Friday, June 19, 2026

ประจวบคีรีขันธ์_ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดยาบ้าเพิ่ม พร้อมอาวุธปืน

          วันที่ 19 มิ.ย.69 เวลา 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย  หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้นายทนงศักดิ์  รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโสอำเภอทับสะแก นายพงศ์นรินทร์  สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.สังกัด ร้อย อส.อ.ทับสะแกที่6 จำนวน 3 นาย และกำลังชุดปฎิบัติการล้างบางยาเสพติดอำเภอทับสะแก ประกอบด้วย นายชลิต  เพชรดี กำนันตำบลอ่างทอง  นายวุฒิชัย  อำนวยผล ผญบ.ม.8 ตำบลอ่างทอง  นางโนรี ฉัตรบรรยงค์ ผญบ.ม.4 ตำบลแสงอรุณ  นายฉัตรชัย  ฝักเล็ก ผญบ. ม.1 ตำบลห้วยยาง  กวดขันการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำสั่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และกระทรวงมหาดไทย โดยได้ติดตามข้อมูลการขยายผลผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก
         ผลการปฏิบัติ ตามข้อมูลเพื่อการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จำนวน 1 ราย คือ จับกุม นายศักดิ์ชัย(ขอสงวนนามสกุล)ราษฎรหมู่ที่ 5 ตำบลทับสะแก อำเภอทับสะแก  แต่มาอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 93/8 หมู่ที่4 ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก พร้อมด้วยของกลาง 1.ยาเสพติดให้โทษ  ประเภท1 (ยาบ้า) จำนวน 166 เม็ด  2.อาวุปืนสั้นชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม ยี่ห้อ CZ เลขหมายประจำปืน A315809 จำนวน 1กระบอก 3.เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 7 นัด 4.ซองบรรจุกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนสั้นยี่ห้อ CZ รุ่น 75 P-01 จำนวน 1 ซอง 5.รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า สีเทาคันหมายเลขทะเบียน กพ  347 ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน
     โดยแจ้งข้อกล่าวหา 1.จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย 2.เสพยาเสพติดให้โทษประเภท1(เมทแอมเฟตามีน)โดยผิดกฎหมาย 3.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยผิดกฎหมาย สอบสวนขยายผลและนำตัวผู้กระทำผิดพร้อมของกลางมาจัดทำบันทึกการจับกุม และส่ง พงส.สภ.ห้วยยาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
//////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0623644468

พิษณุโลก "พิกุลแก้ว" ขับเคลื่อนพัฒนาสตรีก้าวไกล การเรียนรู้ เพื่อเป็นครู ก ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ดอกกุหลาบควีนสิริกิต์ ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 09 30  น.ณ ห้องประชุมโรงเรียนเทศบาลดำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาสตรีจังหวัด(กพสจ.)พิษณุโลก  เป็นการประชุมสัญจรอำเภอวัดโบสถ์ ก่อนการประชุมผู้เข้าร่วมประชุมได้ยืนสงบนิ่งแสดงความไว้อาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 
โดยมีระเบียบวาระการประชุมที่สำคัญ เพื่อทราบการคัดเลือกสตรีดีเด่นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2569 โดยกรมการพัฒนาชุมชน กำหนดโครงการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ประจำปีงบประมาณ 2569 กิจกรรมถอดบทเรียนความสำเร็จการชับเคลื่อนโยบายบายกระทรวงมหาดไทยขององค์กรสตรี 
ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรสตรีเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีทักษะ และวิธีการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชมชนตามภารกิจขององค์กรสตรีที่มีประสิทธิภาพ และเกิดเครือข่ายองค์กรสตรีที่เข้มแข็ง และเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณดีเด่นที่ขับเคลื่อนงานตามภารกิจองค์กรสตรีที่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ประชาชน
ชุมชน มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้อีกด้วย 
โดยดำเนินการประชาสัมพันธ์ รับสมัครสตรีที่มีผลการขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบาย กระทรวงมหาดไทย ประจำปี 2569 พร้อมจัดทำเอกสารแบบประวัติและเสนอผลงานดีเด่นตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกส่งให้จังหวัดพิษณุโลก ตำเนินการพิจารณาศัตเลือกร่วมกับประธานคณะกรรมการพัฒนา
สตรีจังหวัตพิษณุโลก คัดเลือกให้เหลือจังหวัตละ 2 คน 
โดยการประชุมครั้งนี้ได้เพิ่มวาระการเรียนรู้  เพื่อเป็นครู  ก การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ดอกกุหลาบควีนสิริกิต์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง   สำหรับนำไปเผยแพร่แก่กลุ่มสตรีและผู้สนใจทั้ง 9 อำเภอ 
นอกจากนั้นมีการแจ้งเรื่องการโอนเงินอุตหนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โครงการ สตรีพิษณุโลกก้าวไกล ด้วยธรรมาภิบาลและนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน จำนวน 171,000 บาท เรียบร้อยแล้ว ตลอดจนเรื่องเพื่อพิจารณาการดำเนินโครงการเงินอุดหนุน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี 
อีกทั้งโครงการสตรีพิษณุโลกก้าวไกล ด้วยธรรมาภิบาลและนวัดกรรมสู่ความยั่งยืน จำนวนเงิน 393,000 บาท จำนวน 2 วัน ณ โรงแรมในจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มเป้าหมาย
จำนวน 90 คน

