Thursday, September 3, 2026

กมธ.การศึกษาฯ เปิดเวทีระดมความเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งยกระดับการศึกษาไทยสู่อนาคต

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง “Next Gen Education Thailand : ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตประเทศไทย” โดยมี นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวเปิดการสัมมนา นายสุทิน แก้วพนา รองประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน นายโสภณ ผาสุข เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ คณะอนุกรรมาธิการ สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วม
นายกมล รอดคล้าย ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถือเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดทิศทางและกรอบของระบบการศึกษาไทย โดยมิใช่เพียงการจัดโครงสร้างองค์กร หรือกำหนดบทบาทของหน่วยงาน แต่คือธรรมนูญการศึกษาของชาติที่ครอบคลุมถึงเป้าหมาย ระบบ หลักการ แนวคิด ครู หลักสูตร งบประมาณ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติหลายครั้ง แต่ยังไม่มีโอกาสปรับเปลี่ยนเชิงระบบอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาร่างกฎหมายฉบับเดิมต้องหยุดชะงักลงอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจรอได้อีกต่อไป ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน การทำงานและทักษะที่จำเป็นไปอย่างรวดเร็ว การปรับตัวของระบบการศึกษาจะมีผลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทักษะมนุษย์อย่างมีนัยยะสำคัญ อีกทั้งในวันนี้ทางรัฐบาลได้กำหนดทิศทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้เป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาด้านการศึกษา จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะกลับมาทบทวนพระราชบัญญัติฉบับนี้อีกครั้ง พร้อมคำถามสำคัญว่า “เราจะออกแบบระบบการศึกษาใหม่อย่างไรให้สอดรับกับทิศทางของประเทศในปัจจุบัน” ดังนั้น การสัมมนาวันนี้ทุกท่านจะได้ร่วมกันอภิปราย ถกเถียง และเสนอแนะต่อร่างกฎหมายที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการ เพื่อรวมพลังความคิดให้เกิดแนวทางที่สอดคล้องและครอบคลุมที่สุดต่อไป
สำหรับการสัมมนาวิชาการในวันนี้ มีการแบ่งกลุ่มย่อย 10 กลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นเชิงลึก ใน 2 หัวข้อ ประกอบด้วย แนวคิดหลักการพื้นฐาน 10 ข้อ และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยจัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคการศึกษา รวมทั้งจะได้มีการรวบรวมข้อคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ให้มีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับในสังคมวงกว้าง ซึ่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากการสัมมนาในครั้งนี้จะถูกรวบรวม วิเคราะห์และนำไปประกอบการพิจารณาจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาเสนอต่อวุฒิสภา เพื่อให้พระราชบัญญัติดังกล่าวสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้เกี่ยวข้องในภาคการศึกษา และให้การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวหน้าเท่าทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายกเทศมนตรีตำบลมาบแค พร้อมด้วยกำนันตำบลมาบแค และผู้ใหญ่บ้าน ตำบลมาบแค ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการรับเงินอุดหนุนโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2569

   เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลมาบแค
นายปัญญาวัฒน์ ธนะตระกูลพาณิชย์ นายกเทศมนตรีตำบลมาบแค ร่วมกับ กำนันพัชรีวัณณ์ สงวนสัตย์ กำนันตำบลมาบแค และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ถึงหมู่ที่ 11 ตำบลมาบแค ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการรับเงินอุดหนุนโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2569 
เพื่อนำงบประมาณดังกล่าวไปดำเนินโครงการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ให้กับประชาชนแต่ละหมู่บ้านต่อไป
//สมคิด  พรมมี  ผู้สื่อข่าวนครปฐม//

