Sunday, April 5, 2026

"ระทึกพิษณุโลก! เด็กเล่นน้ำผงะเจอ 'ระเบิด ค.81' ใต้คลองชลประทาน หิ้วขึ้นมาวางไม่รู้ตัว โชคดีแจ้งตำรวจทัน"

วันนี้ 5 เม.ย. 2569 ร.ต.ต.ประทีป มีอุดร หัวหน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง(บ้านป่า) กำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่ เด็กๆเยาวชนพื้นที่ข้างเคียงหน่วยตำรวจทางหลวงได้ขับขี่ รถจักรยานยนต์มาแจ้ง ว่า พบวัตถุคล้ายระเบิด บริเวณคลองส่งน้ำ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกับ ร.ต.ต.เจษฎางค์ ภู่ทิม หน.หน่วยสีหราชเดโชชัย โดยนำรถวิทยุ 5303 ไปจุดรับแจ้งเหตุ   
ที่เกิดเหตุพบ วัตตุต้องสงสัยวางอยู่บนพื้นดิน คาดว่า มีคนเก็บขึ้นมาจากคลองส่งน้ำชลประทานหมู่ 8 ต.บ้านป่า อ.เมืองพิษณุโลก เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามที่มาของวัตถุระเบิด ไม่ทราบว่า ผู้ใดมาวางไว้ริมคลองชลประทาน ซึ่งจุดเกิดเหตุหน่วยประมาณ 450 เมตร 
เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ เบื้องต้นลักษณะคล้ายวัตถุระเบิด จึงแจ้งประสาน ตำรวจชุด EOD พร้อมส่งภาพถ่ายเพื่อยืนยัน คาดว่า เป็นลูกระเบิดปืน ค.81 ชนิดควัน ล่าสุดจึงนำยางรถยนต์ มาวางครอบ เพื่อ รอชุด EOD มาทำการเก็บกู้ต่อไป
ร.ต.ต.ประทีป มีอุดร หัวหน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง(บ้านป่า ) เผยว่า จังหวะเด็กไปเล่นน้ำ คลองชนประทาน พบวัตถุต้องสงสัยใต้น้ำ จึงเก็บขึ้นมา โดยไม่รู้มาก่อนว่าเป็นอะไร ถือว่า เป็นเรื่องดีที่เด็กๆรีบมาแจ้งตำรวจทางหลวง เพราะลูกระเบิดปืน ค.81 ชนิดควัน ก็อันตราย หากถูกกระแทก จะมีกลิ่นควันกำมะถัน  
เจ้าหน้าที่ EOD เปิดเผยว่า หากลูกระเบิดปืน ค.81 ทำงาน ใครอยู่ใกล้ก็ได้รับอันตราย บาดเจ็บ แต่ไม่ถึงกับเสียชีวิต โดยระเบิดปืน ค.81 ชนิดควัน มีคลัน และกลิ่นกำมะถันพุ่งอยู่ท้ายลูกระเบิด  
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

