Friday, May 2, 2025

จังหวัดสิงห์บุรี แถลงข่าวจัดงาน “มหัศจรรย์เตาเผาแม่น้ำน้อย” เตรียมเปิดม่านมหกรรมวัฒนธรรม 9–11 พฤษภาคมนี้

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ณ บริเวณพิพิธภัณฑ์เตาเผาแม่น้ำน้อย อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม “มหัศจรรย์เตาเผาแม่น้ำน้อย” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก นายวราดิศร อ่อนนุช รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนในพื้นที่เข้าร่วม
งาน “มหัศจรรย์เตาเผาแม่น้ำน้อย” กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9 – 11 พฤษภาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์เตาเผาแม่น้ำน้อย ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ พร้อมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยภายในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ
การแสดงแสง สี เสียง มิวสิคัลย้อนยุค ถ่ายทอดเรื่องราว “ตำนานเตาเผาแม่น้ำน้อย” ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต
การแสดงลิเก และการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน   สาธิตการปั้นเครื่องปั้นดินเผาแบบโบราณ  การแข่งขันตอบคำถามประวัติศาสตร์, การแข่งขันวาดภาพ, การแข่งขันมัคคุเทศก์น้อย และการแข่งขันทำอาหาร  ร้านจำหน่ายอาหารพื้นถิ่นและคาราวานสินค้า OTOP ของดีจากจังหวัดสิงห์บุรี
ทั้งนี้ งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนรอบเตาเผาแม่น้ำน้อย อันเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ตลอดจนสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผ่านกิจกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
//สรวัชร สรรเพ็ชร์ – รายงาน//

สิงห์บุรี / ตำรวจบางระจันอำนวยความสะดวกตีเส้นทางม้าลาย เสริมความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00 น. ภายใต้การอำนวยการของพ.ต.อ.เสน่ห์ เจริญจิตร ผกก.สภ.บางระจัน และ พ.ต.ท.ฉัตรชัย พวงทอง สวป.สภ.บางระจัน
ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สายตรวจจราจร สภ.บางระจัน ลงพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตีเส้นทางม้าลาย ณ บริเวณถนนเส้นบางระจัน หน้าที่ว่าการอำเภอบางระจัน (ชันสูตร)
การดำเนินงานดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้ถนน และส่งเสริมให้เกิดการเคารพกฎจราจร โดยเฉพาะในจุดที่มีผู้คนพลุกพล่านและมีการสัญจรหนาแน่น
ภาพโดย: สภ.บางระจัน
รายงานข่าวโดย: สรวัชร สรรเพ็ชร์

Thursday, May 1, 2025

อาจารย์เมย์ เดินหน้าจัดโครงการ “ทำดีให้คนมองเห็น ปีที่ 4” แจกแว่นสายตาผู้สูงอายุกว่า 1,500 คน