เศรษฐกิจไม้(Wood Economy)เครื่องยนต์ใหม่อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII)
ประธานมูลนิธิเวิลด์วิวไครเมท
อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Minister)นำเสนอรายงานในการปาฐกถาพิเศษฟอรั่ม WOOD Economic Forum 2026ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ KMITL2026โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไม้(Wood Economy)จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะอัพเกรดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียนตอบโจทย์อนาคตทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการมุ่งสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค บนความร่วมมือกับนานาชาติ ด้วยเทคโนโลยี วิศวกรรมและนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมไม้ทดแทนการก่อสร้างแบบดั้งเดิมโดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
“ก้าวใหม่เศรษฐกิจไม้(Wood Economy)
:สู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวอาเซียน
(ASEAN Green Innovation Hub)”

  โศกนาฏกรรมที่เนปาลและธิเบตคือตัวอย่างล่าสุดที่บ่งชี้ว่าโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
    ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 40% ของการปล่อยคาร์บอนทั่วโลก ขณะเดียวกัน กฎเกณฑ์การค้าโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR) กำลังบีบให้ทุกห่วงโซ่อุปทานต้องปฏิรูปอย่างเร่งด่วน 
บทเรียนนานาชาติ: นวัตกรรมไม้วิศวกรรมคาร์บอนต่ำ

ไม้ไม่ได้เป็นเพียงวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิม แต่ถูกยกระดับเป็น Engineered Wood เช่น Cross-Laminated Timber 
(CLT) และ Glued Laminated Timber (Glulam) ที่มีคุณสมบัติความแข็งแรงทนทานเทียบเท่าคอนกรีตและเหล็กกล้า แต่มีอัตราการปล่อยคาร์บอนสุทธิติดลบ

สหภาพยุโรปและฝรั่งเศส: 
ฝรั่งเศสบังคับใช้กฎหมายกำหนดให้อาคารสาธารณะสร้างใหม่ต้องใช้วัสดุชีวภาพหรือไม้อย่างน้อย 50% ส่งผลให้ตลาด CLT ในยุโรปเติบโตเฉลี่ยกว่า 12-15% ต่อปี

สิงคโปร์: 
อาคาร Gaia มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (NTU) อาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 43,500 ตารางเมตร ใช้โครงสร้างไม้ Mass Timber ทั้งหมด ช่วยร่นระยะเวลาก่อสร้างลงถึง 35%

ญี่ปุ่น: 
ตรากฎหมาย Promotion of Use of Wood in Public Buildings ผลักดันให้อาคารพาณิชย์และอาคารสาธารณะความสูงปานกลางถึงสูงหันมาใช้ไม้โครงสร้าง เชื่อมโยงเศรษฐกิจป่าไม้ชุมชนเข้ากับนวัตกรรมวิศวกรรมขั้นสูง
โมเดลฟินแลนด์ : ต้นแบบเศรษฐกิจไม้ระดับโลก

ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบระดับโลกที่เปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยมีพื้นที่ป่าไม้ปกคลุมกว่า 75% ของประเทศ อุตสาหกรรมป่าไม้สร้างรายได้จากการส่งออกราว 15–20% ของการส่งออกทั้งหมด ความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วย 4 แกนหลัก:
1.การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (Sustainable Forest Management): อัตราการเติบโตของเนื้อไม้ในฟินแลนด์สูงกว่าอัตราการตัดฟันมาโดยตลอด
2.กรรมสิทธิ์ป่าไม้ของภาคเอกชนรายย่อย (Private Ownership): 
ราว 60% ของพื้นที่ป่าเป็นของครอบครัวชาวฟินแลนด์ทั่วไป ทำให้คนในท้องถิ่นมีแรงจูงใจในการดูแลรักษาและบริหารจัดการป่าให้ได้ผลตอบแทนระยะยาว
3.โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน
เศษไม้ เปลือกไม้ และของเสียจากกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ (Black Liquor) ถูกนำไปผลิตเป็นพลังงานชีวมวล (Bioenergy) ผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบทำความร้อนชุมชน (District Heating)
4.นวัตกรรมมูลค่าสูง (High-Value Bio-products): 
ต่อยอดจากไม้แปรรูปและกระดาษธรรมดาไปสู่ นวัตกรรมสิ่งทอจากเซลลูโลส (เช่น Spinnova, Kuura), พลาสติกชีวภาพ, สารเคลือบชีวภาพ และไม้โครงสร้าง
ซึ่งกลุ่ม Krono (โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Kronospan รวมถึงเครือข่าย Swiss Kronoโดยร่วมมือกับไทยผ่านสถาบันTVA) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมแผ่นไม้และวัสดุก่อสร้างในตลาดยุโรปและตลาดโลก
ถอดรหัส"ซูเฉียนโมเดล"ของจีน:ศูนย์กลางอุตสาหกรรมไม้แห่งมณฑลเจียงซู