สุพรรณบุรี เริ่มแล้วงาน 132 ปี ของดีอำเภอสามชุก คึกคัก

ที่จังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน "132 ปี ของดีอำเภอสามชุก" จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-11 เมษายน 2569 ณ บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หน้าโรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม และบริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก โดยมีนายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสุพรรณบุรี นางสาวณัฐริกา แก่นพุฒ รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุพรรณบุรี นางดวงพร คุณากรวงศ์ นายอำเภอสามชุก นายสุระบัณฑิต กันยานะ นายอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ นางบำรุงรัทย์ ขันทอง เกษตรอำเภอสามชุก นายภูวฤณ ภูริธรจินดา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 อำเภอสามชุก นายสุวัฒน์ ปานเพ็ชร นายกเทศมนตรีตำบลสามชุก หัวหน้าส่วนราชการ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมงานกันอย่างคึกคัก
นางดวงพร คุณากรวงศ์ นายอำเภอสามชุก ร่วมกับนางบำรุงรัทย์ ขันทอง เกษตรอำเภอสามชุก จัดประกวดผลผลิตทางการเกษตร (มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง) ของดีอำเภอสามชุก ชิงเงินรางวัลรวม 5,000 บาท พร้อมใบประกาศ  “มะม่วงที่ส่งเข้าประกวดเป็นผลผลิตในพื้นที่อำเภอสามชุก” ซึ่งอำเภอสามชุก มีเกษตรกรที่ปลูก (มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง) กว่า 5,000 ไร่ เป็นของดีขึ้นชื่อของอำเภอสามชุก ถ้าจะกินมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ต้องมาที่อำเภอสามชุก รับประกันความอร่อยอย่างแน่นอน
ภายในงานมีการจัดแข่งขันกิน “ข้าวเหนียวมะม่วง” (มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง) ของดีขึ้นชื่ออำเภอสามชุก แบ่งการแข่งขันเป็น 3 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นประชาชนทั่วไป กับรุ่นผู้นำท้องที่ (กำนัน) และรุ่นผู้นำท้องถิ่น (นายก อบต.) ภายในเขตอำเภอสามชุก 8 ตำบล ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลรุ่นละ 1,500 บาท หลักเกณฑ์การแข่งขัน รุ่นประชาชนทั่วไป กินข้าวเหนียวหนักครึ่งกิโลกรัม และมะม่วงสุกหนัก 1 กิโลกรัม ให้หมดภายในเวลา 10 นาที (ผู้แข่งขันที่กินหมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ) จะได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท ส่วนประเภทผู้นำท้องที่ (กำนัน) และรุ่นผู้นำท้องถิ่น (นายก อบต.) กินข้าวเหนียวหนัก 3  ขีด มะม่วงครึ่งกิโลกรัม กินให้หมดในเวลา 10 นาที (ผู้แข่งขันที่กินหมดก่อนจะเป็นผู้ชนะ) จะได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท
สำหรับผู้ชนะรุ่นประชาชนทั่วไป ได้แก่ “เจ้ก้อยโซ้ยแหลก” วัย 42 ปี ใช้เวลากินไป 2.12 นาทีเท่านั้น สามารถกินข้าวเหนียวครึ่งกิโลกรัม และมะม่วงสุกหนัก 1 กิโลกรัมหมดเกลี้ยง เป็นผู้ชนะเลิศรุ่นประชาชนทั่วไป คว้าเงินรางวัล 1,500 บาท  ส่วนผู้ชนะรุ่นผู้นำท้องที่ (กำนัน) ตัวแทนจากตำบลสามชุก ใช้เวลา 2.07 นาที กินข้าวเหนียวหนัก 3 ขีด มะม่วงครึ่งกิโลกรัมหมดเกลี้ยง ชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 1,500 บาท และผู้ชนะรุ่นผู้นำท้องถิ่น (นายก อบต.) ตัวแทนจากตำบลหนองผักนาก ใช้เวลา 3.31 นาที กินข้าวเหนียวหนัก 3 ขีด มะม่วงครึ่งกิโลกรัม ชนะเลิศคว้าเงินรางวัล 1,500 บาท ก่อนการแข่งขันผู้เข้าแข่งขันทุกคน จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจวัดความดัน ตรวจน้ำตาลในเลือด ถ้าผู้เข้าร่วมแข่งขันคนไหนมีความดัน เบาหวานเกินคณะกรรมการจะไม่ให้เข้าแข่งขันเพื่อความปลอดภัย  
ภายในงานมี สินค้าพืชผลการเกษตรปลอดภัย  สินค้า OTOP ของสามชุก อาหารอร่อย  มาจำหน่ายมากมาย พร้อมจุดถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวได้ แชะ แชท แชร์ เช็คอิน หลายๆ สไตล์  ซึ่งทุกค่ำคืนจะได้ชมคอนเสิร์ตจัดเต็มทุกวัน ณ เวทีการจัดงานบริเวณด้านข้าง สำนักงานเทศบาลตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
ภัทรพล  พรมพัก สุพรรณบุรี 