มีรายงานว่า ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้มีการจัดกิจกรรมอย่างเป็นทางการในโครงการ “ทำดีให้คนมองเห็น ปีที่ 4” ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท แฮปปี้ฮวงจุ้ย จำกัดโดยมี อาจารย์เมย์ ดร.จินต์วยา เบญญจินดาพิศุทธ์ ซินแสฮวงจุ้ยชื่อดังของประเทศไทย เป็นประธานโครงการ และขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาทางสายตา แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  โดยภายในพิธีเปิด ได้รับเกียรติจาก นายปัญญา ปานแสง นายอำเภอน้ำหนาว เป็นประธานในพิธี 
โครงการในปีนี้ตั้งเป้ามอบแว่นสายตาคุณภาพให้กับ ผู้สูงอายุจำนวน 1,500 คน จาก 30 หมู่บ้าน ครอบคลุม 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลน้ำหนาว, ตำบลโคกมน, ตำบลวังกวาง และตำบลหลักด่าน โดยคุณสมบัติของผู้รับบริการในโครงการนี้ ได้แก่:อายุ 50 ปีขึ้นไปมีรายได้น้อย ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือนมีปัญหาสายตา เช่น สั้น ยาว เอียง และยังไม่เคยได้รับแว่นจากโครงการนี้มาก่อน​ ซึ่งแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 วัน คือ วันที่ 30 เมษายน 2568 ณ หอประชุมอำเภอน้ำหนาว, วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารอเนกประสงค์​ หมู่ 1 ตำบลวังกวาง และวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหลักด่าน
ทั้งนี้ ในช่วงเช้า ทางคณะผู้จัดงานยังได้รับความเมตตาจาก พระครูพัชรคณาภิรักษ์ เจ้าคณะอำเภอน้ำหนาว และเจ้าอาวาสวัดโคกมน  กล่าวสัมโมทนียกถา แก่ผู้สูงอายุ และจิตอาสาที่มาร่วมงาน ถึงแม้ร่างกายจะร่วงโรย แต่ถ้าใจยังศรัทธา ยังเห็นค่าความดี ก็ถือว่าเรายังมีพลังอยู่ วันนี้ไม่ใช่แค่ได้แว่น แต่คือได้เห็นธรรมะ ได้แสงสว่าง ได้เห็นคุณค่าชีวิตอีกครั้ง
กิจกรรมในงานประกอบด้วยการวัดสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์​ วัดด้วยเลนส์เซ็ท และมอบแว่นตาที่ประกอบใหม่จากเลนส์คุณภาพ CR39 โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ให้พ่อโซ้น แม่โซ้น ได้รับแว่นสายตาคุณภาพ ตรงกับค่าสายตาจริง นอกจากอิ่มใจ ยังอิ่มท้องด้วยโรงทาน อาหารคาวหวาน อาหารเจ น้ำดื่ม และจิตอาสาคอยดูแลผู้สูงอายุตลอดงาน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ปิติใจ และเปี่ยมด้วยน้ำใจ
หนึ่งในช่วงเวลาที่ประทับใจที่สุดของวัน คือการได้พบกับคุณลุงวัย 84 ปี ที่แม้จะอายุมาก แต่ยังแข็งแรงและเดินทางมาด้วยตนเอง โดยคุณลุงเล่าว่า รอคอยโครงการนี้มานาน เพราะที่ผ่านมาใส่แว่นตลาดที่ไม่ตรงค่าสายตา มองเห็นไม่ชัด และอ่านหนังสือธรรมะไม่ได้ รู้สึกดีใจมากที่อาจารย์เมย์ยังมาทุกปี ปีนี้ก็ไม่พลาด จะได้อ่านหนังสือได้อีกครั้ง
โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งปกครอง, หน่วยงานท้องถิ่น ข้าราชการ, อบต., สาธารณสุขอำเภอ, โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และจิตอาสามากมาย ที่มาร่วมทำงานเพื่อส่วนรวมด้วยจิตสาธารณะ ที่สำคัญ​และขาดไม่ได้ คือคณะเจ้าภาพร่วม โดยเจ้าภาพหลักได้แก่ บริษัท​ แฮป​ปี้ฮวงจุ้ย​ จำกัด, คุณวีรวิชญ์ อัศวภิญโญภาคย์ และครอบครัว, คุณวิชัย อรุณสิริตระกูล บริษัท ซีเอ็นเอส เอ็นจิเนียริ่งเซอร์วิส จำกัด, คุณธัญกมล เมืองฮาม และครอบครัว, Alpha Trading and Service Co.,Ltd., ครอบครัวดารกมาศ, บริษัท ที.เอ็น.ซีเมนต์บล็อค จำกัด, ลูกศิษย์​และกัลยาณมิตร​ร่วมบุญกันมาอีกมากมาย
อาจารย์เมย์ กล่าวถึงหัวใจของโครงการว่า หลายคนมองไม่เห็นชัดมานาน ไม่ใช่เพราะโรคร้ายแรง แต่เพราะไม่มีโอกาสได้มีแว่นตาดีๆเป็นของตนเอง การมอบแว่นให้เขาเห็นชัด คือการมอบชีวิตใหม่ มอบโอกาสทางการศึกษา ให้โอกาสในการสร้างรายได้ ให้ความสุขในการทำสิ่งที่รัก พลิกชีวิตเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจอีกครั้ง 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

กมธ.การเทคโนโลยีสารสนเทศฯ จัดสัมมนา เรื่อง “แนวทางการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย และบริการโทรคมนาคม”