จากการศึกษาดูงานของTVA-FKII-สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง:สจล.(King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang:KMITL)และSCGได้ถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะ เมืองซูเฉียน (Suqian) มณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนการพลิกโฉมเมืองเกษตรกรรมสู่ "เมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมไม้และแผ่นไม้วิศวกรรมของจีน" (China's Wood Industry Capital)

1.การสร้างคลัสเตอร์ครบวงจร (Full Value Chain Cluster)
ซูเฉียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการปลูกไม้โตเร็ว (เช่น ไม้ป็อปลาร์) แต่ต่อยอดสู่คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปไม้นวัตกรรมสูง มีโรงงานแปรรูป ไม้อัด ไม้วิศวกรรม และเฟอร์นิเจอร์หลายพันแห่ง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนับแสนล้านหยวน
2.การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart & Green Manufacturing
ยกระดับโรงงานดั้งเดิมสู่อุตสาหกรรมอัตโนมัติ (Automation) นำเทคโนโลยีลดการปล่อยมลพิษ ใช้กาวชีวภาพไร้สารฟอร์มาลดีไฮด์ (No-Aldehyde Green Adhesives) และการแปรรูปเศษไม้วัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานชีวมวล
3.การสนับสนุนเชิงรุกจากภาครัฐ
การวางผังนิคมอุตสาหกรรมไม้เฉพาะทาง เชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์ทางรางและท่าเรือ รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและทดสอบมาตรฐานไม้ระดับชาติ เพื่อควบคุมคุณภาพและผลักดันสู่ตลาดโลก

ภาพรวมอุตสาหกรรมไม้อาเซียนและความร่วมมือระดับภูมิภาค

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือศูนย์กลางทรัพยากรป่าไม้และการส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้ที่สำคัญของโลก โดยมีศักยภาพในการผนึกกำลังร่วมกัน
1.ฐานการผลิตและการค้าชั้นนำเวียดนาม เป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไม้และเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ของโลก (มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยกว่า 14,000–16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ขณะที่ อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย มีความเชี่ยวชาญด้านไม้อัดและไม้แปรรูปเขตร้อน ส่วน ไทย เป็นเสาหลักด้านแผ่นไม้อัดวิศวกรรมและไม้ยางพารา
2. กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
การขับเคลื่อนผ่านกรอบเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการป่าไม้อาเซียน (ASOF) เพื่อสร้างมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน (SFM) และบูรณาการระบบการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานรับรองไม้ (Mutual Recognition) เช่น PEFC และ FSC เพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน
3.ห่วงโซ่คุณค่าข้ามพรมแดน
การผสานแหล่งวัตถุดิบไม้ปลูกในอาเซียนเข้ากับศูนย์ออกแบบและวิศวกรรมในไทยและสิงคโปร์ เพื่อผลิตชิ้นส่วนอาคารไม้สำเร็จรูป (Prefabricated Timber Modules) ป้อนสู่ตลาด Green Building ในภูมิภาคที่คาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นทศวรรษนี้

