Saturday, August 1, 2026

มุกดาหาร โรบินสันเนรมิต สรวงสวรรค์ผีเสื้อ พร้อมป้อนน้ำหวานผีเสื้ออย่างใกล้ชิด

มุกดาหาร -โรบินสันไลฟ์สไตล์ มุกดาหาร เนรมิต "สรวงสวรรค์ผีเสื้อ" เปิดตัวอีเวนต์ใหญ่ "Bloom of Love" ดัน Soft Power เชิดชูเสน่ห์ธรรมชาติท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 1 – 6 สิงหาคม 2569
          01 08 69   ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์มุกดาหาร  ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งความสุข ตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงผู้คน ครอบครัว และชุมชนเข้าด้วยกัน เปิดตัวแคมเปญใหญ่ "Bloom of Love" เปลี่ยนพื้นที่ศูนย์การค้าให้กลายเป็นดินแดนแห่งสุนทรียภาพ ผสานพลัง Soft Power ทางศิลปวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น เข้ากับเสน่ห์ของธรรมชาติเพื่อคนทุกวัย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ครอบคลุม 7 สาขาทั่วประเทศ

         ประเดิมความงดงามปักหมุดที่แรก โรบินสันไลฟ์สไตล์ มุกดาหาร พร้อมเนรมิตบรรยากาศภายในศูนย์การค้าให้กลายเป็นสรวงสวรรค์แห่งมวลดอกไม้ และความอัศจรรย์ของเหล่าผีเสื้อหลากสายพันธุ์จากอุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ในงาน Bloom of Love ตอน "Butterfly Paradise" ชวนสัมผัสเสน่ห์ของผีเสื้อคูณ, ผีเสื้อรักลายเสือ, ผีเสื้อจรการ, ผีเสื้อหางตุ้ม และอีกมากมายอย่างใกล้ชิด 3 ไฮไลท์สุดพิเศษ เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุข (Moments of Happiness)  Moment of Discovery: เปิดประสบการณ์เรียนรู้วัฏจักรชีวิตและสัมผัสความสวยงามของผีเสื้อที่โบยบินอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมร่วมกิจกรรมไฮไลท์ "ป้อนน้ำหวานผีเสื้อ" อย่างใกล้ชิด  Moment of Creation: ปลดปล่อยจินตนาการไปกับเวิร์กช็อป Art & Craft รังสรรค์ผลงานชิ้นเดียวในโลกกลับบ้าน เช่น การระบายสีกระเป๋าผีเสื้อ, เพ้นท์ขวดแจกันดอกไม้ และกิจกรรมเพ้นท์สีผีเสื้อ Moment of Melody: เพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีอะคูสติกฟังสบาย ท่ามกลางสวนดอกไม้ เติมเต็มบรรยากาศการพักผ่อนของทุกคนในครอบครัว
          นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดพื้นที่ Nature Market รวบรวมสินค้าจากธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ชุมชนทรงคุณค่ามาให้เลือกช้อปในราคาพิเศษ เพื่อร่วมสนับสนุนและกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น เตรียมพบกับความสุขปักหมุดหมุนเวียนอีก 5 สาขาทั่วไทย  หลังจบงานที่มุกดาหาร โรบินสันไลฟ์สไตล์ พร้อมส่งต่อความสุขผ่านแคมเปญ "Bloom of Love" อย่างต่อเนื่องในอีก 5 สาขา ติดตามรายละเอียดและข่าวสารกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page ของศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขา ..
                                             ************************** 
วิลาสินี เจริญสุข //  มุกดาหาร  081-5926966

ปาฐกถาพิเศษ: ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลกโดย: นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)

31 กรกฎาคม 2569 ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา   วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญยิ่งที่พวกเราได้มารวมพลังกันในงานปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ “ติดปีก SME ไทย...บินไปไกลทั่วโลก” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมืออันเข้มแข็งของสมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน สถาบันเอฟเคไอไอ และสถาบันทิวา 
    เมื่อเราพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือ "หัวใจและลมหายใจ" ของประเทศอย่างแท้จริง ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME รวมกันมากกว่า 3.2 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมดในประเทศ สามารถสร้างการจ้างงานแก่พี่น้องแรงงานไทยมากกว่า 13 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นเกือบ 70% ของการจ้างงานในภาคเอกชนทั้งหมด และสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คิดเป็นสัดส่วนราว 35% ถึง 37% หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 6 ล้านล้านบาท
ทว่า สถิติที่เป็นข้อจำกัดและคอขวดเชิงโครงสร้างสำคัญของเราในวันนี้ คือการที่ SME ไทยมีสัดส่วนการส่งออกตรง (Direct Export) เพียงแค่ 10% ถึง 12% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า สินค้าและบริการคุณภาพสูงของไทยจำนวนมหาศาลยังคงติดอยู่ในตลาดภายในประเทศที่มีกำลังซื้อจำกัด 