ทลายเว็บพนันหมื่นล้าน! ภ.6 รวบเครือข่าย “RB289.online” เงินหมุนเวียน 15 ล้าน/เดือน

พิษณุโลก/ตาก ชุดสืบจับแก๊งพนันออนไลน์“RB289.online”เงินหมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาทต่อเดือน จับแล้ว 1 คน เหลืออีก 6 หมายจับ 
     วันนี้ 19 มิ.ย.69 พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์  ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.อมรศักดิ์ เกษมก์สิริ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.ณัฐวุฒิ ภาคภูมิ รอง ผบช.ภ.6, พล.ต.ต.ไพศาล  นันตา ผบก.ภ.จว.ตาก, พ.ต.อ.พีระเพชร  อุบลจิตต์ รอง ผบก.ภ.จว.ตาก, พ.ต.อ.หิรัญ  ภู่ตระกูล รอง ผบก.ภ.จว.ตาก, พ.ต.อ.รัง  ดาวดึงส์ ผกก.สภ.แม่สอด, พ.ต.อ.พงษ์พันธ์  ออมสิน ผกก.สืบสวน ภ.จว.ตาก ได้สั่งการให้ ตำรวจภูธรจังหวัดตาก นำโดย  พ.ต.อ.รัง  ดาวดึงษ์ ผกก.สภ.แม่สอด, พ.ต.อ.พงษ์พันธ์  ออมสิน ผกก.สืบสวน ภ.จว.ตาก, พ.ต.ท.อำนาจ  มณฑา รอง ผกก.สืบสวน ภ.จว.ตาก, พ.ต.ต.ทีรฆะ  ตั้งสุขสันต์ สว.กก.สืบสวน ภ.จว.ตาก ร่วมกันทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกลุ่มคนร้ายร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์(สล็อต)พนันเอาเงินโดยไม่ได้รับอนุญาตและร่วมกันฟอกเงิน
     ตำรวจสืบสวน ภ.จว.ตาก และ สภ.แม่สอด ได้ขยายผลเว็บพนันออนไลน์จากการจับกุมผู้เล่นการพนันออนไลน์ในพื้นที่และกันได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา เครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ “ RB289.online” พบเงินหมุนเวียนกว่า 15 ล้านบาท ต่อเดือน ซึ่งออกหมายจับได้จำนวน 7 ราย สามารถจับกุมได้จำนวน 1 ราย คือ
    นายภูชิต (สงวนนามสกุล)  อายุ 25 ปี ซอยประชาอุทิศ 4 แยก 6 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตามหมายจับศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ จ.93/2569
ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2569
    ส่วนผู้ต้องหาตามหมายจับอีก 6 ราย จะดำเนินการสืบสวนจับกุมต่อไป
    โดยกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาได้กระทำความผิดในข้อหา  “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศ โฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นหรือเข้าพนัน (สล็อตออนไลน์)  ในการเล่นซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และร่วมกันฟอกเงิน”
    พร้อมตรวจค้นสถานที่เชื่อมโยงที่บ้านซอยประชาอุทิศ 4 แยก 6  แขวงดอนเมือง  เขตดอนเมือง  สามารถตรวจยึดที่สิ่งของที่ใช้เป็นพยานหลักฐานเชื่อมโยงในการกระทำความผิดของกลางในคดี            มีรายละเอียด ดังนี้
    1. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 10 เครื่อง
    2. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 18 เล่ม
    3. บัตรเอทีเอ็ม จำนวน 49 ใบ
    4. คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง
    กก.สืบสวน ภ.จว.ตาก จะขยายผลจับกุมเครือข่ายเว็บการพนันดังกล่าวต่อไป
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