เจือ ราชสีห์ ชวนเที่ยวงาน “ปลากะพง 3 น้ำ ครั้งที่ 4” ณ ร้านมหาสมุทรซีฟู้ด บูธ 70 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

วันที่ 3 เมษายน 2569
ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 เมษายน 2569 ณ หาดชลาทัศน์ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก กับงาน “เที่ยวสงขลา กินปลากะพง 3 น้ำ ที่ร้านมหาสมุทรซีฟู้ด ครั้งที่ 4” โดยมี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสาวฉัตรสุดา ชุมแสง พาณิชย์จังหวัดสงขลา นายอำเภอเมืองสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
 ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่ “ร้านมหาสมุทรซีฟู้ด” ร้านดังของจังหวัดสงขลา ที่นำ “ปลากะพง 3 น้ำ” วัตถุดิบขึ้นชื่อจากทะเลสาบสงขลา ซึ่งได้รับมาตรฐาน GI หนึ่งเดียวในประเทศไทย มารังสรรค์เป็นเมนูหลากหลาย ทั้งเมนูปรุงสุกและซาชิมิสดใหม่ พร้อมการสาธิตแล่ปลาโดยเชฟมืออาชีพ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
ร้านมหาสมุทรซีฟู้ดยังถือเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวสายกิน ด้วยจุดเด่นด้านความสดของอาหารทะเล คุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียม และบรรยากาศติดทะเลที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
 ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคาปลากะพงที่มีแนวโน้มตกต่ำในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.  ทาง “ร้านมหาสมุทรซีฟู้ด” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยยกระดับมูลค่าปลากะพง ด้วยการนำไปพัฒนาเป็นเมนูคุณภาพสูง เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า จนสามารถยกระดับราคาปลากะพงให้สูงขึ้นได้ถึงเท่าตัว ถือเป็นการช่วยพยุงอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP อาหารพื้นถิ่น และการแสดงทางวัฒนธรรม ช่วยเติมเต็มสีสันด้านการท่องเที่ยวและสะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดสงขลา
การจัดงานครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังช่วยผลักดัน “ร้านมหาสมุทรซีฟู้ด” ให้ก้าวสู่การเป็นแลนด์มาร์กด้านอาหารของจังหวัดสงขลา ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้กับชุมชน และยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

​สว.ไชยยงค์ จี้เช็กบิล ‘คนมีสี’! ถามแม่ทัพ 4 รถ กอ.รมน.โผล่ร่วมวงสังหาร สส.นราฯ - ฮ.ทหารกราดยิงจนชาวบ้านขวัญผวา

สว.ทหารและความมั่นคง จี้ แม่ทัพภาคที่ 4 เอาผิด เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ที่ พัวพัน”กับ กลุ่มมือปืน ยิงถล่ม สส.นราธิวาส และให้ สอบข้อเท็จจริงการปฏิบัติการของ ฉก.นราธิวาส ที่สร้างความ  หวาดระแวง ในพื้นที่
นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เขานุการ และ โฆษก คณะกรรมาธิการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้แถลงถึง สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ของ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ที่มีเหตุก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง  ที่สร้างความสูญเสียให้กับ เจ้าหน้าที่ เช่นการ ถล่มยิง ปลัดฝ่ายความมั่นคง และ เจ้าหน้าที่ อบต. อ.จะแนะ การซุมโจมตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจ,ทหาร และ เผาเครื่องจักรกล บริษัทรับเหมาก่อสร้างใน อ.ระแงะ จ.นราธิวาส การยิง อส.ทพ.และ ชาวบ้าน ที่ อ. กระพ้อ จ.ปัตตานี การยิงผู้ใหญ่บ้าน  และ พนักงานกู้ภัย ของ เทศบาลตำบลเตาะบอน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเกิดขึ้นใน สัปดาห์เดียว
รวมทั้งการคดีการใช้อาวุธสงครามยิงถล่ม รถยนต์ของ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส ที่ ตำรวจออกหมายจับ กลุ่มมือปืน 4 ราย และ จับได้ 2 ราย โดย 1 ใน 2 เป็น อดีต ร.ท.นาวิกโยธิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ ติดตามยึดรถที่ใช้ ก่อเหตุ ที่ถูกนำไปชำแหละและเตรียมทิ้งในแม่น้ำบางนรา เพื่อทำลายหลักฐาน รวมทั้งปืน เอ็ม 16 ที่ใช้ก่อเหตุ ก็มีการ ถอดชิ้นส่วน เพื่อทิ้งแม่น้ำ โดย รถยนต์ที่ มือปืนใช้เป็นพาหนะเป็นรถของ กอ.รมน. จ.นราธิวาส ส่วนปืนทั้ง 2 กระบอก อยู่ระหว่างการพิสูจน์หลักฐานว่าเป็นปืนในราชการหรือไม่ ซึ่งในขั้นต้น กอ.รมน.ชี้แจงว่า รถยนต์ของราชการ คันที่มือปืนใช้ก่อเหตุ อดีต ร.ท.นาวิกโยธิน ยืมไปใช้ โดยที่ ผู้รับผิดชอบไม่ทราบว่า มีการนำไปก่อเหตุในการยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จนทำให้ พลขับ และ ตำรวจ ติดตาม บาดเจ็บสาหัส

