ดร.นาที รัชกิจประการ ลงพื้นที่ติดตามและเยี่ยมชมนวัตกรรมการจัดการวัชพืชและเศษอาหารเหลือใช้ ด้วยกระบวนการแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักอินทรีย์ผ่านเครื่อง “Bioaxel” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน จากศักยภาพในการช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดต้นทุนทางการเกษตร และเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมดังกล่าว ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายวัชพืชและเศษอาหารภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก่อนนำไปต่อยอดเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรืออาหารสัตว์ได้อย่างมีคุณภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการทำเกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้ คือการใช้จุลินทรีย์ “Super Bact” ซึ่งคิดค้นและพัฒนาโดย รองศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์ เอี้ยวกฤตยากร โดยได้นำมาทดลองใช้ร่วมกับกลุ่มเกษตรกรนาข้าวอินทรีย์ในพื้นที่อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สร้างความน่าสนใจให้กับวงการเกษตรอินทรีย์อย่างมาก
จากการทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ พบว่าสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ ลดการใช้สารเคมี และช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนาข้าวอินทรีย์ที่ให้ผลผลิตคุณภาพสูง จนทำให้เกษตรกรเจ้าของแปลงได้รับรางวัลและได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบจากหลายหน่วยงาน
“คุณนที” เจ้าของแปลงเกษตรและผู้ใช้งานจริง เปิดเผยว่า นอกจากการใช้กับนาข้าวแล้ว ปุ๋ยอินทรีย์จากกระบวนการดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้กับพืชเศรษฐกิจและพืชผักได้หลากหลายชนิด ซึ่งผลผลิตที่ได้มีความแข็งแรง สมบูรณ์ สีสันสวยงาม และให้ปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการผลิต และลดการพึ่งพาสารเคมีทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี
ด้าน ดร.นาที รัชกิจประการ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรในระดับชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างรายได้ควบคู่กับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคและเกษตรกร
พร้อมระบุว่า ปัจจุบันภาคเกษตรจำเป็นต้องปรับตัวสู่การผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น การนำเทคโนโลยีชีวภาพและจุลินทรีย์มาใช้ในการจัดการของเสียและฟื้นฟูดิน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการเกษตรไทย ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิต และสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างนักวิชาการ ภาคเกษตรกร และชุมชน ที่ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จนสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบการเกษตรอินทรีย์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างครบวงจร
การขับเคลื่อนแนวทางเกษตรอินทรีย์เช่นนี้ จึงไม่เพียงช่วยลดปัญหาขยะอินทรีย์และสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมไทยสู่ความมั่นคงทางอาหาร และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชนในอนาคต
No comments:
Post a Comment