นับเป็น “ช่องว่างและโอกาสมหาศาล” ที่เราต้องเร่งยกระดับและ “ติดปีก” เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถโผบินออกไปคว้าเม็ดเงินจากตลาดการค้าระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม SME ในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถใช้วิธีการส่งเสริมแบบองค์รวมเดิมๆ (One-Size-Fits-All) ได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องเข้าใจการจำแนกตามโครงสร้างศักยภาพและความพร้อมออกเป็น 5 กลุ่มวิสาหกิจยุทธศาสตร์ (5 Strategic Clusters) เพื่อกำหนดมาตรการสนับสนุนให้ตรงเป้าหมาย

กลุ่มแรก คือ วิสาหกิจกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากและบริการดั้งเดิมในท้องถิ่น (Traditional & Local Retail Services Cluster) ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 52% ครอบคลุมร้านค้าปลีกรายย่อย บริการชุมชน ตลาดสด และเกษตรกรรมขั้นต้น ยุทธศาสตร์สำคัญคือการเร่งยกระดับทักษะดิจิทัลพื้นฐาน การปรับใช้ระบบบริหารจัดการร้านค้าดิจิทัล (Digital POS) และการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มที่สอง คือ วิสาหกิจในห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิตและอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (Supply Chain & OEM Manufacturing Cluster) คิดเป็นสัดส่วนราว 22% ครอบคลุมอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ และการแปรรูปวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมใหญ่ ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการยกระดับสู่โรงงานอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน หรือ CBAM

กลุ่มที่สาม คือ วิสาหกิจกลุ่มสินค้าสร้างมูลค่าเพิ่ม อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (High-Value, Creative & Cultural Heritage Products Cluster) มีสัดส่วนราว 13% ครอบคลุมสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นสูง อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สปา และสินค้าอัตลักษณ์ไทย ยุทธศาสตร์เน้นการเพิ่มมูลค่าด้วยซอฟต์พาวเวอร์ การรับรองมาตรฐานสากล ทั้ง ISO, HACCP, Halal และ GMP พร้อมส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน

กลุ่มที่สี่ คือ วิสาหกิจภาคบริการสมัยใหม่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการดิจิทัล (Modern Services, Wellness & Strategic Tourism Cluster) คิดเป็นสัดส่วนราว 9% ครอบคลุมธุรกิจที่พักเชิงคุณค่า การบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) โลจิสติกส์อัจฉริยะ และบริการคอนเทนต์ดิจิทัล ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายพันธมิตรร่วมทุนระดับสากล เพื่อยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางบริการระดับภูมิภาค

กลุ่มที่ห้า คือ วิสาหกิจนวัตกรรมขั้นสูงและเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech & High-Innovation Enterprise Cluster) ซึ่งมีสัดส่วนราว 4% ครอบคลุมผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม และพลังงานสะอาด ยุทธศาสตร์เน้นการเร่งวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการเชื่อมโยงกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) เพื่อเติบโตเป็นวิสาหกิจนวัตกรรมต้นแบบ หรือ Hidden Champions ในอนาคต

การผลักดันยอดส่งออกของ SME ไทยให้ก้าวกระโดดข้ามพ้นคอขวดเดิม จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศการสนับสนุนผ่าน ยุทธศาสตร์ 3 ปีก ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลัก 

ปีกแรกคือ Transformation & Green Economy การเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการสู่ Digital SME จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้เฉลี่ย 15% ถึง 25% ควบคู่ไปกับการยกระดับเป็น Green SME เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเก็บภาษีข้ามแดน และปกป้องมูลค่าการส่งออกของไทยในกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 1.5 ถึง 2.0 แสนล้านบาท 