ประจวบคีรีขันธ์_SSI–TCRSS ผนึก NEA ร่วมโครงการศึกษาไฮโดรเจนสีเขียวสำหรับผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) (SSI) และบริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) (TCRSS) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ ร่วมลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent: LoI) ภายใต้โครงการ “การศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตเหล็กสีเขียวสำหรับประเทศไทย” (Feasibility Study of Green Steel Production for Thailand) กับบริษัท นูมาน แอนด์ เอสเซอร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (NEA) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ในการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel) ในประเทศไทย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปสู่การผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการดังกล่าวครอบคลุมการศึกษาทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานองค์ความรู้สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต ตลอดจนส่งเสริมความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ไฮโดรเจนสีเขียวในภาคตลาดและอุตสาหกรรมของไทย นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ยังมุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมไทย–เยอรมนี เพื่อผลักดันนวัตกรรมและความร่วมมือด้านไฮโดรเจนสีเขียวในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่การเป็นโครงการนำร่องในภาคอุตสาหกรรม ที่สามารถขยายผลและพัฒนาเป็นต้นแบบสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภายหลังพิธีลงนาม บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอได้นำเสนอภาพรวมองค์กร การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานเหล็กสีเขียว รวมถึงภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำคณะผู้เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นของ TCRSS เพื่อศึกษากระบวนการผลิต เครื่องจักร และแนวทางการบูรณาการไฮโดรเจนสีเขียวเข้าสู่กระบวนการผลิตเหล็กสีเขียวของบริษัท อันเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กสู่การผลิตคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในอนาคต
//////////////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0623644468

อบจ.พิษณุโลก ผนึกกำลังท้องถิ่น 102 แห่ง จัดกิจกรรมส่งมอบขยะอันตรายกว่า 20 ตัน ไปกำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

วันที่ 19 มิถุนายน 2569 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก มอบหมายให้ นายเอกพงษ์ กุลเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิด “กิจกรรมส่งมอบขยะอันตราย” ประจำปี 2569 โดยมี นายอนุพันธ์ เนียมสกุล ผู้อำนวยการกองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนามคณะผู้จัดงาน กล่าวรายงาน ณ ศูนย์เครื่องจักรกลองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ตำบลวังพิกุล อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับเกียรติจากหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง อาทิ ท้องถิ่นจังหวัดพิษณุโลก, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิษณุโลก, สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 3 รวมถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการบูรณาการร่วมกันเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีของชาวพิษณุโลกอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดพิษณุโลก ให้เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมขยะอันตรายจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่เพื่อนำไปกำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยการจ้างภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาดำเนินการโครงการดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดย อปท. ในพื้นที่มีหน้าที่เก็บรวบรวมขยะอันตรายจากทุกชุมชนและหมู่บ้านแล้วนำมาส่งมอบให้กับ อบจ.พิษณุโลก เพื่อนำไปกำจัดพร้อมกัน ซึ่งกิจกรรมในปีนี้ดำเนินงานในระหว่างวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2569 โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำขยะอันตรายเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 102 แห่ง 
สำหรับขยะอันตรายที่รวบรวมและส่งมอบเพื่อนำไปกำจัดในครั้งนี้มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 20,028.0 กิโลกรัม หรือกว่า 20 ตัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดไฟ: 13,689.5 กิโลกรัม, ถ่านไฟฉาย: 3,157.1 กิโลกรัม, กระป๋องสเปรย์: 740.8 กิโลกรัม, ขวดสารเคมี: 1,426.8 กิโลกรัม และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์: 1,013.80 กิโลกรัม โดยทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก จะนำขยะอันตรายทั้งหมดไปกำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการต่อไป.

“สรรเพชญ” ติดตามตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ย้ำไม่ทุบทิ้ง เร่งเดินหน้าโครงการเพื่อประชาชน เร่งรื้อถอนเครนภายใน 3 วันหวั่นกระทบความปลอดภัย