นายไชยยงค์ กล่าวว่า การให้ข่าวว่า รถยนต์หลวง ของ กอ.รมน.จ.นราธิ วาส ถูกคนร้ายยืมไปใช้เป็นเหตุผลที่ยังฟังไม่ขึ้น และไม่เพียงพอในการ รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว จึงขอให้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 แถลงความชัดเจนต่อ สาธารณชน ถึงรายละเอียดทั้งหมด เช่น หลังการให้ยืมรถยนต์ไปแล้ว และทราบว่ามีการนำรถไปก่อเหตุ มีการจับกุม กลามมือปืน มีการแจ้งความหรือไม่ และ ผู้ให้ยืมกับ กลุ่มคนร้ายมีความเดียวข้อกับคดีที่เกิดขึ้นหรือไม่ หรือมีการรอจน เจ้าหน้าที่ยึดรถที่ชำแหละได้แล้ว จึงออกมาชี้แจงว่า รถคันดังกล่าวถูกยืมไป เรื่องนี่เป็นเรื่องใหญ่ ที่สร้างความเสื่อมแก่ กอ.รมน. และสร้างความ เคลือบแคลง และไม่เชื่อมั่นต่อ ประชาชน ที่มีแต่ กอ.รมน. เพราะมีความรู้สึกว่า ทหาร ในพื้นที่ มีส่วนในเหตุร้ายต่างๆที่เกิดขึ้น
รวมทั้งให้ แม่ทีพภาคที่ 4 ตรวจสอบ และแถลงให้ประชาชนในสามจังหวัดได้ทราบถึงเรื่องที่ ฉก.นราธิวาส นำ เฮลิคอปเตอร์  ปืนปืนกลอากาศ กราดยิงบริเวณเทือกเขาตะเว  อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ที่ ทำให้ ทรัพย์สินของ ประชาชน ได้รับความเสียหาย และ ฉก.นราธิวาส รับว่าเป็น เฮลิคอปเตอร์ ของ ทหาร ที่บินค้นหา กองกำลังติดอาวุธ ที่ ซุ่มยิง อส.ทพ. เสียชีวิต แต่ไม่ได้ ใช้ปืนกลอากาศ ในการ ปฏิบัติการ แต่ ประชาชน มีภาพถ่าย ที่เป็นรอยกระสุน ที่ยิงถูกต้นยางพารา ได้รับความเสียหาย ซึ่งสามารถ พิสูจน์ได้ว่าเกิดการการยิงทางอากาศหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ ได้สร้างความ ตื่นตระหนก ทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าไป ทำกิน ในพื้นที่ดังกล่าว เพราะไม่ทราบว่า จะมีเหตุการณ์ กราดยิง เกิดขึ้นอีกหรือไม่ เพราะในพื้นที่ ยังมี ปฏิบัติการ ของ กองกำลังติดอาวุธ บีอาร์เอ็น ต่อ เป้าหมาย ที่เป็น เจ้าหน้าที่รัฐ ทุกวัน การ ปฏิบัติการ ดังกล่าว เป็นการ ผลัก ประชาชน ให้ปีเป็น แนวร่วม ของ บีอาร์เอ็น มากขึ้น และสร้างความ หวาดระแวง และ เชื่อใน ไอโอ ของ บีอาร์เอ็น ว่า เหตุการณ์ ในพื้นที่ เป็นการสร้างสถานการณ์ ของ เจ้าหน้าที่รัฐ  รวมทั้งการที่มีการ ประกาศ ปิดถนน ครั้งละ 7 วัน หลังมีการ วางระเบิดแสวงเครื่อง ที่ทำให้ ประชาชน ในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อน ขอให้ ลดการ ปฏิบัติการ ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเพียง 1-2 วัน เพื่อ ลดความเดือดร้อนกับ ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่ และผู้ที่ต้อง สัญจร ในเส้นทางดังกล่าว
สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ต้อง แสดงความรับผิดชอบ ในฐานะผู้นำหน่วย ที่ต้องแถลงข้อเท็จจริงต่อประชาชน และแนวทางในการแก้ปัญหา เพื่อนำความสงบมายังพื้นที่ของสามจังหวัดภาคแดนภาคใต้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีการ ประกาศ ให้พื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ปลอดภัย แบบมีแต่ นามธรรม แต่ ข้อเท็จจริง ไม่มีพื้นที่ ปลอดภัย แม้แต่พื้นที่เดียวไม่ได้ เพราะการ ประกาศพื้นที่ปลอดภัย โดยไม่มีที่ ปลอดภัย เป็นการ หลอกลวง ประชาชน สว. สายความมั่นคง กล่าวท้ายสุด