วันพุธที่ 30 เมษายน  2568 เวลา 09.30 นาฬิกา ณ ห้องพระพรหม ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนา เรื่อง “แนวทางการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย และบริการโทรคมนาคม” โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเปิดการสัมมนา นายสุทนต์  กล้าการขาย  รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง และในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการฯ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วม
ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การศึกษาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโชเชียลมีเดียและบริการโทรคมนาคม มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนผลักดันประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และสิทธิผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การสัมมนาครั้งนี้จึงมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนการยกระดับมาตรการในระดับโครงสร้าง 2. เพื่อการสรุปบทเรียนเชิงเปรียบเทียบ และเสนอทางออกที่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน 
3.เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับจากการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาในวันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะได้รับทราบข้อมูล และข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ สำหรับนำไปประกอบการดำเนินการตามภารกิจหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ มีการอภิปราย เรื่อง “แนวทางการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย และบริการโทรคมนาคม และการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดย 1. ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 
2. นายสุทนต์  กล้าการขาย ประธานคณะอนุกรรมาธิการ  กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  3. พลตำรวจเอก ณัฐธร  เพราะสุนทร กรรมการ กสทช. (ด้านกฏหมาย) 4. นางอรมนต์ จันทพันธ์ ผู้อำนวยการสายกำกับระบบชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย 5. นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (TRUE) 6. นายโดม  ผดุงชีวิต ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) และการบรรยาย เรื่อง “สรุปผลการพิจารณาศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย และบริการโทรคมนาคม” โดยนางรมิดา  ลีลาพตะ อนุกรรมาธิการ และคณะทำงานพิจารณาศึกษาแนวทางการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดีย และบริการโทรคมนาคม ในคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
อีกทั้ง ได้มีกิจกรรมเยี่ยมชมนิทรรศการและการแสดงงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC 1441) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โครงการโคแฟค หรือ COFACT และบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ด้วย 
ในการสัมนมาครั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูลที่ได้รับจากการสัมมนาในวันนี้มาประกอบการพิจารณาศึกษา เพื่อเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป  

พิษณุโลก มหาวิทยาลัยนเรศวร วิจัยข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่ “ ข้าวพระองค์ขาว” คุณสมบัติเด่น ผลผลิตต่อไร่สูง

นักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวรประสบผลสำเร็จในการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า “ ข้าวพระองค์ขาว” มีคุณสมบัติทางการเกษตรดีเด่นกว่าพันธุ์พ่อแม่ มีผลผลิตค่อนข้างสูงเฉลี่ยที่ 900-1,000 กิโลกรัม/ไร่ 
            เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ณ แปลงวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าว วิชชาลัยข้าวและชาวนา มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้จัดให้มีการแถลงข่าวผลการวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า “ ข้าวพระองค์ขาว”  โดย ดร.ภาวัช วิจารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมี ผศ.ดร.อนุพงศ์ วงค์ตามี รองคณบดีฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ และ รศ.ดร.รังสรรค์ เจริญสุข หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ฯ ร่วมให้การต้อนรับสื่อมวลชน 
          ข้าวสายพันธุ์พระองค์ขาว เป็นข้าวเจ้าพันธุ์แท้ ไม่ไวต่อช่วงแสง เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์ข้าวระหว่างข้าวพันธุ์หอมสุโขทัย 4 ที่ปรับปรุงพันธุ์โดย โครงการเกษตรอินทรีย์ สนามบินสุโขทัย อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ใช้เป็นพันธุ์แม่ (recipient) กับพันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 (Pathum Thani 1)  ของกรมการข้าว ใช้เป็นพันธุ์พ่อ (Donor) โดยข้าวเจ้าสายพันธุ์พระองค์ขาวเกิดจากการปรับปรุงพันธุ์แบบวิธีมาตรฐาน ดำเนินการปลูกและคัดเลือกสายพันธุ์ภายใต้สภาพแปลงทดลอง ของวิชชาลัยข้าวและชาวนา มหาวิทยาลัยนเรศวร และได้ปลูกทดสอบผลผลิต องค์ประกอบของผลผลิต การตอบสนองของพันธุ์ต่อสภาพแวดล้อม และปลูกทดสอบภายใต้สภาพแปลงเกษตรกรในพื้นที่ ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ในปีการเพาะปลูก 1/2566 ต่อมาปลูกทดสอบภายใต้แปลงเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ในปีการเพาะปลูก 2/2567 วัตถุประสงค์ของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวพันธุ์พระองค์ขาว เพื่อต้องการรวมยีนที่ควบคุมลักษณะทางเกษตรที่ต้องการในพันธุ์ข้าว ปทุมธานี 1 กับพันธุ์ข้าวหอมสุโขทัย 4 เข้าด้วยกัน ผสมพันธุ์ข้าวเมื่อปี พ.ศ.2559 และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกิดจากการผสมพันธุ์ได้ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ กรมการข้าว ปี พ.ศ.2559 หลังจากนั้นดำเนินการเพาะปลูก และ คัดเลือกสายพันธุ์ต้นที่ต้องการในประชากรข้าวชั่วรุ่นที่ 2-8 โดยวิธีคัดเลือกแบบพันธุประวัติ ( Pedigree Method) จนกระทั่งได้สายพันธุ์ข้าว NUR02-19-10-9-1-1 (พระองค์ขาว) ที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ ทางการเกษตรดีเด่นกว่าพันธุ์พ่อแม่ ได้แก่ มีการแตกกอดีกว่า มีความสูงเฉลี่ย 90 เซนติเมตร ใบธงตั้ง ใบสีเขียวอ่อน เมื่อสุกแก่เมล็ดข้าวเปลือกมีสีน้ำตาลอ่อน เมล็ดข้าวสารและเมล็ดข้าวเปลือกยาว มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นเฉลี่ยที่ 90-100 วัน และการประเมิน
ผลผลิตพบว่า ข้าวเจ้าสายพันธุ์ NUR02-19-10-9-1-1 (พระองค์ขาว) มีผลผลิตค่อนข้างสูงเฉลี่ยที่ 900-1,000 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งสูงกว่าข้าวพันธุ์พ่อแม่ ปัจจุบันได้มีการนำไปทดลองปลูกที่นาของ นายธวิช เพชรพงศ์ ชาวบ้าน ม.1บ้านจระเข้ผอม ต.รังนก อ.สามง่าม จ.พิจิตร และได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ 
        ผู้สนใจติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ภาวัช วิจารัตน์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร   หมายเลขโทรศัท์ 09-2551-6262 /

แม่ทัพภาคที่ 4 ลงพื้นที่สุไหงโก-ลก ติดตามเหตุยิงอุสตาซเสียชีวิต – สั่งเข้มคุมพื้นที่ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย



วันนี้ (1 พฤษภาคม 2568) เวลา 10.00 น. พลโท ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ลอบยิงนายอับดุลรอนิง ลาเต๊ะ อายุ 60 ปี อุสตาซประจำชุมชน เสียชีวิตขณะขับขี่รถจักรยานยนต์กลับจากละหมาด ที่บริเวณโกดังของห้างหุ้นส่วนจำกัดฟาร์มิลล์ติ รับเบอร์ ในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
หลังลงพื้นที่ พลโท ไพศาล ได้เรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ทันที เพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์และสั่งการในเชิงลึกเพื่อเร่งรัดคดีดังกล่าวภายในกรอบของกฎหมายโดยเร่งด่วน โดยเน้นย้ำให้เร่งคลี่คลายคดี พร้อมตรวจสอบมูลเหตุอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งส่วนตัว หรือความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มขบวนการอาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์และป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐ
“คดีลักษณะนี้ เราต้องพิจารณาทั้งประเด็นความขัดแย้งส่วนตัว และความเชื่อมโยงกับความมั่นคง กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมักใช้กลยุทธ์บิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
นอกจากการตรวจสอบเหตุการณ์คดีดังกล่าวแล้ว แม่ทัพภาคที่ 4 ยังได้กำชับหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องของด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย โดยสั่งการให้ เพิ่มมาตรการเข้มงวด ทั้งในด้านความปลอดภัยและการข่าว เพิ่มจุดตรวจค้นบุคคลและยานพาหนะ ทั้งขาเข้าและขาออก เพื่อป้องกันการลักลอบนำอาวุธ วัตถุต้องสงสัย หรือสิ่งผิดกฎหมาย ตลอดจนติดตามบุคคลเป้าหมายและเครือข่ายต้องสงสัย พร้อมลาดตระเวนพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ เพื่อสกัดการลักลอบข้ามแดนจากกลุ่มก่อเหตุ
แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า “ด่านชายแดนคือแนวหน้าในการป้องกันภัยคุกคามระดับประเทศ เราต้องทำให้มั่นใจว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดหลุดรอดจากการเฝ้าระวัง และทุกมาตรการต้องคงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน”