วันนี้ (19 มิถุนายน 2569) ที่โรงพยาบาลสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลา หลังประสบปัญหาผู้รับเหมารายเดิมทิ้งงาน ส่งผลให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด โดยมีนายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา พร้อมนพ.รัตนพล ล้อประเสริฐกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามและรายงานความคืบหน้าโครงการอย่างใกล้ชิด
นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า  ตนในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี และได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความห่วงใยในโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้นแห่งนี้ ถือเป็นโครงการสำคัญด้านสาธารณสุขของจังหวัดสงขลา ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง จึงได้ประสานงานร่วมกับจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้โดยเร็วที่สุด
สำหรับโครงการดังกล่าวมีวงเงินก่อสร้างรวม 426 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมารายเดิม เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบงานอย่างต่อเนื่อง จนมีค่าปรับสะสมเกินร้อยละ 10 ของวงเงินสัญญา และระยะเวลาก่อสร้างเกินกว่าที่กำหนดไว้ ส่งผลให้โรงพยาบาลสงขลาสามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้
ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการปรับราคากลางใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อนเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณา และดำเนินการจัดทำ TOR เพื่อเปิดประมูลหาผู้รับเหมารายใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างต่ออีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะสามารถเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์
ด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร วิศวกรของโรงพยาบาลสงขลายืนยันว่า ตัวอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนยังมีความมั่นคงแข็งแรงและได้มาตรฐาน สามารถดำเนินงานต่อได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนกังวลเกี่ยวกับเครนและนั่งร้านที่ยังคงอยู่ในพื้นที่นั้น ได้ข้อสรุปให้ผู้รับเหมารายเดิมเข้ารื้อถอนออกโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากผู้รับเหมารายเดิมไม่ดำเนินการ จังหวัดสงขลาได้อนุมัติงบประมาณสำรองจ่ายจำนวน 300,000 บาท เพื่อให้โรงพยาบาลดำเนินการรื้อถอนเองทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและค่าปรับจากผู้รับเหมารายเดิมตามกฎหมายต่อไป
นายสรรเพชญ ยังยืนยันว่า “ขอยืนยันตรงนี้ว่ากระแสข่าวเรื่องการทุบตึกทิ้งไม่เป็นความจริง ตึกนี้ไม่มีการทุบทิ้งแน่นอน” พร้อมระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้อาคารสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้โดยเร็วที่สุด ส่วนแนวทางการใช้ประโยชน์ในอนาคต จะมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุข อาจมีการปรับพื้นที่บางส่วนเป็นศูนย์รักษาเฉพาะทาง หรือคลินิกพรีเมียม เพื่อรองรับการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น โรงพยาบาลสงขลา เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 และกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 โดยจากการตรวจสอบพบความล่าช้าของการส่งมอบงานในหลายงวด จนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาและเตรียมดำเนินการจัดจ้างผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อให้โครงการสำคัญของจังหวัดสงขลาแห่งนี้สามารถเดินหน้าต่อและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป.

กยท.เร่งเครื่องผลิตปุ๋ยอินทรีย์เม็ด รับสูตร 70:30 ลดต้นทุนสวนยาง สกัดเสี่ยงปุ๋ยเคมีขาดแคลน

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามแนวทาง 70:30 พร้อมพัฒนานวัตกรรม “ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ด” ภายใต้แบรนด์ กยท. หวังลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย และเตรียมรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต่อการนำเข้าปุ๋ยเคมีในอนาคต
นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ กยท. เปิดเผยว่า กยท. ขานรับนโยบาย กษ. ที่ส่งเสริมให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีเหลือ 70% และทดแทนด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือชีวภัณฑ์อีก 30% ตามผลวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและลดความเสี่ยงกรณีปุ๋ยเคมีขาดแคลน
ทั้งนี้ กยท. ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กับปุ๋ยเคมี เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มธาตุอาหารรองและจุลธาตุที่จำเป็น ช่วยเสริมความแข็งแรงของต้นยาง เพิ่มผลผลิตและคุณภาพน้ำยางในระยะยาว พร้อมช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดของ กยท. เป็นการต่อยอดจากโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำและน้ำนมดิบ โดยนำวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิตมาเพิ่มมูลค่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์เม็ดที่มีอินทรียวัตถุ (OM) รับรอง 20% ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและธาตุอาหาร เหมาะสำหรับพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ทั้งข้าว พืชไร่ ไม้ผล ปาล์มน้ำมัน ยางพารา รวมถึงพืชผักและไม้ดอกไม้ประดับ
นอกจากนี้ กยท. ยังมีแผนรุกธุรกิจปัจจัยการผลิตทางการเกษตรภายใต้เครื่องหมายการค้าของ กยท. โดยควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์เหลว “อะมิโนนม” ที่อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร และเตรียมทยอยกระจายสินค้าออกสู่ตลาดในเร็ว ๆ นี้

นายญาณกิตติ์ กล่าวว่า การพัฒนาปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่มีอยู่ พัฒนาปัจจัยการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดต้นทุนการผลิต เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางไทยอย่างยั่งยืน

ประจวบคีรีขันธ์_ยุทธการเมืองสามอ่าว ล้างบางยาเสพติดและขจัดสิ่งชั่วร้าย ของนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยึดยาบ้าเพิ่ม พร้อมอาวุธปืน

          วันที่ 19 มิ.ย.69 เวลา 09.00 น. ภายใต้การอำนวยการของนายมนต์ชัย  หนูสาย นายอำเภอทับสะแก สั่งการให้นายทนงศักดิ์  รุ่งรัศ...