ปีกที่สองคือ Global Network & Cross-Border Trade ประเทศไทยต้องเร่งผลักดันให้ SME ใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) และ RCEP ซึ่งครอบคลุมประชากรสูงถึง 2,300 ล้านคน หรือ 30% ของ GDP โลก ให้ได้เฉลี่ยอย่างน้อย 80% ถึง 90% ของรายการสินค้า รวมถึงการเร่งผลักดันการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนเพื่อเพิ่มยอดขายต่างประเทศในปีแรกได้อย่างน้อย 20% ถึง 30% 

ปีกที่สามคือ Standards & Financial Access การยกระดับสินค้าเกษตรแปรรูป อาหาร เครื่องสำอาง และสมุนไพรไทยให้ได้รับมาตรฐานสากล สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าได้สูงขึ้นถึง 50% ถึง 200% พร้อมทั้งสร้างกลไกจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) โดยตั้งเป้าจับคู่ 1,000 คู่เจรจา และสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าสูงถึง 10,000 ถึง 20,000 ล้านบาท

ในยุคดิจิทัลไร้พรมแดน การส่งออกยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใส่คอนเทนเนอร์ผ่านพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป แต่คือการนำสินค้าไทยไปวางบน "ชั้นวางดิจิทัลระดับโลก" ผ่านการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำใน 8 ภูมิภาคหลักทั่วโลก 

เริ่มตั้งแต่ตลาดจีน โดยจับมือกับยักษ์ใหญ่อย่าง Tmall Global, JD Worldwide และ Douyin ทำ Live Commerce ชู Soft Power เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

ตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผ่านแพลตฟอร์ม Rakuten, Coupang, Yahoo! Japan และ Naver Smart Store

ตลาดอาเซียน เชื่อมต่อผู้บริโภคกว่า 680 ล้านคนผ่าน Shopee, Lazada และ TikTok Shop

ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ผ่าน Amazon Australia, Catch.com.au และ Trade Me

ตลาดอเมริกาและยุโรป ผ่าน Amazon, Allegro แพลตฟอร์มอันดับ 1 ในยุโรปตะวันออก และ Zalando แฟชั่นแพลตฟอร์มท็อปของยุโรป

ตลาดอินเดีย เชื่อมต่อกับ Flipkart และ JioMart เปิดประตูสู่ผู้บริโภคกว่า 1,400 ล้านคน

ตลาดตะวันออกกลาง ผ่าน Noon และ Amazon.ae

ตลอดจนตลาดรัสเซีย เอเชียกลาง และ CIS ผ่าน Wildberries, Ozon และ Uzum Market เพื่อผลักดันสินค้าสมุนไพรและอาหารไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก

จากกรณีศึกษาจากประเทศชั้นนำทั่วโลก จะพบว่าแต่ละประเทศมีโมเดลในการขับเคลื่อน SME ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้

 เริ่มจากประเทศเยอรมนีกับโมเดล Mittelstand ที่เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทางใน Niche Market สร้างผู้ประกอบการ Hidden Champions ระดับโลก สนับสนุนด้วยระบบการศึกษาอาชีวะทวิภาคีและกลไกธนาคารท้องถิ่น Sparkassen

ประเทศญี่ปุ่นกับโมเดล Monozukuri ที่ยึดปรัชญาการผลิตประณีตคุณภาพสูง ทำหน้าที่เป็น Subcontractor คุณภาพป้อนบริษัทข้ามชาติ โดยมีหน่วยงาน SMEA ถ่ายทอดเทคโนโลยี และใช้โครงการ OVOP ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น

ประเทศจีนกับยุทธศาสตร์ Little Giants หรือยักษ์เล็ก บ่มเพาะ SME ด้าน Deep Tech และหุ่นยนต์เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ

ไต้หวันกับโมเดล Flexible Cluster & ITRI Tech Transfer ที่สร้างคลัสเตอร์ยืดหยุ่นสูง โดยจัดตั้งสถาบันวิจัย ITRI ทำหน้าที่ R&D แล้วส่งต่อเทคโนโลยีให้ SME ยกระดับจาก OEM สู่ ODM และ OBM

ประเทศสิงคโปร์กับโครงการ SME Go Digital โดย EnterpriseSG ที่ดัน SME ก้าวสู่การค้าข้ามแดนตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