พลโท ไพศาลยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการข่าว การเสริมสร้างความเข้าใจกับผู้นำศาสนา และการเสริมความเชื่อมั่นของประชาชน เพื่อให้การรักษาความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก้าวเข้าสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันจุดยืนของหน่วยงานภาครัฐในการขับเคลื่อนความมั่นคงแบบเชิงรุก ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นและคืนความสงบสุขให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

อุตรดิตถ์-เปิดแล้ว “ร้านเพชรทองคำ เยาวราช 1982 " สาขาห้างฟรายเดย์ โปรโมชั่นเปิดร้านใหม่ ฟรี! ค่ากำเหน็จ

            เมื่อเวลา 10.29 น.ของวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ห้างฟรายเดย์ ชั้น 1 อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์  โดยมี พระราชวชิรากร, ดร. เจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์  ทำพิธีเจิมป้ายร้านและประพรมน้ำพุทธมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคล ซี่งมีนางสาวกฤษณา  สีลักษณ์ สส.อุตรดิตถ์ เขต 1.เป็นประธานเปิดร้านเพชรทองคำ เยาวราช 1982 สาขาห้างฟรายเดย์ ร่วมกับ นางสาวเพชรลดา  พรพัชรกุล ประธานกรรมการ บริษัท เพชรทองคำ เยาวราช  1982 จำกัดและบริษัท เอ็ดดี้โกลด์พราว 1 จำกัด พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง  ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ และแขกผู้มีเกียรติ / ร่วมงานดังกล่าว 
     นางสาวเพชรลดา  พรพัชรกูล ประธานกรรมการ บริษัท เพชรทองคำ เยาวราช 1982 กล่าวว่า สำหรับลูกค้าที่มาชื้อทองวันเปิดร้านเพชรทองคำ เยาวราช 1982 ฟรี! ค่ากำเหน็จ ขายฝากเพียง 1% ต่อเดือน ขายฝากนานสูงสุดถึง 5 เดือน ขายคืนของร้านเราหักเพียง 3%เท่านั้น รับซื้อทองเก่าให้ราคาสูง ทองคำแท่ง ฟรีค่าบล็อค เปลี่ยนทองราคาพิเศษพบกันที่ ห้างฟรายเดย์ ชั้น 1 ติดกับ B2S เตรียมพบกับ 𝙂𝙧𝙖𝙣𝙙 𝙊𝙥𝙚𝙣𝙞𝙣𝙜 สุดพิเศษเร็ว ๆ นี้ ร้านเพชรทองคำ เยาวราช1982 ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่มาซื้อทองภายในงานรับโค้ดลุ้นของรางวัลใหญ่ เช่น ทองแท่ง ทองรูปพรรณ กรอบพระ /กรอบเพชร / กรอบทอง หรือแวะมาเยี่ยมชม มีแจก ขนม น้ำอัดลม และไอศกรีม แจกฟรีตลอดงาน ห้ามพลาดเด็ดขาดแวะมาชม มาเลือก จำหน่ายทองรูปพรรณ 96.5% ทองแท้ ราคาดี บริการประทับใจ พิกัด  ห้างฟรายเดย์ ชั้น 1 (ติดกับ B2S) โทร 02-114-7620 /มือถือ. 084-831-4444 Line OA :@Phetthongkham
//ภาพ/ข่าว นาคา คะเลิศรัมย์//