ศักยภาพอุตสาหกรรมไม้ของไทย: ผสานเป้าหมาย COP สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยมีแต้มต่อเชิงโครงสร้าง ทรัพยากร และพันธสัญญาระดับสากลที่พร้อมที่สุดแห่งหนึ่งในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
1.เป้าหมาย COP และยุทธศาสตร์พื้นที่สีเขียว 55%: ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ไทยประกาศบนเวที COP เพื่อบรรลุ Carbon Neutrality ในปี 2050 และ Net Zero ในปี 2065 ประเทศไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทรวมเป็น 55% ของพื้นที่ประเทศ โดยแบ่งเป็น พื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพื่อการใช้ประโยชน์ถึง 15% (หรือกว่า 48 ล้านไร่) การส่งเสริมป่าปลูกเชิงพาณิชย์จึงเป็นทั้ง "แหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sink)" ตามเป้าหมาย COP และเป็น "ต้นทางวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมไม้วิศวกรรมสีเขียว"
2.ไม้ยางพาราและไม้โตเร็ว
ไทยมีพื้นที่สวนยางพารากว่า 22 ล้านไร่ หมุนเวียนเนื้อไม้ยางพาราเข้าสู่อุตสาหกรรมได้มากกว่า 15-20 ล้านตันต่อปี โดยจัดเป็น Eco-Friendly Rubberwood ที่ไม่ทำลายป่าธรรมชาติ ควบคู่กับพื้นที่ปลูกไม้ยูคาลิปตัสและไม้โตเร็วเชิงพาณิชย์อีกหลายล้านไร่
3.มูลค่าการค้าและการส่งออกระดับแสนล้าน
อุตสาหกรรมไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ของไทยสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 100,000–120,000 ล้านบาทต่อปี โดยครองแชมป์ส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและแผ่นไม้สังเคราะห์ (MDF / Particle Board) ไปยังตลาดใหญ่อย่างจีน ตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา และอาเซียน
4.การเปลี่ยนผ่านสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงปัจจุบันการส่งออกไม้ของไทยยังเน้นไม้แปรรูปขั้นต้น การขยับขึ้นสู่ ชิ้นส่วนโครงสร้างไม้วิศวกรรม จะช่วยเพิ่มมูลค่าสูงขึ้นถึง 3-5 เท่า พร้อมกระจายรายได้สู่เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ปลูกไม้เศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน

หมุดหมายของไทย: สัญลักษณ์ความมุ่งมั่นสู่ผู้นำ Wood Economy

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นเพียงแค่
นโยบาย แต่ได้สร้าง "หมุดหมายเชิงประจักษ์" ที่สะท้อนเจตนารมณ์และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
1.อาคารนวัตกรรมไม้ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)
เป็นต้นแบบอาคาร Mass Timber ทางวิชาการและสถาปัตยกรรมระดับชาติ ที่สะท้อนองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมโครงสร้างไม้คาร์บอนต่ำ การออกแบบรับแรง และระบบป้องกันอัคคีภัยตามมาตรฐานสากล แสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาและวิศวกรไทยมีความพร้อมในการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้แห่งอนาคต
2.โครงการเมืองไม้ (Wood City) ของTVAสัญลักษณ์ของการปักหมุดหมาย 
การลงทุนขนาดใหญ่ของภาคเอกชนไทย ที่ผสานนวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ากับ Circular Wood Economy มุ่งสร้างระบบนิเวศชุมชนคาร์บอนต่ำครบวงจรตั้งแต่การคัดสรรวัสดุ การออกแบบชีวภาพ (Biophilic Design) ไปจนถึงการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน
3.การประกาศเจตนารมณ์ระดับโลกโครงการทั้งสองแห่งนี้คือประจักษ์พยานความร่วมมือระหว่างองค์กรไทย ภาคการศึกษา และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อประกาศหมุดหมายว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้าน Wood Economy ของภูมิภาคเอเชีย
4. งาน“Regenerative Wood City: Forest, Farm, Food and Longevity Grow Together”เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมามีการนำเสนอโครงการความร่วมมือที่เป็นประจักษ์พยานของการขับเคลื่อนที่โดดเด่นชัดเจนของสมาคมสถาบันทิวา (TVA) บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด (SCGCBM) บริษัท SWISS KRONO Holding AG (SKG) มูลนิธิ Eco-Innovation Foundation (EIG) บริษัท IKEA Thailand และภาคีภาคส่วนต่างๆ

ยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก: อัพเกรดไทยสู่ฮับนวัตกรรมสีเขียวแห่งอาเซียน
 1.ปลดล็อกกฎหมายและมาตรฐานอาคาร: เร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติควบคุมอาคารและมาตรฐาน มอก. ให้รองรับนวัตกรรมไม้ในอาคารสูงและอาคารสาธารณะ พร้อมสร้างระบบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านอัคคีภัยตามหลักวิศวกรรมสากล
 2.ยกระดับห่วงโซ่อุปทานป่าไม้เศรษฐกิจ: แปลงเป้าหมายพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ 15% ให้เป็นพื้นที่ปลูกไม้เพื่อการค้าที่มีมาตรฐานรับรองสากล
 3.สิทธิประโยชน์การลงทุนและบูรณาการคาร์บอนเครดิต: ใช้กลไก BOI ดึงดูดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรต่างชาติ และเชื่อมโยงระบบ Premium T-VER เข้ากับคาร์บอนเครดิตในภาควัสดุก่อสร้าง
 4.พัฒนาบุคลากรและวิศวกรรมสีเขียวระดับภูมิภาค: ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในยุโรปและเอเชีย ถ่ายทอดหลักสูตรวิศวกรรมไม้ขั้นสูง BIM และ Digital Fabrication เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการวิจัย อบรม และส่งออกชิ้นส่วนอาคารสำเร็จรูปทั่วภูมิภาค

ก้าวใหม่ของไทย
    "อุตสาหกรรมไม้" กำลังเปลี่ยนบทบาทจากอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่การเป็นWood Economyบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ" (BioEconomy)ด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมไม้ขั้นสูง (Wood Engineering ) 
   การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมไม้และการนวัตกรรมสีเขียว ไม่ใช่ทางเลือกเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการผสานทรัพยากรป่าไม้ ไม้ยางพาราและไม้เศรษฐกิจอื่นๆการเพิ่มพื้นที่ป่าเศรษฐกิจภายใต้เป้าหมาย COP รวมทั้งการวางหมุดหมายทางนวัตกรรมของสจล. และโครงการเมืองไม้ของ TVA จะสามารถเปลี่ยนเนื้อไม้ให้กลายเป็นรากฐานของเมืองแห่งอนาคต และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น "ศูนย์กลางเศรษฐกิจไม้และนวัตกรรมสีเขียวของอาเซียน" อย่างแท้จริง.

ประจวบคีรีขันธ์ _กลุ่มเหล็กสหวิริยาสนับสนุนงานแนะแนว “กรรมาธิการพบน้อง” เตรียมความพร้อมเด็กบางสะพานเข้ามหาวิทยาลัยด้วยพอร์ตโฟลิโอ

กลุ่มเหล็กสหวิริยา ร่วมสนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรม “กรรมาธิการพบน้องนักเรียน” กิจกรรมแนะแนวการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยผ่านระบบ Portfolio จัดโดยคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่อำเภอบางสะพาน 
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมกรองกัมพู โรงเรียนบางสะพานวิทยา ตำบลกำเนิดนพคุณ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมจำนวน 294 คน
ภายในงานได้รับความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเข้าศึกษาต่อผ่านระบบ Portfolio จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมวิธีการจัดทำพอร์ตโฟลิโอที่มีประสิทธิภาพ การนำเสนอจุดเด่น และการเตรียมความพร้อมรับการคัดเลือก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น สะท้อนปัญหา และนำเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับระบบการศึกษาต่อ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาแนวทางและนโยบายการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาต่อไป
การเข้าร่วมและสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่มเหล็กสหวิริยา ในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการศึกษาและสร้างโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ได้มีความรู้ ความพร้อม และความมั่นใจในการก้าวสู่เส้นทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต
  /////////////////
ข่าว  ณัฐธภพ พันสาย  /  จ.ประจวบคีรีขันธ์  0623644468

เกิดเหตุไฟไหม้ป่ากกกลางเมืองท่องเที่ยวชะอำกว่า 200 ไร่ จนท.ระดมกำลังรถดับเพลิง 5 คัน เร่งสกัดนาน 3 ชั่วโมง

  วันที่ 2 ก.ย2569 เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลเมืองชะอำ จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้ป่ากกที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บริเวณถนนริมทางรถไฟ -คริสตจักรแสงสว่างชะอำ กลางเมืองท่องเที่ยวชะอำ จ.เพชรบุรี  จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมรถดับเพลิงเทศบาลเมืองชะอำ จำนวน 1คันเข้าช่วยเหลือ ที่เกิดเหตเป็นป่ากกหลาย100ไร่ พบไฟไหม้บริเวณริมทางรถไฟก่อนลุกลามป่ากกนับ10ไร่ เจ้าหน้าที่เร่งฉีดน้ำสกัดไฟไม่ให้ลุกลาม แต่มรลกกระโชกแรงส่งผลให้ไฟลุกลามไหม้ป่ากกเป้นวงกว้าง   
     ต่อมาในช่วงค่ำไฟได้ลุกลามพื้นที่ป่ากกเข้าใกล้บ้านเรือนประชาชน บริเวณหลังโครงการหมู่บ้านโชคบุญมี อ.ชะอำ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองท่องเที่ยวชะอำ  ทำชาวบ้านนับร้อยหลังคาเรือนแต่ตื่น พบกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งลอยไปบนท้องฟ้าไกลกว่า5กิโล ไฟลุกลามไหม้ป่ากกอยุ่งรุนแรงเข้าใกล้กำแพงบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย และกำลังขยายวงกว้างเนื่องจากมีลมแรง  นายนุกูล พรสมบูศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือชะอำ  พร้อมด้วย นายสนิท คงเจริญ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมือชะอำ ลงพื้นที่สั่งการควบคุมสถารณ์ไม่ให้ไฟลุกลามด้วยตัวเอง     ให้เจ้าหน้าที่เร่งนำพรถดับเพลิง เทศบาลเมือชะอำ เทศบาลตำบลนายาง จำนวน 5คัน เข้าสกัดไฟไม่ให้เข้าใกล้บ้านเรือนประชาชน พบเศษขี้เถ้าลอยไปตกในบ้านเรือนประชาชน สระน้ำ ในตัวบ้าน และบริเวณบ้านหลายสิบหลังคาเรือน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลากว่า 3ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้  พบป่ากกถูกไฟไหม้เสียหายเสียหายกว่า 200 ไร่ 
หนุ่มเจ้าของบ้านเล่าว่า  เมื่อช่วงเย็นเห็นไฟลุกไหม้ป่ากกอย่างไกลๆบ้านพอมาช่วงค่ำพบว่าไฟลุกลามมาใกล้บ้านของตนมากขึ้นจึงช่วยกันออกมาใช้สายยางฉีดน้ำเพื่อสกัดไฟแต่เอาไม่อยู่จึงแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยดังกล่าว 
ด้าน นายนุกูล พรสมบูศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมือชะอำ เปิดเผยว่าหลังจากนี้จะตรวจสอบทะเบียนที่ดินผืนนี้ว่าเป้นของใคร ก่อนจะทำหนังสื่อส่งไปเจ้าของที่ดินให้มากำจัดป่ากกเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีกเพื่อส่งผลให้ประชาชนนับร้อยหลังคาเรือนเดือดร้อน หากไม่ดำเนินการ ทางเทศบาลเมือชะอำจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
/////////////////// บรรณรต จ.เพชรบุรี 

