวมถึงการเร่งผลักดันการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนเพื่อเพิ่มยอดขายต่างประเทศในปีแรกได้อย่างน้อย 20% ถึง 30% 

ปีกที่สามคือ Standards & Financial Access การยกระดับสินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพรไทยให้ได้รับมาตรฐานสากล สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้สูงขึ้นถึง 50% ถึง 200% พร้อมทั้งสร้างกลไกจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) โดยตั้งเป้าจับคู่ 1,000 คู่เจรจา และสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าสูงถึง 10,000 ถึง 20,000 ล้านบาท

ในยุคดิจิทัลไร้พรมแดน การส่งออกยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใส่คอนเทนเนอร์ผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป แต่คือการนำสินค้าไทยไปวางบน "ชั้นวางดิจิทัลระดับโลก" ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำใน 8 ภูมิภาคหลักทั่วโลก 

เริ่มตั้งแต่ตลาดจีน โดยจับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Tmall Global, JD Worldwide และ Douyin ทำ Live Commerce ชู Soft Power เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

ตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผ่านแพลตฟอร์ม Rakuten, Coupang, Yahoo! Japan และ Naver Smart Store

ตลาดอาเซียน เชื่อมต่อผู้บริโภคกว่า 680 ล้านคนผ่าน Shopee, Lazada และ TikTok Shop

ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ผ่าน Amazon Australia, Catch.com.au และ Trade Me

ตลาดอเมริกาและยุโรป ผ่าน Amazon, Allegro แพลตฟอร์มอันดับ 1 ในยุโรปตะวันออก และ Zalando แฟชั่นแพลตฟอร์มท็อปของยุโรป

ตลาดอินเดีย เชื่อมต่อกับ Flipkart และ JioMart เปิดประตูสู่ผู้บริโภคกว่า 1,400 ล้านคน

ตลาดตะวันออกกลาง ผ่าน Noon และ Amazon.ae

ตลอดจนตลาดรัสเซีย เอเชียกลาง และ CIS ผ่าน Wildberries, Ozon และ Uzum Market เพื่อผลักดันสินค้าสมุนไพรและอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

จากกรณีศึกษาจากประเทศชั้นนำทั่วโลก จะพบว่าแต่ละประเทศมีโมเดลในการขับเคลื่อน SME ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้

 เริ่มจากประเทศเยอรมนีกับโมเดล Mittelstand ที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางใน Niche Market สร้างผู้ประกอบการ Hidden Champions ระดับโลก สนับสนุนด้วยระบบการศึกษาอาชีวะทวิภาคีและกลไกธนาคารท้องถิ่น Sparkassen

ประเทศญี่ปุ่นกับโมเดล Monozukuri ที่ยึดปรัชญาการผลิตประณีตคุณภาพสูง ทำหน้าที่เป็น Subcontractor คุณภาพป้อนบริษัทข้ามชาติ โดยมีหน่วยงาน SMEA ถ่ายทอดเทคโนโลยี และใช้โครงการ OVOP ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น

ประเทศจีนกับยุทธศาสตร์ Little Giants หรือยักษ์เล็ก บ่มเพาะ SME ด้าน Deep Tech และหุ่นยนต์เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ

ไต้หวันกับโมเดล Flexible Cluster & ITRI Tech Transfer ที่สร้างคลัสเตอร์ยืดหยุ่นสูง โดยจัดตั้งสถาบันวิจัย ITRI ทำหน้าที่ R&D แล้วส่งต่อเทคโนโลยีให้ SME ยกระดับจาก OEM สู่ ODM และ OBM

ประเทศสิงคโปร์กับโครงการ SME Go Digital โดย EnterpriseSG ที่ดัน SME ก้าวสู่การค้าข้ามแดนตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

ประเทศเกาหลีใต้กับ K-SME Innovation ผ่านกระทรวง MSS ที่มีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ทางธุรกิจพร้อมอัดฉีด Venture Capital Fund เปลี่ยน SME ให้เป็น Tech Startups

ปัจจัยความสำเร็จร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกชี้ชัดตรงกันว่า "ภาครัฐสนับสนุนตรงเป้า นวัตกรรมนำราคา และเชื่อมต่อตลาดโลก" 
หากเราสามารถยกระดับ SME ไทยให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 5% เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศได้ถึง 300,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศที่ราว 10 ล้านล้านบาท ซึ่งจะหมุนเวียนกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ด้วยพลังความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน สถาบันเอฟเคไอไอ และสถาบันทิวา พวกเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเป็นสะพานเชื่อมและเครื่องยนต์สำคัญในการบ่มเพาะ ให้องค์ความรู้ และสร้างเครือข่าย เพื่อพา SME ไทย "ติดปีก...บินไปไกลทั่วโลก" ได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน.

โรงพยาบาลกำแพงแสน ไม่หยุดพัฒนา เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

เพราะความปลอดภัยของผู้ป่วยคือหัวใจสำคัญที่สุดของเรา! ภายใต้การนำของ นพ.ณัฏฐคเณศ คงคาเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เราจึงเดินหน้ายกระ...