Saturday, April 4, 2026

“กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา จัดสัมมนาระดับภูมิภาคที่สงขลา รับฟังข้อเท็จจริงจากหน่วยบริการ เพื่อปฏิรูประบบงบประมาณบัตรทอง”


คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยจัดสัมมนาเชิงนโยบายระดับภูมิภาค เพื่อเปิดเวทีรับฟังข้อเท็จจริงจากพื้นที่ พร้อมระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของระบบ “บัตรทอง”
เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ระหว่างเวลา 08.00 – 15.00 นาฬิกา นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข พร้อมด้วยนายโสภณ มะโนมะยา รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้นำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อจัดสัมมนาเชิงนโยบาย (ระดับภูมิภาค) ในหัวข้อ “การปฏิรูประบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ณ ห้องลากูน่า ควีน บี ชั้น 1 โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา จังหวัดสงขลา
การจัดสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นการรับฟังข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์จากพื้นที่ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบายระหว่างผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารหน่วยบริการ บุคลากรสาธารณสุข และภาควิชาการ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการปฏิรูปที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และสอดคล้องกับบริบทของระบบบริการสุขภาพในพื้นที่
ทั้งนี้ เวทีสัมมนาได้เปิดการอภิปรายใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่
1. โครงสร้างงบประมาณและต้นทุนจริงของบริการสุขภาพ
2. ต้นทุนหน่วยบริการและผลกระทบในพื้นที่
3. กลไกการกำกับดูแลและขอบเขตอำนาจหน้าที่
4. ธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพของระบบ
5. ช่องว่างทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
จากการอภิปรายและการแสดงความคิดเห็น พบว่า ควรมุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณตามต้นทุนจริง และควรทบทวนพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลให้เกิดความโปร่งใส ลดภาระงานของผู้ปฏิบัติงาน โดยยึดผลสัมฤทธิ์ของการให้บริการสุขภาพต่อประชาชนเป็นสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พิจารณาบูรณาการสิทธิประโยชน์ระหว่าง 3 กองทุนหลักด้านสุขภาพ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ควบคู่กับการกำหนดนิยามสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานให้ชัดเจน และการนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพให้มีความยั่งยืนทางการคลัง มีความเป็นธรรมต่อหน่วยบริการ และสามารถรักษาความยุติธรรมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
ภายหลังการสัมมนา ได้มีการจัดกระบวนการระดมความคิดเห็นเชิงปฏิบัติการ (Workshop) แบ่งเป็น 4 กลุ่ม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย ครอบคลุมทั้งข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ข้อเสนอเชิงกฎหมาย และข้อเสนอเชิงโครงสร้าง ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ด้านโครงสร้างงบประมาณการคลัง
เสนอให้ปรับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณตามบริบทพื้นที่และมาตรฐานการดำเนินงานขั้นต่ำ พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อรองรับการร่วมจ่าย (Co-payment) ปฏิรูปโครงสร้างค่าตอบแทนให้สะท้อนภาระงานจริง และลดความซ้ำซ้อนของระบบสารสนเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขในระยะยาว
กลุ่มที่ 2 ด้านการบริหารจัดการและระบบกำกับติดตาม (M&E)
จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและภาระงานของหน่วยบริการ จึงเสนอให้กำหนดกรอบนโยบายสิทธิประโยชน์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 4 เดือน เพื่อให้หน่วยบริการสามารถวางแผนทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งพัฒนากลไกธรรมาภิบาลที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