Copacabana Coral Reef Jomtien เปิดพิธี Topping-Out Ceremony ชั้น 56 สุดยิ่งใหญ่

มีรายงานว่า โครงการ Copacabana Coral Reef Jomtien โครงการคอนโดมิเนี่ยมดังริมหาดจอมเทียน เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ได้จัดพิธี Topping-Out Ceremony ณ บริเวณชั้น 56 ของโครงการ เพื่อฉลองช่วงเวลาสำคัญที่สะท้อนถึงความตั้งใจ ความทุ่มเท และความร่วมมือของทุกทีมงาน ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการให้ก้าวมาถึงอีกหนึ่งความสำเร็จของงานก่อสร้างอีกขั้น
โดยในพิธีการได้รับเกียรติจาก คุณกสิณา ธรรมสุวรรณ และคุณพรลภัส ดลจิตต์ ผู้บริหารโครงการ พร้อมด้วยคุณสันติ เหมศิริวัฒนา และคุณวรากร เหมศิริวัฒนา ผู้บริหารบริษัท พรพระนคร จำกัด และบริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ควบคุมและตรวจสอบงานก่อสร้าง เข้าร่วมพิธี Topping-Out Ceremony ชั้น 56 Copacabana Coral Reef Jomtien 
โดยทางผู้บริหารโครงการ Copacabana Coral Reef Jomtien ได้ขอบคุณลูกค้าสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีให้กับ Copacabana Coral Reef และขอบคุณที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญ
ทั้งนี้ โครงการ Copacabana Coral Reef Jomtien โครงการใหม่ซึ่งตั้งอยู่ติดถนนจอมเทียนสาย 2 ห่างจากชายหาดประมาณ 500 เมตร หรูหราสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการคุณภาพที่มีชื่อเสียงภายใต้การบริหารโดย Copacabana Group 
//เก่ง ณ สงขลา รายงาน//

โครงการ คนละลูก ผู้นำเยาวชนกีฬา ร่วมทำความดี ปีที่ 8 ประจำปี 2569 เตรียมส่งมอบลูกฟุตบอลมิกาซ่าให้แก่เด็กๆ โรงเรียนบ้านห้วยทราย ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

 โครงการ "คนละลูก ผู้นำเยาวชนกีฬา" ร่วมทำความดี พี่ให้น้อง ปีที่ 8 ประจำปี 2569 เตรียมเดินหน้าสร้างรอยยิ้มและโอกาสทางการกีฬาให้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล โดยมีกำหนดการส่งมอบลูกฟุตบอลคุณภาพมาตรฐาน "มิกาซ่า" (MIKASA) ให้กับน้องๆ นักเรียน ณ โรงเรียนบ้านห้วยทราย ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้
​โครงการ "คนละลูก" จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้เข้าถึงอุปกรณ์กีฬาที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านกีฬาฟุตบอล ส่งเสริมสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง ตลอดจนปลูกฝังความสามัคคีและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ผ่านการเล่นกีฬา
​สำหรับการลงพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านห้วยทราย ต.บ้านแปะ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 9 กันยายน 2569 นี้ คณะทำงานและผู้สนับสนุนโครงการมีความมุ่งมั่นที่จะนำลูกฟุตบอลมิกาซ่าไปมอบให้ถึงมือเด็กๆ เพื่อให้เยาวชนในพื้นที่ได้มีอุปกรณ์กีฬาในการฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ต่อไป
​โครงการคนละลูก หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังเยาวชนไทยให้เติบโตไปเป็นผู้นำที่ดีและมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงในอนาคต
นายศุภชัย ตัณฑสมบูรณ์ ประธานโครงการคนละลูก กล่าว โครงการผู้นำเยาวชนกีฬา ร่วมทำความดี พี่ให้น้อง เราได้รับความสนับสนุนจาก บริษัท มิกาซ่า อินดรัสตรี้ (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท ซันสวีท จำกัด(มหาชน) บริษัท พี.เค.พี. เท็กซ์ไทล์ โปรดักส์ จำกัด บริษัท ซี อาร์ ทเวลฟ์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท ไทย.เจเพรส จำกัด และสำนักสื่อมวลชนทุกสำนัก  ที่สนับสนุนโครงการมาตลอด ต้องขอขอบคุณมาณ.โอกาสนี้ด้วย

กมธ.การศึกษาฯ เปิดเวทีระดมความเห็น ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มุ่งยกระดับการศึกษาไทยสู่อนาคต

วันที่ 2 กันยายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ห้องพระวิษณุ ชั้น 3 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ คณ...