ประเทศเกาหลีใต้กับ K-SME Innovation ผ่านกระทรวง MSS ที่มีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ทางธุรกิจพร้อมอัดฉีด Venture Capital Fund เปลี่ยน SME ให้เป็น Tech Startups

ปัจจัยความสำเร็จร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกชี้ชัดตรงกันว่า "ภาครัฐสนับสนุนตรงเป้า นวัตกรรมนำราคา และเชื่อมต่อตลาดโลก" 
หากเราสามารถยกระดับ SME ไทยให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียง 5% เราจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้เข้าประเทศได้ถึง 300,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 3% ของมูลค่าการส่งออกรวมทั้งประเทศที่ราว 10 ล้านล้านบาท ซึ่งจะหมุนเวียนกลับมาสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

ด้วยพลังความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สมาคมส่งเสริมการค้าอาเซียน สถาบันเอฟเคไอไอ และสถาบันทิวา พวกเราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเป็นสะพานเชื่อมและเครื่องยนต์สำคัญในการบ่มเพาะ ให้องค์ความรู้ และสร้างเครือข่าย เพื่อพา SME ไทย "ติดปีก...บินไปไกลทั่วโลก" ได้อย่างภาคภูมิและยั่งยืน.

สวนนงนุชพัทยา ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสร้างมรดกสีเขียวสู่คนรุ่นต่อไป

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา อย่างสมพระเกียรติ พร้อมประกาศเจตนารมณ์น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติไทยอย่างยั่งยืน
นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นำคณะผู้บริหาร พนักงานนับร้อยคน และช้างแสนรู้ ร่วมพิธีถวายราชสดุดี ณ สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยประกอบพิธีวางพุ่มทองและพุ่มเงิน เปิดกรวยถวายราชสักการะ กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และพร้อมใจกันกล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
ภายในงานมีการแสดงถวายพระพรชุด “จตุรทิศเทวา มหาวชิราลงกรณ์” ที่ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตรตระการตา ก่อนปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญ เมื่อ น้องช้างแสนรู้ร่วมวาดภาพถวายพระพร ด้วยความสามารถอันน่าประทับใจ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ร่วมงาน สะท้อนความผูกพันระหว่างคนไทยกับช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติของชาติไทย
สวนนงนุชพัทยาจึงน้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยมุ่งอนุรักษ์พันธุ์พืชจากทั่วโลก รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ศึกษาวิจัย ขยายพันธุ์ และเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศไทย

ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดงานของดีอำเภอนาหม่อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายทวีศักดิ์ อรัญดร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการจัดงานของดีอำเภอนาหม่อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา โดยได้รับเกียรติจาก นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และว่าที่ร้อยตรี ดร.อภิชัย ศรีเมือง ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง เขตตรวจราชการที่ 5 ร่วมในพิธี โดยมี นายจรินศักดิ์ สงสุวรรณ นายอำเภอนาหม่อม กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายวิมล แก้วชื่น สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เขตอำเภอนาหม่อม และนายอภิชัย เกื้อก่อบุญ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ตลอดจนคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และพี่น้องขาวอำเภอนาหม่อม เข้าร่วม
          โดยก่อนพิธีเปิดมีขบวนพาเหรดอัตลักษณ์ชุมชนและของดีจากทั้ง 4 ตำบล สร้างสีสันและความคึกคักให้กับงานตั้งแต่เริ่มต้น
          ทั้งนี้ นายทวีศักดิ์ อรัญดร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้มอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดผลผลิตทางการเกษตรและขบวนอัตลักษณ์ประจำถิ่น เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ร่วมกิจกรรม
          โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา อำเภอนาหม่อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม -2 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสืบสานศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอนาหม่อม
          นายทวีศักดิ์ อรัญดร ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวว่า อำเภอนาหม่อมเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการเกษตร มีผลไม้และสินค้า OTOP ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนพื้นบ้านและมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับพื้นที่ การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบาย Songkhla Festival ที่มุ่งส่งเสริมการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อสร้างสีสันด้านการท่องเที่ยว กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนในท้องถิ่น
          ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลายที่สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชาวนาหม่อม อาทิ การประกวดทุเรียนพื้นบ้าน ทุเรียนหมอนทอง สะตอข้าว มะพร้าวน้ำหวาน และมะพร้าวแก่ การแข่งขันปรุงเมนู “แกงไก่คั่วหยวก” การแข่งขันส้มตำทุเรียนลีลา การจัดกระเช้าผลไม้ การเดินแบบผ้าไทย แอโรบิกเพื่อสุขภาพ การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชนและมหาวิทยาลัยทักษิณ การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง การประกวดเทพีนาหม่อม ตลอดจนการจำหน่ายสินค้า OTOP และผลผลิตทางการเกษตรสดจากสวนของเกษตรกร
          องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวชมงาน ชิมผลไม้คุณภาพ เลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมสัมผัสเสน่ห์วิถีชาวนาหม่อม ได้จนถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา

หวั่นหลุดมรดกโลก! จี้กรมศิลป์แจงงานติดตั้งไฟ "อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ" หวั่นยูเนสโกสั่งเตือน-ถอดถอน

​เพชรบูรณ์ – สังคมตั้งคำถามหนักถึงมาตรฐานการทำงานและการควบคุมงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังพบการติดตั้งระบบส่องสว่างภายในพื้นที่ "อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ" มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 7 ของไทย ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เมื่อปี 2566 ว่ามีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการอนุรักษ์หรือไม่
​รายงานระบุว่า เนื่องจากอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้รับงบประมาณอุดหนุนและอยู่ใต้การกำกับดูแลในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลก ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องจัดทำรายงานสรุปสภาพการดูแลรักษา (State of Conservation Report) ส่งให้แก่ UNESCO เป็นประจำทุกปี แต่การออกแบบและติดตั้งไฟส่องสว่างตามที่ปรากฏในภาพ กลับสร้างความกังขาให้กับผู้พบเห็นและประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ถึงมาตรฐานงานช่างและการตรวจรับงานของกรมศิลปากร
​ผู้สื่อข่าวและประชาชนในพื้นที่แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า หากภาพการดัดแปลงหรือติดตั้งสิ่งก่อสร้างที่ไม่เหมาะสมนี้ ถูกรายงานหรือส่งไปถึงสายตาคณะกรรมการมรดกโลก อาจนำไปสู่การ "ออกคำเตือน" (Warning) หรือติดอยู่ในภาวะความเสี่ยง ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้น "ถูกถอดถอนออกจากบัญชีมรดกโลก" ในอนาคต หากไม่มีการสั่งการให้เร่งแก้ไขโดยด่วน
​"มรดกโลกเป็นสมบัติอันทรงคุณค่าของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้เกิดความบกพร่องจากการตรวจรับงานที่ไม่รัดกุม หากเกิดผลกระทบจน UNESCO ติง หรือสั่งถอนความเป็นมรดกโลก ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายระดับชาตินี้"
​จึงขอเรียกร้องให้กรมศิลปากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามหลักสถาปัตยกรรมและการอนุรักษ์มรดกโลกโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และสถานะมรดกโลกของประเทศไทยไปมากกว่านี้
//นที บุญรอด เพชรบูรณ์ รายงาน//

ป่าไม้ พล.10 สนธิกำลังทลายโรงงานแปรรูปไม้สักเถื่อนกลางเมืองพิษณุโลก อ้างอยู่ระหว่างต่อใบอนุญาต