กลุ่มที่ 3 ด้านยุทธศาสตร์และแรงจูงใจของระบบ
เสนอให้ปรับปรุงรูปแบบการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อเสริมความยั่งยืนทางการคลัง รวมทั้งแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างภาระงานและค่าตอบแทนบุคลากร ควบคู่กับการบูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการปฐมภูมิ และรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย

กลุ่มที่ 4 ด้านโครงสร้างอำนาจและธรรมาภิบาล
จากความซับซ้อนของโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านผลประโยชน์ทับซ้อนและการจัดสรรงบประมาณแบบรวมศูนย์ จึงมีข้อเสนอให้ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการให้มีความหลากหลายและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมทั้งกระจายอำนาจการบริหารจัดการงบประมาณสู่ระดับเขต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน และพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพที่โปร่งใสและปลอดภัย

คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ระบุว่า ข้อสรุปและข้อเสนอแนะจากการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเชิงนโยบายตามอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ครอบคลุมทั้งด้านการกำกับดูแล การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และการผลักดันแนวทางพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ “บัตรทอง” ในระยะต่อไป จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของระบบให้สามารถรองรับภาระด้านสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน


ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง
🌐 เว็บไซต์คณะกรรมาธิการ : https://www.senate.go.th/view/424/main/TH-TH/
#กมธ.  #สาธารณสุข #สว #กรรมาธิการ #วุฒิสภา
#กมธสาธารณสุขวุฒิสภา #วุฒิสภา #สาธารณสุขวุฒิสภา
#คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข

งามไส้! ชาวบ้านแจ้งจับ 'โกดังน้ำมันทุนจีน' 1 แสนลิตร พลังงานชี้ชัดผิด 2 กระทงรวด หลังพื้นที่เคยปัด 'ไม่ผิด'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ ประชาชน ใน อ.สะเดา จ.สงขลา ได้มีการเผยแพร่ข่าวทางโซเซียล ว่า มีผู้ประกอบการขนส่งที่เป็นชาวมาเลเซีย ซึ่งมีลานจอดรถเทรลเลอร์ วิ่งระหว่างไทย-มาเลเซีย ที่ ถนนกาญจนวณิชย์ ห่างจาก ที่ว่าการอำเภอ และ สภ.สะเดา ประมาณ 1 กิโลเมตร มีการ กักตุนน้ำมัน ไว้เป็นจำนวนมาก   ทำให้ เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่เข้าตรวจสอบ และแจ้งให้ฝ่าย ปกครอง และ ตำรวจ เข้าทำการตรวจสอบ โดย ตัวแทนของฝ่ายปกครอง และ ตำรวจ ยืนยันว่า เจ้าของบริษัทดังกล่าวมี ใบอนุญาต กักเก็บน้ำมันถูกต้อง ทำให้ ทหารชุดดังกล่าว ถอนกำลังกลับ
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน  นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผวจ. สงขลา ที่ได้รับรายงานดังกล่าว ได้สั่งการให้พลังงานจังหวัด  นายอำเภอสะเดา  ผกก.สภ.สะเดา ศุลการกร สรรพสามิต และ ตำรวจ ปนม.ภ.9 เข้าตรวจสอบ ลานจดรถบรรทุกระหว่างประเทศของ บริษัทอินเตอร์ เอเซียโลจิสติกส์  ซึ่งเป็นของชาวจีนมาเลเซีย ที่เข้ามาตั้งบริษัทอยู่ใน อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งตั้งอยู่ถนนกาญจนวณิชย์  เทศบาลเมืองสะเดา อีกครั้ง โดยพบว่า มีการ กักเก็บน้ำมันดีเซล จำนวน 100,000 ลิตร ในถังใต้ดิน  50,000 ลิตร และถังบนดิน ถังละ 1000 ลิตร อีก35 ถัง 
โดย ผู้รับผิดชอบ สถานที่ดังกล่าว ไม่สามารถนำหลักฐานมายืนยันว่ามีการขออนุญาตเก็บกักน้ำมันอย่างถูกต้อง และไม่มีที่มา ที่ไป ของน้ำมันดังกล่าว ว่าสั่งซื้อจากบริษัทไหน เมื่อไหร่  ซึ่ง  ปนม.ตร.ภาค 9 จึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับผู้ดูแลบริษัทดังกล่าวรวยมทั้งเจ้าของบริษัทดังนี้ 1 ความผิดตาม พรบ ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พซ. 2542 ประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3  สถานีบริการน้ำมันเชื่อเพลิงเพื่อใช้เอง โดยไม่ได้รับอนุญาต  และความผิดตราม พรบ. การค้าน้ำมันเชื้อเพิลิง พศ. 2543 คุฯภาพน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน  จึงทำการเก็บตัวอย่างและส่งตรวจ โดยกรมธุรกิจพลังงาน  หากพบว่าน้ำมันเชื้อเพลิงคุฯภาพไม่เป็นไปตามที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกำหนด จะแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าวต่อไป
สำหรับน้ำมันที่ตรวจพบทั้งหมด จากการสืบสวนในเชิงลึก ทราบว่า บริษัทดังกล่าวได้ให้รถ หัวลาก ทั้งหมดของ บริษัท เติมน้ำมันจากประเทศมาเลเซีย ก่อนที่ มาเลเซียจะประกาศขึ้นราคาน้ำมัน และนำน้ำมันที่เติมมาจากประเทศมาเลเซีย มาถ่านลงถังเพื่อ กักตุน เอาไว้ ใช้ในกิจการขนส่งของบริษัท สำหรับใน อ.สะเดา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บริษัทโลจิสติกส์ ที่เป็นของคนจีนมาเลเซีย ทุกบริษัทจะทำแบบเดียวกัน ถือการ ลักลอบน้ำเข้ามา น้ำมันจากมาเลเซีย มากักตุน ในถังใต้ดิน และ บนดิน ดังนั้นจังหวัดสงขลา ต้องส่ง เจ้าหน้าที่ไปตรวจ บริษัทโลจิสติกส์ ทุกแห่ง เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ทำผิดแค่ไม่ใบใบอุญาติในการกักเก็บน้ำมัน แต่มีความผิดในข้อหา ครอบครองน้ำมันเถื่อน ที่ไม่มีการเสียภาษีนำเข้าประเทศด้วย

สัมพันธ์มิตรภาพจีนแน่นแฟ้นสื่อสงขลา

กงสุลจีนพบสื่อสงขลา หารือความร่วมมือกับนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา สะท้อนการสื่อสาร ประสานความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เผยแพร่กิจกรรมไทย-จีน ในสงขลาและภาคใต้
วันที่ 3 เมษายน 2569 นายวัง  จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา พร้อมคณะ ร่วมรับประทานอาหารกับตัวแทนสื่อมวลชนในจังหวัดสงขลา ในการร่วมกันหารือเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการประชาสัมพันธ์ การสื่อสารสาธารณะ และแนวทางการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ 
การหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาความร่วมมือด้านการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านสื่อสารมวลชน รวมถึงการใช้สื่อสมัยใหม่และแพลตฟอร์มดิจิทัล 
นอกจากนี้ กงสุลใหญ่จีนยังเสนอแนวคิดให้ผู้สื่อข่าวในจังหวัดสงขลา และในพื้นที่ภาคใต้เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเรื่องราวทั้งด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต อาหารของจีนพร้อมนำประสบการณ์ดังกล่าวมาเผยแพร่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนให้เข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น
    ขณะเดียวกัน ก็ยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ผ่านกิจกรรมทช่วยเหลือประชาชน ด้านการค้าสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ทุเรียน มะพร้าวน้ำหอม พร้อมทั้งส่งเสริมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรของไทยให้มีผลผลิตด้านการเกษตรให้มีคุณภาพตรงกับความต้องการตลาดในประเทศจีนเพิ่มมากขึ้น 
นายวัง จื้อเจียน กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ประเทศจีนมีความหลากหลายทางชนชาติ คนจีนเห็นว่าการพัฒนาคือความมั่นคงโดยยึดหลักความเท่าเทียม และขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อย ที่ล้าหลัง ที่ไม่มีการพัฒนา
แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากความเท่าเทียม จีนยังให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพและความคิดซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กเป็นสำคัญ จึงทำให้ประเทศจีนมีการพัฒนาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่อง 
กงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา ยังกล่าวต่อว่า การมาพบสื่อมวลชนในครั้งนี้ นอกจากต้องการหารือความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์แล้ว ยังตั้งใจมาเพื่อให้กำลังใจผู้สื่อข่าวในจังหวัดสงขลา ซึ่งได้ผ่านวิกฤตน้ำท่วมมา เมื่อปลายปี และขอชื่นชมในความทุ่มเทที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อประชาชน 
 และขณะเดียวกันกงสุลจีนก็ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือและส่งกำลังใจแก่ประชาชนในจังหวัดสงขลา 

นอกจากนั้นประเทศจีนเองก็ยังมีนโยบายที่จะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาช่วยพัฒนาประชาชนในภาคใต้อีกเช่นกัน แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่มีความแน่นแฟ้นเปรียบเสมือนพี่น้องที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งในยามปกติและยามวิกฤต
    
ด้าน นาย ไชยยงค์  มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า การประสานความร่วมมือด้านการประชาสัมพันธ์กับสถานกงสุลใหญ่จีนในครั้งนี้ถือเป็นการการทำงานเชิงรุกของกงสุลจีนที่ให้เกียรติกับสื่อมวลชนของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาการสื่อสาร แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจระหว่างประชาชน และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนในจังหวัดสงขลา และภาคใต้ จะร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์ของประเทศจีนอย่างเต็มศักยภาพเพื่อให้การสื่อสารข้อมูลข่าวสารถึงประชาชน ทั้ง 2 ประเทศดำเนินต่อไปได้ และพร้อมให้ความร่วมมือกับทางสถานกงสุลใหญ่จีนในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต
//

"ระทึกพิษณุโลก! เด็กเล่นน้ำผงะเจอ 'ระเบิด ค.81' ใต้คลองชลประทาน หิ้วขึ้นมาวางไม่รู้ตัว โชคดีแจ้งตำรวจทัน"

วันนี้ 5 เม.ย. 2569 ร.ต.ต.ประทีป มีอุดร หัวหน้าหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง(บ้านป่า) กำลังปฎิบัติหน้าที่อยู่ เด็กๆเยาวชนพื้นที...