พิษณุโลก – สนธิกำลังป่าไม้ พล.10 บุกถือหมายค้นทลายโรงงานแปรรูปไม้สักเถื่อนกลางเมืองพิษณุโลก หลังชาวบ้านร้องเรียนเสียงดังรำคาญ ตรวจพบใบอนุญาตขาดต่อนาน 3 ปี แอบลักลอบเปิดเครื่องเลื่อยไม้สักคิ้วบัว อุปกรณ์ยังอุ่นคามือ รวบตัวลุงวัย 68 ปี ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ป่าไม้
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีรพล กาญจนโกมล หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พล.10 (น้ำดำ) นำกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากหลายหน่วยงาน อาทิ หน่วยฯ พล.2 (วัดโบสถ์), พล.6 (พันชาลี), ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก (1 และ 2) พร้อมด้วยตำรวจป่าไม้ กก.4 บก.ปทส. นำหมายค้นศาลจังหวัดพิษณุโลก ที่ 248/2569 บุกเข้าตรวจค้นโรงงานแปรรูปไม้แห่งหนึ่ง บริเวณริมถนนสายพิษณุโลก-วังทอง กม.4 หมู่ 7 ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่า โรงงานดังกล่าวซึ่งเป็นสถานที่รับทำวงกบ ประตู และหน้าต่าง ลักลอบเปิดกิจการแปรรูปไม้โดยไม่มีใบอนุญาต และส่งเสียงดังสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่สืบสวนเชิงลึกจนพบพยานหลักฐาน และนำไปสู่การขออนุมัติหมายค้นจากศาล
จากการตรวจค้น พบสิ่งปลูกสร้างชั้นเดียว ฝาเปิดโล่ง มีนายสุรพันธ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 68 ปี แสดงตัวเป็นผู้ดูแลและดำเนินกิจการ ตรวจสอบภายในพบแท่นเครื่องเลื่อย-ไส-ชิด ยี่ห้อ JOINTER ขนาดใบมีด 6 นิ้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ทดลองสัมผัสที่ตัวเครื่องยังคงมีความรู้สึกอุ่น และพบเศษขี้เลื่อยไม้กองอยู่บนพื้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงพบร่องรอยการแปรรูปไม้ใหม่ๆ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าโรงงานยังคงเปิดรับแปรรูปไม้ให้อย่างต่อเนื่อง
นายสุรพันธ์ ให้การว่า โรงงานแห่งนี้เดิมเคยขออนุญาตถูกต้องในนามของหลานสาว แต่ใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรได้หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2566 หรือราว 3 ปีก่อน ปัจจุบันอ้างว่าอยู่ระหว่างยื่นขอต่อใบอนุญาต แต่ยังคงรับจ้างแปรรูปไม้จากลูกค้าทั่วไปเรื่อยมา โดยนำไม้สักแปรรูปมาจากบ้านเก่าที่รับซื้อมาจากชาวบ้านในพื้นที่
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดของกลางรวม 29 รายการ (32 ชิ้น) ได้แก่ ไม้สักคิ้วบัวแปรรูปจำนวน 25 ชิ้น เครื่องจักร และอุปกรณ์การกระทำผิดอื่นๆ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ฐาน “ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ และมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” (ประกอบมาตรา 73 วรรคสอง) โดยนายสุรพันธ์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงทำบันทึกจับกุม ณ สปจ.4 สาขาพิษณุโลก ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
//ป๊อกกองปราบ ภาพ-ข่าว//

Friday, July 31, 2026

เด็กกีฬา อบจ.พิษณุโลก คว้าตั๋วทีมชาติไทย! ติด U13 ลุยศึกใหญ่ที่จีน อบจ.พล.ชวนชาวสองแควรวมพลังเชียร์

อบจ.พิษณุโลก ชวนชาวไทยส่งใจเชียร์ "น้องรณพีร์" เด็กกีฬา อบจ. ติดทีมชาติ U13 ลุยศึกวอลเลย์บอลใหญ่ที่เซี่ยงไฮ้

​พิษณุโลก — องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก โดย นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายก อบจ.พิษณุโลก พร้อมคณะผู้บริหารและหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของเยาวชนในพื้นที่ หลัง เด็กชายรณพีร์ คุ้มปรี นักเรียนชั้น ม.1/1 โรงเรียนกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นตัวแทนนักกีฬาวอลเลย์บอลชายทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 13 ปี (U13) ได้สำเร็จ

การติดทีมชาติในครั้งนี้ "น้องรณพีร์" จะเป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชนรายการใหญ่ 2026 Gezhi Cup Shanghai Youth Volleyball Invitational Tournament ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 1 – 6 สิงหาคม 2569 นี้

ทาง อบจ.พิษณุโลก จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลกและแฟนวอลเลย์บอลชาวไทย ร่วมส่งกำลังใจและแรงเชียร์ให้ "น้องรณพีร์" และทัพนักกีฬาไทย ทำผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ สู้สุดใจในต่างแดน เพื่อสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจกลับมาสู่โรงเรียนกีฬา อบจ.พิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก และประเทศไทยต่อไป





ปัตตานี “ปล่อยของ” คนการศึกษา โชว์ผลงานวิชาการ–นวัตกรรม สู่การเรียนรู้เพื่ออนาคต

(29 กันยายน 2569) ที่ห้องพญาตานี โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิกา...